รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน•ตอนที่ 9

ทางลับใต้ศาลา

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
“หากเจ้าจะตายที่นี่ ก็จงตายในฐานะคนที่รู้ความจริงเสียยังดีกว่าจะถูกสังหารทิ้งอย่างหมาข้างถนนในฐานะเหยื่อที่ไม่รู้อะไรเลย” กล้าชะงักฝีเท้า เสียงกระซิบแหบพร่าของแม่หญิงบัวดังก้องอยู่ในโสตประสาท เขาไม่ได้หันกลับไปมองนาง แต่สายตาเขากลับจดจ้องอยู่ที่รอยแยกของอิฐศิลาใต้ฐานศาลาการเปรียญวัดร้างริมน้ำวัดนี้—สถานที่ที่ขุนอินทร์มักใช้เป็นจุดนัดพบกับสายลับต่างชาติ กลิ่นอับชื้นของดินและกลิ่นสาบของกาลเวลาปะทะเข้ากับจมูกอย่างจัง มือของกล้าที่สั่นเทาเล็กน้อยค่อยๆ หยิบชะแลงเหล็กสั้นที่พกติดตัวออกมาขูดเอาดินโคลนที่อุดรอยต่อนั้นออก “บัว... เจ้าแน่ใจนะว่าแผนที่ที่ได้มานั่นมิใช่กับดักของคนพวกนั้น?” กล้าถามโดยไม่ละสายตาจากรอยแยก “ความทะเยอทะยานมักทำให้คนโง่เขลา ขุนอินทร์มั่นใจในความเงียบของวัดร้างแห่งนี้จนมองข้ามความจริงที่ว่า กำแพงของอยุธยาทุกแห่งมีหู และพื้นดินทุกตารางนิ้วมีตา” แม่หญิงบัวตอบพลางกระชับผ้าสไบแน่นขึ้น สายตานางกราดมองไปรอบบริเวณวัดที่ถูกต้นไทรยักษ์โอบกอดจนมืดทึบ “ข้าไม่ได้สู้ด้วยกำลัง แต่ข้าสู้ด้วยความลืมเลือนของพวกมัน” เสียง ‘แกร๊ก’ ดังขึ้นเบาๆ เมื่อกล้าออกแรงงัดก้อนอิฐก้อนใหญ่ที่ดูผิดปกติออกจากฐานศาลา ภายใต้ความมืดมิดที่โผล่ออกมานั้น ไม่ใช่ความว่างเปล่าอย่างที่เขาคาดคิด แต่เป็นกลิ่นอายของอากาศเย็นเยียบที่พุ่งออกมา ราวกับโพรงนี้เชื่อมต่อกับหัวใจของอยุธยาที่ถูกซ่อนไว้ใต้ดิน กล้าจุดคบเพลิงจิ๋วในมือ แสงสีส้มวูบวาบส่องให้เห็นบันไดศิลาที่ทอดยาวลงไปในความมืด เขากลืนน้ำลายลงคอ ความทรงจำเกี่ยวกับครอบครัวที่ถูกพรากไปจากสงครามแทรกซึมเข้ามาในหัวใจ ภาพบ้านที่ถูกเผาและเสียงร้องไห้ที่ยังคงหลอกหลอนเขาทุกคืนค่ำ หากเขาก้าวลงไปในนี้ เขาอาจจะได้รู้ว่าขุนอินทร์กำลังวางแผนขายอยุธยาให้แก่ใคร หรือไม่ เขาก็อาจจะเป็นเพียงศพอีกศพที่ไร้คนจดจำ “เจ้าต้องไป... กล้า” แม่หญิงบัววางมือลงบนไหล่เขา แรงบีบนั้นสื่อถึงความหนักอึ้งของชะตากรรมที่เขาทั้งสองแบกไว้ “ข้าจะคอยดูต้นทางที่นี่ หากเกินยามสอง ข้าจะเผาศาลานี้ทิ้งเพื่อมิให้พวกมันตามรอยเจ้าลงไปได้” “นั่นหมายถึงเจ้าจะติดอยู่ที่นี่” กล้าหันกลับมามองใบหน้าเนียนละเอียดที่ฉาบด้วยความมุ่งมั่นนั้น “ข้าเกิดมาเพื่อเป็นหมากบนกระดาน แต่ข้ามิใช่หมากที่ยอมให้ใครมาเดินตามอำเภอใจ” กล้าไม่รอช้า เขาแทรกตัวลงไปในช่องลับทันที กลิ่นอับชื้นทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเขาก้าวลงสู่เบื้องล่าง บันไดศิลาแคบและชัน พื้นที่รอบข้างเต็มไปด้วยจารึกอักษรขอมที่เลือนลาง ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นรัวไม่ใช่ความมืด แต่คือเสียงที่ดังสะท้อนมาจากปลายอุโมงค์... เสียงของใครบางคนที่กำลังสนทนากันด้วยภาษาที่ไม่ใช่ภาษาไทย เขาค่อยๆ คลานไปตามทางแคบๆ จนมาถึงจุดที่สามารถมองลอดผ่านช่องระบายอากาศเล็กๆ ลงไปยังห้องโถงใต้ดินขนาดใหญ่ ด้านล่างนั้นคือห้องลับที่เต็มไปด้วยคัมภีร์ใบลานและหีบสมบัติมากมาย แต่ที่สะดุดตาที่สุดคือชายวัยกลางคนผู้มีรอยแผลเป็นพาดผ่านดวงตาซ้าย—ขุนอินทร์ เขากำลังยืนอยู่ต่อหน้าชายร่างสูงใหญ่ในชุดแต่งกายต่างชาติแปลกตา “การเปลี่ยนถ่ายรัชกาลครั้งนี้ จะไม่จบลงแค่การเปลี่ยนตัวกษัตริย์” ขุนอินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นที่แฝงไปด้วยอำนาจ “เมื่อกองเรือมาถึง ข้าจะเปิดประตูเมืองด้านทิศใต้ให้เอง แต่เจ้าต้องแลกด้วยสิ่งนั้น... สิ่งที่ราชวงศ์นี้เฝ้าปกปิดมานานหลายร้อยปี” กล้าเบิกตากว้าง เมื่อเห็นขุนอินทร์หยิบแผ่นศิลาสีดำสนิทที่มีลวดลายอักขระประหลาดออกมาจากหีบ แสงจากคบเพลิงกระทบกับศิลานั้นจนเกิดประกายสีเลือดชั่ววูบ กล้ารู้สึกเหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่างที่สั่นคลอนจิตวิญญาณของเขา ทว่า ในจังหวะที่เขากำลังจะขยับตัวเพื่อเก็บข้อมูลเพิ่ม ปลายเท้าของเขากลับไปเตะเข้ากับเศษอิฐที่วางซ้อนกันอยู่อย่างไม่ระวัง เสียงอิฐครูดไปกับพื้นดังขึ้นเพียงแผ่วเบาในความเงียบงัน แต่ในโสตประสาทของนักล่าอย่างขุนอินทร์ มันดังชัดราวกับเสียงระฆังแตก ขุนอินทร์หยุดชะงัก กรามหันมองขึ้นมายังช่องลับด้านบนทันที ดวงตาคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยจิตสังหาร “หนูตัวไหนกัน... ที่ริอ่านมาดมกลิ่นในรังราชสีห์” ขุนอินทร์ชักดาบสั้นที่ซ่อนอยู่ข้างกายออกมา แล้วพุ่งตรงมายังทางลับที่กล้าซ่อนตัวอยู่ทันที กล้ารีบหมุนตัวกลับหลังหันเพื่อหาทางหนี แต่ความมืดที่เขาไม่คุ้นเคยทำให้เขาพลาดสะดุดล้มลง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของขุนอินทร์ใกล้เข้ามาทุกที พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ฟังดูดุร้ายราวกับสัตว์ป่า กล้าถอยหลังไปจนติดกำแพงอุโมงค์ตัน... จบสิ้นแล้ว หรือนี่คือจุดจบของช่างเขียนอย่างเขา? ทว่าในวินาทีที่ขุนอินทร์เงื้อดาบขึ้นสุดแขน กล้ากลับเหลือบไปเห็นกลไกประหลาดที่กำแพงข้างตัว—รูปปั้นพระฤาษีที่ไร้ศีรษะ เขารีบคว้ามือไปบิดศีรษะของรูปปั้นนั้นสุดแรงเกิด! กำแพงหินเบื้องหลังเขาพังทลายลง พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างเงาร่างหนึ่งที่ยืนรออยู่ในเงามืด... เงาร่างที่ทำให้กล้าต้องหยุดหายใจ เพราะคนผู้นั้นสวมชุดขุนนางชั้นสูงที่เขาเพิ่งเห็นในตราประทับลับของกษัตริย์องค์ก่อนหน้า และชายผู้นั้นก็หันมามองเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความโกรธแค้นพอๆ กับขุนอินทร์! “เจ้าทำผิดที่ก้าวเข้ามาในสุสานที่ยังไม่ตาย” เสียงที่คุ้นเคยนั้นเอ่ยขึ้นเบาๆ แต่บาดลึกไปถึงกระดูก “และตอนนี้... เจ้าไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเลือกว่าจะตายในมือขุนอินทร์ หรือตายในมือของข้า” ขอบคุณที่ร่วมออกเดินทางผ่านประวัติศาสตร์และปมลับไปกับ "นักเล่าประวัติศาสตร์" ในตอนที่ 9 นี้ครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%