เสียงกราวของไข่มุกราตรีร้อยสายที่กระทบกันเบา ๆ ยามปลายพู่ห้อยสะบัดไหว ดึงสติของจ้าวเสี่ยวหลันให้หลุดออกจากห้วงความคิด ความกดดันนับร้อยชั่งตวงในท้องพระโรงใหญ่เวลานี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ชุดเจ้าสาวสีแดงชาดปักดิ้นทองลายหงส์เคียงมังกรน้ำหนักรวมร่วมสิบชั่งทาบทับอยู่บนบ่าบอบบาง สรรพอาภรณ์หรูหราอลังการเหล่านี้ล้วนถูกตัดเย็บขึ้นด้วยฝีมือของช่างหลวงอันดับหนึ่ง แต่มันกลับให้ความรู้สึกราวกับเกราะเหล็กกล้าในสมรภูมิรบที่นางต้องก้าวเดินไปเผชิญหน้า
“พระชายา… ทรงก้าวพระบาทช้าลงอีกนิดเพคะ ตามธรรมเนียมโบราณแล้ว กิริยาต้องสงบเยือกเย็นราวน้ำนิ่งในบึงลึก” เสียงกระซิบเตือนด้วยความเคารพของนางกำนัลอาวุโสดังขึ้นเบา ๆ ที่ข้างหู
เสี่ยวหลันลอบถอนหายใจยาวในใจ นางผ่านการผ่าตัดกลางสนามรบมานับไม่ถ้วน ยื้อชีวิตคนจากเงื้อมมือมัจจุราชมาก็มาก แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่หัวใจจะเต้นระรัวและควบคุมยากเท่ากับการเดินตามหลังบุรุษร่างสูงสง่าที่หยุดรออยู่เบื้องหน้าตรงธรณีประตูพระราชฐานชั้นในเช่นนี้เลย
ฉินอ๋อง—เฟยหลง ในอาภรณ์พิธีการสีดำสนิทปักลายมังกรทมิฬด้วยด้ายทองคำบริสุทธิ์ รูปร่างสูงใหญ่สง่างามดั่งเทพสงครามผู้ลงมาจุติ แว่นแคว้นนี้ไม่มีผู้ใดไม่รู้ว่า อำนาจในมือของเขาสั่นคลอนบัลลังก์มังกรได้เพียงแค่พลิฝ่ามือ ทว่าในยามที่ดวงเนตรคมกริบดุจพญาอินทรีคู่นั้นหันกลับมามองนาง ความเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลกกลับละลายหายวับ เหลือเพียงประกายความลึกซึ้งมั่นคงที่อ่านออกเพียงผู้เดียว
“เหนื่อยหรือไม่” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ขณะที่เขายื่นพระหัตถ์หนาออกมารับปลายนิ้วเรียวภายใต้ถุงมือผ้าแพรปักลายหงส์ของนางไว้ ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านผ่านผิวเนื้อทำให้ความตึงเครียดของเสี่ยวหลันคลายลงไปครึ่งค่อน
“หมอหญิงผู้เคยผ่าตัดกระโหลกศีรษะคนมาแล้ว ย่อมไม่ย่อท้อต่อชุดเจ้าสาวหนักอึ้งนี่หรอกเพคะ ท่านอ๋อง” นางกระซิบตอบด้วยน้ำเสียงติดตลกเล็ก ๆ เพื่อกลบเกลื่อนความไหวหวั่นในอก
มุมโอษฐ์ได้รูปของฉินอ๋องกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มจาง ๆ ชั่วพริบตา เป็นรอยยิ้มที่มีเพียงนางเท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้เห็น “เช่นนั้นก็ดี… วันนี้ใต้หล้าต้องจารึกว่าชายาของเปิ่นหวาง เป็นสตรีที่องอาจที่สุดในประวัติศาสตร์ต้าฉิน”
เสียงบรรเลงพิณและกลองชัยหลวงดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้งเมื่อทั้งสองก้าวเข้าสู่ท้องพระโรงกว้าง เบื้องหน้าคือเหล่าขุนนางน้อยใหญ่เชื้อพระวงศ์และราชทูตจากแคว้นต่างๆ ที่ต่างก้มศีรษะลงแสดงความเคารพอย่างพร้อมเพรียง ความเงียบงันอันน่าเกรงขามปกคลุมไปทั่วทุกตารางนิ้ว ไม่มีใครกล้าสบตาตรง ๆ กับฉินอ๋องผู้กุมกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ และไม่มีใครกล้าสบประมาทสตรีจากแดนไกลผู้ก้าวขึ้นมาเคียงข้างเขาในตำแหน่ง ‘พระชายาเอก’ ผู้มีศักดิ์เสมอภาค
พิธีการกราบไหว้ฟ้าดินดำเนินไปตามธรรมเนียมอันเคร่งครัด สามครั้งคำนับฟ้าดิน บรรพบุรุษ และหันหน้าเข้าหากัน การกระทำทุกขั้นตอนเปี่ยมด้วยความหมายอันลึกซึ้ง เสี่ยวหลันสัมผัสได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่จ้องมองมาจากมุมมืดของพระแท่นเบื้องสูง—พระเนตรของฮ่องเต้ผู้พี่ที่ฉาบเคลือบด้วยรอยยิ้มจอมปลอม แต่มือที่กำพัดหยกแน่นจนข้อพระกรขาวซีดนั้น ฟ้องชัดเจนว่าความหวาดระแวงในพระราชหฤทัยกำลังแผดเผา
