กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งหนาทึบจนแทบจะเคี้ยวได้นั้น ลอยอวลอยู่เหนือผืนผ้าใบของค่ายทหารหลวง ท่ามกลางเสียงโอดครวญด้วยความเจ็บปวดที่ดังระงมแข่งกับเสียงลมหายใจรวยรินของเหล่าทหารกล้าที่นอนเรียงรายราวกับใบไม้ร่วงหล่น จ้าวเสี่ยวหลันในชุดคลุมผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดตา—อาภรณ์ประหลาดที่นางดัดแปลงขึ้นเองเพื่อความคล่องตัวในการปฏิบัติการ—บัดนี้กลับเปรอะเปื้อนไปด้วยหยดเลือดสีเข้มจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม สองมือเรียวที่เคยจับต้องแต่เครื่องมือแพทย์ทันสมัยในห้องผ่าตัดโรงพยาบาลใหญ่ยุค 80 บัดนี้กำลังถือมีดผ่าตัดเหล็กกล้าโบราณที่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนจากเปลวไฟอย่างมุ่งมั่น แววตาของศัลยแพทย์สาวไม่มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความเด็ดเดี่ยวและสมาธิอันแน่วแน่ที่แผ่ซ่านออกมาจนผู้คนรอบข้างยังต้องก้มหัวให้ด้วยความยำเกรง
"ส่งมีดโค้งมา... เร็วเข้า! คนไข้รายนี้เสียเลือดมากเกินไปแล้ว หากช้ากว่านี้อีกเพียงเค่อเดียว หัวใจเขาคงหยุดเต้นถาวรแน่ค่ะ" เสียงหวานกังวานแต่เฉียบขาดราวน้ำแข็งทุบดังขึ้นท่ามกลางความโกลาหล นางตวาดสั่งผู้ช่วยสนามที่หน้าซีดเผือดด้วยความตื่นตระหนก มือข้างหนึ่งกดลงบนแผลฉีกขาดขนาดใหญ่บริเวณหน้าอกของนายกองหนุ่มผู้หนึ่งอย่างแม่นยำเพื่อห้ามเลือด
รอบกายของนางเวลานี้คือสมรภูมิขนาดย่อม กองทัพของฉินอ๋องเพิ่งผ่านพ้นศึกหนักจากการถูกลอบโจมตีโดยกองกำลังไม่ทราบฝ่ายที่ใช้ธนูอาบยาพิษ ทหารนับร้อยได้รับบาดเจ็บสาหัส หมอหลวงประจำกองทัพต่างส่ายหน้ายอมแพ้และเตรียมใจรับความตายให้เหล่าทหารหาญเหล่านั้น ทว่าจ้าวเสี่ยวหลันกลับก้าวเข้ามาพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน นางปฏิเสธความเชื่อโบราณที่ว่า "แผลลึกถึงหัวใจย่อมไร้ทางรักษา" แล้วลงมือผ่าตัดเปิดช่องอกด้วยเทคนิคศัลยกรรมขั้นสูงที่คนยุคโบราณมองว่าเป็นปีศาจวิปริต แต่ผลลัพธ์ที่ปรากฏตรงหน้าคือลมหายใจที่ค่อยๆ กลับมาสม่ำเสมอขึ้นของนายกองผู้นั้น สร้างความตื่นตะลึงให้แก่เหล่าแม่ทัพนายกองที่ยืนล้อมวงมองดูอยู่เงียบๆ
"นาง... นางเป็นปีศาจหรือเซียนจำแลงกันแน่? ผ่าเปิดอกมนุษย์ออกมาเช่นนั้น เหตุใดคนผู้นั้นจึงยังไม่ตายเล่า?" เสียงกระซิบกระซาบด้วยความหวาดกลัวและทึ่งระคนกันดังมาจากมุมหนึ่งของกระโจมใหญ่
จ้าวเสี่ยวหลันไม่ได้สนใจเสียงนินทาเหล่านั้น นางปาดเหงื่อที่ผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผากด้วยหลังมืออย่างไม่ถือตัว เสื้อผ้าอาภรณ์เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อและคาวเลือด ความเหนื่อยล้าแผ่ซ่านไปทั่วร่างจนกล้ามเนื้อปวดร้าวไปหมด แต่ดวงตากลมโตคู่นั้นยังคงกวาดมองไปรอบกระโจมที่มีคนเจ็บนอนรอความช่วยเหลืออยู่อีกนับสิบชีวิต นางสูดลมหายใจเข้าลึก
"ท่านอ๋องเพคะ!" เสียงรายงานดังขึ้นพร้อมกับการก้าวเข้ามาของร่างสูงสง่าในชุดเกราะทมิฬ ฉินอ๋องเฟยหลงเดินแหวกม่านกระโจมเข้ามาด้วยท่าทีเยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปี ทว่านัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวคู่นั้นกลับกวาดมองร่างของสตรีที่เนื้อตัวเปื้อนเลือดด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ความกังวลที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีนิ่งเฉยถูกเปิดเผยออกมาผ่านสันกรามที่ขบเข้าหากันแน่น
เฟยหลงก้าวเข้าไปใกล้ร่างของเสี่ยวหลันอย่างรวดเร็ว มือหนายื่นออกไปหมายจะดึงข้อมือนางให้ถอยห่างจากกองเลือดตรงหน้า น้ำเสียงทุ้มต่ำเอמהขึ้นด้วยความดุเจือความเป็นห่วงที่พยายามเก็บงำ "เจ้าทำเกินไปแล้ว เสี่ยวหลัน เจ้าไม่ใช่เซียน กรำศึกติดต่อกันมาสามวันสามคืนโดยไม่พักผศ ร่างกายเจ้าจะรับไม่ไหว"
เสี่ยวหลันสะบัดข้อมือหลบเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาคู่นั้นทั้งดื้อรั้นและเต็มไปด้วยความถือดีอย่างที่มักทำให้เขาจนปัญญา "ถ้าหม่อมฉันไม่ทำ แล้วใครจะทำคะ? หรือท่านอ๋องจะปล่อยให้ทหารที่ยอมตายแทนท่านต้องมาสิ้นใจตายอย่างอนาถเพราะความกลัวของหมอหลวงหัวโบราณพวกนั้นเล่า? ถอยไปค่ะ ท่านกำลังเกะกะการทำงานของหมอ!"
