ความเงียบงันภายในตำหนักฉินอ๋องในยามนี้ เยียบเย็นเสียยิ่งกว่าน้ำค้างกลางฤดูหนาว หยดน้ำมันจากตะเกียงสำริดส่งเสียงปะทุเบาๆ คล้ายเตือนสติว่ากาลเวลาไม่ได้หยุดนิ่งรอความลังเลของผู้ใด
รอยยิ้มบนใบหน้าของจ้าวเสี่ยวหลันแข็งค้างในเสี้ยววินาที ขณะที่แววตาของฉินอ๋องหรือเฟยหลงเปลี่ยนเป็นดุร้ายราวกับพยัคฆ์พร้อมขย้ำเหยื่อทันทีที่ได้ยินนามของสตรีผู้มาใหม่ นามนั้นมิใช่ใครอื่น หากแต่เป็นองค์หญิงแห่งแคว้นหลี่ ผู้กุมกำลังทหารฝ่ายเหนือครึ่งหนึ่งไว้ในมือ และการปรากฏตัวของนางยามวิกาลเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน
"ให้ชี้นางเข้ามา" น้ำเสียงของฉินอ๋องต่ำทุบ กังวานและทรงอำนาจดั่งประกาศิตจากขุมนรก แววตาที่ทอดมองไปยังประตูห้องโถงเต็มไปด้วยความระแวดระวังและไอสังหารที่แผ่ซ่านจนจ้าวเสี่ยวหลันต้องสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ
เสี่ยวหลันหรี่ตาลงเล็กน้อย สัญชาตญาณแพทย์สนามจากยุค 80 และสมองอันปราดเปรื่องของศัลยแพทย์มือหนึ่งเริ่มคำนวณหมากตานี้อย่างรวดเร็ว สตรีผู้มาเยือนยามวิกาล ย่อมนำพามาซึ่งกลิ่นอายของเลือดและควันไฟแห่งสงคราม นางขยับถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะให้ท่านอ๋องได้สะสางกิจการบ้านเมือง ทว่ากลับถูกปลายนิ้วแข็งแกร่งดั่งคีมเหล็กคว้าข้อมือเอาไว้เสียก่อน
"เจ้าจะไปไหน หมอจ้าว" เฟยหลงเอ่ยเสียงพร่าโดยไม่ละสายตาจากประตู "ในเมื่อนางก้าวเข้ามาในอาณาเขตของเปิ่นหวางแล้ว ทุกย่างก้าวล้วนเกี่ยวพันกับความปลอดภัยของเจ้าเช่นกัน"
ประโยคนั้นเรียบเฉย ทว่ากลับหนักแน่นราวกับประกาศิตที่ไม่อนุญาตให้ผู้ใดหลบหนี เสี่ยวหลันเม้มริมฝีปากแน่น นางชักสีหน้าใส่เขาอย่างไม่ปิดบังความหงุดหงิด "หม่อมฉันเป็นเพียงแพทย์หญิง ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเกมการเมืองของพวกท่าน เพคะท่านอ๋อง"
"แต่เจ้าเป็นสตรีเพียงคนเดียวที่นั่งอยู่เคียงข้างเปิ่นหวางในยามนี้ นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้เจ้ากลายเป็นเป้าหมายแล้ว" ฉินอ๋องตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงความเฉียบคมบาดลึก
ม่านโปร่งบางถูกสะบัดออกด้วยเรียวแรงอันคุ้นเคย ร่างระหงในชุดผ้าไหมปักดิ้นทองอร่ามขององค์หญิงลี่ชิงก้าวเข้ามาด้วยท่าทีสง่างาม ทว่าใบหน้างามนั้นกลับซีดเผือดและมีหยดเหงื่อผุดพรายตามกรอบหน้า แววตาของนางไม่ได้มีความเย่อหยิ่งจองหองเช่นเคย หากแต่ฉายชัดถึงความตื่นตระหนกและหวาดกลัวอย่างที่สุด
ถาดไม้ลงรักปิดทองในมือของนางสั่นระริกจนถ้วยกระเบื้องกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง
"ท่านอ๋อง... เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ" เสียงขององค์หญิงลี่ชิงสั่นพร่าจนแทบจับใจความไม่ได้ นางคุกเขลงลงกับพื้นอย่างไร้ซึ่งศักดิ์ศรีของเชื้อสายราชวงศ์ "กองทัพพิทักษ์อุดรที่ชายแดน... แตกพ่ายแล้วเพคะ แม่ทัพหลิวหักหลังเรา สวามิภักดิ์ต่อองค์ชายรองและนำกำลังทหารห้าหมื่นนายมุ่งตรงมายังเมืองหลวงเพื่อปิดล้อมพระราชวังแล้ว!"