หลังเสร็จสิ้นพิธีอันยาวนานและน่าอึดอัด เสี่ยวหลันถูกนำตัวมาประทับรอในตำหนักบูรพา ตำหนักหยกขาวที่ถูกตกแต่งประดับประดาด้วยโคมแดงและผ้าแพรไหมมงคลอย่างวิจิตรบรรจง นางยกมือขึ้นเตรียมจะปลดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออกด้วยความรำคาญใจ ทว่าทันใดนั้น ประตูตำหนักก็ถูกผลักเปิดออกด้วยฝีมือของบุรุษผู้เป็นเจ้าของห้อง
เฟยหลงก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าเงียบเชียบ ปิดประตูลั่นดาลลงกลอนอย่างแน่นหนา ก่อนจะเดินตรงมาหยุดตรงหน้าสตรีในชุดแดงสด เขาเอื้อมมือมาจับคันชั่งไม้ไผ่ปิดทองคำเปลว ค่อย ๆ ยกผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออกช้า ๆ เผยให้เห็นดวงพักตร์งดงามล่มเมืองที่แต่งแต้มด้วยเครื่องประทับตามธรรมเนียมโบราณ ดวงตากลมโตฉายแววเฉลียวฉลาดระคนความเหนื่อยล้า ทำเอาหัวใจของท่านอ๋องผู้เยือกเย็นกระตุกวูบ
“เจ้าในยามนี้… งดงามจนเปิ่นหวางแทบไม่กล้าหายใจ” เสียงกระซิบแหบพร่าดังชิดริมฝีปาก
เสี่ยวหลันค้อนให้วงพักตร์คมคายนั้นเบา ๆ “ท่านอ๋องผู้เกรียงไกร เหตุใดจึงปากหวานปานนี้เพคะ มัวแต่ชมอยู่ได้ หมวกหงส์นี่กดจนศีรษะข้าแทบจะแยกเป็นสองส่วนอยู่แล้ว รีบมาช่วยถอดออกเร็วเข้า”
เฟยหลงหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลานั้นทรงพลังพอจะทำให้บุปผาทั่วทั้งตำหนักร่วงโรยด้วยความอิจฉา เขาวางมือลงบนมวยผมของนางอย่างเบามือ ค่อย ๆ ปลดปิ่นทองคำและเครื่องประดับหนักอึ้งออกทีละชิ้นด้วยความทะนุถนอม ราวกับสิ่งของในมือคือกแก้วตาดวงใจที่เปราะบางที่สุดในโลกหล้า
บรรยากาศภายในห้องหออบอวลไปด้วยไออุ่นจากเตาถ่านและกลิ่นหอมจาง ๆ ของกำยานมงคล ความเงียบสงบที่หาได้ยากยิ่งท่ามกลางวังวนแห่งอำนาจและการฆ่าฟัน ทำให้ทั้งสองต่างซึมซับช่วงเวลาความเป็นเจ้าของกันและกัน ทว่าความสงบสุขมักมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ และในค่ำคืนที่โลกต้องจารึกนี้ ความมืดมนเบื้องนอกหาได้หยุดนิ่งไม่
*ก๊อก ๆ ๆ*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งเป็นจังหวะลับที่ตกลงกันไว้ สีหน้าของเฟยหลงเปลี่ยนจากความอ่อนโยนเป็นความเย็นชาดุจน้ำแข็งในชั่วพริบตา เขาวางมือจากเสี่ยวหลัน เดินไปเปิดแง้มประตูรับราชองครักษ์เงาที่คุกเข่ารออยู่ด้วยใบหน้าตื่นตระหนก
“ท่านอ๋อง… เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” เสียงกระซิบรายงานสั่นเครือ “กองกำลังลับของสำนักตรวจสอบราชสำนักเคลื่อนไหวแล้ว เป้าหมายไม่ใช่พวกเรา แต่เป็น… ยาถอนพิษในตำรับของพระชายาที่เก็บไว้ในคลังหลวง ถูกสับเปลี่ยนด้วยยาพิษสลายโลหิตทั้งหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
เสี่ยวหลันที่เพิ่งถอดเครื่องประดับออกสะดุ้งเฮือก หันขวับมามองสบตากับสามีทันที ดวงตาคู่คมของฉินอ๋องหรี่แคบลงเป็นเส้นตรง รังสีอำมหิตแผ่พุ่งออกมาจากร่างจนอากาศรอบตัวแทบจะแข็งตัว
ยังไม่ทันที่ใครจะได้เอ่ยคำใด เสียงประกาศก้องกังวานจากขันทีหน้าตำหนักก็แผดดังฝ่าความเงียบยามวิกาลขึ้นเสียก่อน
“ราชโองการด่วนจากฮ่องเต้! พระชายาจ้าวเสี่ยวหลันกระทำความผิดมหันต์ ลักลอบนำยาพิษเข้าสู่เขตพระราชฐานชั้นใน มีรับสั่งให้ราชองครักษ์เข้าควบคุมตัวไปสอบสวน ณ คุกใต้ดินหลวงเดี๋ยวนี้!”
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดที่น่ารักทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟันคลื่นลมและร่วมลุ้นระทึกมาด้วยกันนะคะ! พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ ✨
ท่านอ๋องอย่าร้ายกับหมอหญิงยุค 80 ของข้า•ตอนที่ 34
วิวาห์ที่โลกต้องจารึก
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าร้ายกับหมอหญิงยุค 80 ของข้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!