คำพูดตัดพ้อที่จริงจังและเฉียบคมเช่นนั้น ไม่มีสตรีใดในใต้หล้ากล้าเอמהกับฉินอ๋องผู้กุมอำนาจกองทัพพายัพเช่นนี้แน่ ทว่าเฟยหลงกลับไม่โกรธเคือง ตรงกันข้าม หัวใจที่ด้านชามาแรมปีของเขากลับกระตุกวูบอย่างรุนแรง เขาจ้องมองใบหน้าที่มอมแมมไปด้วยเขม่าควันและหยาดเหงื่อของนาง หัวใจพลันเจ็บแปลบขึ้นมาอย่างประหลาด สตรีผู้นี้ช่างกล้าหาญและดื้อรั้นเกินไปแล้ว นางเอาชีวิตของตนเองมาแขวนไว้บนเส้นด้ายเพื่อคนแปลกหน้าเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"เจ้าดื้อด้านเกินไปแล้ว..." เฟยหลงพึมพำเสียงเบา ก่อนจะถอดเสื้อคลุมขนสัตว์หนาของตนเองมาคลุมไหล่ที่สั่นเทาเล็กน้อยของนางอย่างทะนุถนอม แม้ปากจะเอ่ยวาจาดุ แต่แววตาที่ทอดมองนางกลับอ่อนโยนล้ำลึกจนคนรอบข้างต้องรีบเบือนหน้าหนีด้วยความเกรงกลัวต่อบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัวและหวานล้ำที่ปะปนกันอย่างประหลาด
"หม่อมฉันไม่ได้ดื้อ แต่หม่อมฉันมีหน้าที่ช่วยคนค่ะ ท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ หากไม่มีเรื่องคอขาดบาดตายอันใด กรุณาช่วยส่งถังน้ำสะอาดกับผ้าสะอาดมาทางนี้ทีค่ะ งานของหม่อมฉันยังไม่จบ" เสี่ยวหลันเอ่ยเสียงเรียบ นางหันไปจัดการกับแผลถัดไปอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจสายตาที่จ้องมองมาเป็นมันของบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในค่ายทหาร
การผ่าตัดดำเนินต่อไปข้ามวันข้ามคืน แสงเทียนในกระโจมถูกเปลี่ยนครั้งแล้วครั้งเล่า จ้าวเสี่ยวหลันกลายเป็นดั่งเทพเซียนผู้ประทานชีวิตท่ามกลางความตาย นางช่วยชีวิตทหารไปมากกว่าร้อยชีวิตด้วยสองมือและสติปัญญาอันล้ำเลิศจากอนาคต ความเหนื่อยล้าถาโถมเข้าใส่จนร่างบางเซถลาเกือบจะล้มลงกับพื้น หากไม่มีอ้อมแขนแข็งแกร่งของฉินอ๋องที่คอยโอบประคองรับร่างของนางไว้ทันเวลาพอดี
"พอได้แล้ว... เจ้าทำหน้าที่ได้ดีเกินพอแล้ว เสี่ยวหลัน" เฟยหลงกระซิบแนบชิดใบหู น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขณะที่เขากำลังจะอุ้มร่างที่หมดเรี่ยวแรงของนางขึ้นเพื่อพาไปพักผ่อนนั้นเอง
พลัน! เสียงฝีเท้าเร่งรีบมุ่งตรงเข้ามาพร้อมกับเสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกขององครักษ์เงาที่หน้ากระโจม
"ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ราชasek... พระราชโองการลับจากเมืองหลวง... ส่งมาถึงมือแม่ทัพใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เฟยหลงชะงักฝีเท้า นัยน์ตาคมกริบหรี่แคบลงทันที บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นดุจน้ำแข็งในพริบตา เมื่อองครักษ์ผู้นั้นยื่นม้วนกระดาษประทับตราหยกมังกรทองคำด้วยมืออันสั่นเทาเข้ามาให้
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดที่น่ารักทุกท่านที่ร่วมส่งใจเชียวชาญและลุ้นระทึกไปกับหมอหญิงของเราในสมรภูมินี้นะคะ! ✨ *(ส้มหวานมิติลับ)*
ท่านอ๋องอย่าร้ายกับหมอหญิงยุค 80 ของข้า•ตอนที่ 24
หมอหญิงท้าตาย
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าร้ายกับหมอหญิงยุค 80 ของข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!