สิ้นคำประกาศนั้น ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางตำหนัก ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่ความตึงเครียดจะระเบิดออกมาเป็นระลอกคลื่นแห่งอำนาจที่มองไม่เห็น
ข่าวการก่อกบฏจากหัวเมืองเริ่มชัดเจนขึ้นเป็นรูปธรรมแล้ว มิใช่เพียงแค่ข่าวลือลมๆ แล้งๆ อีกต่อไป ทว่ามันคือมหันตภัยที่กำลังคืบคลานเข้ามาประชิดคอหอยของพวกเขาทุกขณะ
จ้าวเสี่ยวหลันสูดหายใจเข้าลึก ดวงตากลมโตฉายแวววับ นางตระหนักทันทีว่าสถานการณ์พลิกผันเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ การบาดเจ็บล้มตายในสนามรบกำลังจะมาเยือนเมืองหลวง และในฐานะแพทย์... เลือดนับพันล้านหยดกำลังจะไหลริน
เฟยหลงแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน มีเพียงความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งขั้วโลก ดวงตาคมกริบดั่งพยัคฆ์กวาดมององค์หญิงที่ตัวสั่นเทาอยู่เบื้องล่าง "ห้าหมื่นนายงั้นหรือ... ช่างกล้าหาญยิ่งนัก หลิวชิงอี้ ชายผู้ที่เคยคุกเข่าสาบานต่อหน้าสุสานบรรพชนว่าจะปกป้องแผ่นดิน สุดท้ายก็ยอมก้มหัวให้แก่เศษสวะอย่างองค์ชายรองเพื่อแลกกับเศษดินเน่าเฟะ"
"ท่านอ๋อง... เราจะทำอย่างไรดีเพคะ พระราชวังตอนนี้กำลังปั่นป่วน ฝ่าบาททรงประชวรหนักเพราะพิษไข้ องค์ชายรองกุมตราประทับสำนักราชเลขาธิการไว้ในมือแล้ว พระองค์สั่งให้ปิดประตูเมืองและประกาศว่าพวกเราเป็นกบฏ!" องค์หญิงลี่ชิงเงยหน้าขึ้น น้ำตาคลอเบ้าด้วยความจนตรอก นางพึ่งพาผู้ใดไม่ได้อีกแล้วในแผ่นดินนี้ นอกจากบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเหี้ยมเกรียมที่สุดคนนี้
เฟยหลงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาดำของเขาแผ่ขยายปกคลุมร่างของสตรีทั้งสอง ท่วงท่าสง่างามดั่งเทพสงครามผู้พร้อมจะลงทัณฑ์ผู้ทรยศ เขาก้มมององค์หญิงด้วยหางตาก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบจนน่ากลัว
"ลุกขึ้นเสีย ร้องไห้ไปก็ไม่ได้ช่วยให้หัวของหลิวชิงอี้หลุดออกจากบ่าได้เร็วขึ้นหรอก"
จากนั้น เขากลับหันมาทางจ้าวเสี่ยวหลัน แววตาที่เคยดุร้ายกลับอ่อนลงวบหนึ่งเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่สวยที่กำลังใช้ความคิดอย่างหนัก "หมอจ้าว เตรียมชุดเครื่องมือผ่าตัดและยาห้ามเลือดของเจ้าให้พร้อม ภายในหนึ่งชั่วยามนี้ กลิ่นอายสงครามจะมาเยือนถึงหน้าประตูตำหนักของเรา และเปิ่นหวางเกรงว่า... เจ้าจะได้งานล้นมือเป็นแน่"
เสี่ยวหลันไม่ตอบคำ นางเพียงแต่พยักหน้ารับอย่างหนักแน่น แววตาไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความมุ่งมั่นของแพทย์ผู้ไม่ยอมแพ้ต่อความตาย
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังขึ้นที่ด้านนอกตำหนัก ทหารองครักษ์ประจำพระองค์วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเขลงรายงานด้วยเสียงอันสั่นเครือ
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! กองกำลังไม่ทราบฝ่ายนับพันนาย สวมชุดเกราะดำสนิทและไม่ติดธงสัญลักษณ์ กำลังบุกฝ่าคูเมืองเข้ามาทางประตูทิศใต้แล้วพ่ะย่ะค่ะ! และ... และพวกมัน..." ทหารนายนั้นกลืนน้ำฝอยเหนียวๆ ลงคอด้วยความยากลำบาก "พวกมันจุดไฟเผาหอตำราหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เฟยหลงชะงักไปชั่วพริบตา ก่อนที่ประกายตาจะวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะที่ถูกจุดขึ้นอย่างแท้จริง เขายื่นมือไปหยิบกระบี่ประจำกายที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาถือไว้มั่น
ทว่า ก่อนที่ใครจะได้ขยับตัว ทหารองครักษ์ผู้รายงานเมื่อครู่กลับกระอักเลือดออกมาเป็นคำโต ร่างทั้งร่างล้มคว่ำลงไปนอนกับพื้นอย่างกะทันหัน เปิดเผยให้เห็นลูกธนูอาบยาพิษสีดำสนิทที่ปักอยู่กลางหลัง!
ความอลหม่านพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุดในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ประตูตำหนักไม้สักทองบานใหญ่ถูกกระแทกจนเปิดอ้าออกด้วยพลังภายในอันรุนแรง ร่างของบุรุษในชุดคลุมสีดำสนิทผู้สวมหน้ากากเงินลายอสูร ก้าวเข้ามาพร้อมกับกลิ่นอายความตายที่คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
ในมือของแขกผู้มาเยือนยามวิกาลผู้นั้น ถือสิ่งของบางอย่างที่ทำให้ลมหายใจของทุกคนในห้องต้องสะดุดกึกลงทันที
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันคราบน้ำตาและกลิ่นอายสงครามเคียงข้าง "ส้มหวานมิติลับ" มาจนถึงบทนี้นะคะ
ท่านอ๋องอย่าร้ายกับหมอหญิงยุค 80 ของข้า•ตอนที่ 21
กลิ่นไอสงคราม
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าร้ายกับหมอหญิงยุค 80 ของข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!