กลิ่นหอมเจือจางของกาแฟคั่วเข้มผสมผสานกับกลิ่นกายสะอาดๆ ของผู้ชายตรงหน้า สร้างแรงดึงดูดประหลาดที่ทำให้ห้องทำงานกว้างขวางดูคับแคบลงถนัดตา
“เกมนี้ยังไม่จบ... และจำไว้ ว่าผมไม่มีทางปล่อยให้คุณหลุดมือไปไหนทั้งนั้น”
ประโยคคำประกาศิตจากตอนที่แล้วยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท เรนยืนนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ โดยมีร่างสูงของคีรินก้าวเข้ามาปิดกั้นทางถอยทีละก้าว แววตาคมกริบของประธานหนุ่มไร้ซึ่งความล้อเล่น มีเพียงประกายความดุดันและบางสิ่งที่ร้อนแรงเกินกว่าจะปัดตกเป็นเรื่องงาน
“คุณคีริน ถอยไปหน่อยครับ พื้นที่ส่วนตัวของผมไม่ได้กว้างพอจะให้คุณมายืนหายใจรดต้นคอขนาดนั้น” เรนเชิดหน้าขึ้น แม้หัวใจจะเต้นผิดจังหวะจนแทบกระเด็นออกมานอกอก แต่ศักดิ์ศรีและฟอร์มที่สะสมมาไม่อนุญาตให้เขาแสดงความอ่อนแอให้คนตรงหน้าเห็น
คีรินไม่ถอย กลับโน้มตัวลงมาอีกนิด ระยะห่างระหว่างใบหน้าเหลือเพียงแค่คืบ ปลายจมูกแทบจะแตะกันหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขยับ สัมผัสอุ่นร้อนจากลมหายใจที่ปะทะกันทำให้บรรยากาศในห้องเงียบงันลงอย่างน่าประหลาด
“พื้นที่ส่วนตัวเหรอ?” คีรินทวนคำ น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่าพร่าอย่างจงใจ “แต่ผมคิดว่า... เราใกล้ชิดกันมากกว่าที่คุณคิดเสียอีกนะ เรน”
ปลายนิ้วเรียวยาวของประธานหนุ่มเอื้อมออกไป แตะเบาๆ ที่กรอบหน้าของเด็กจบใหม่ ปฏิกิริยาตอบสนองของเรนคือการผะหนีโดยสัญชาตญาณ ทว่าแผ่นหลังกลับชนเข้ากับชั้นวางเอกสารกระจกด้านหลังอย่างจัง กลายเป็นกรงล้อมกลายๆ โดยมีแขนแกร่งทั้งสองข้างกั้นขนาดไว้
“อย่ามาทำรุ่มร่ามกับผมนะ” เรนกัดฟันกรวด ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยความไม่พอใจ “คิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงอยากจะแตะต้องตัวใครก็ได้ตามใจชอบ”
“ผมเป็นเจ้าหนี้ของคุณ... และเป็นคนที่ถือไพ่เหนือกว่าในทุกๆ ดีล” คีรินกระตุกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เรนเกลียดนักหนาเพราะมันทั้งเจ้าเล่ห์และมีเสน่ห์ร้ายกาจในเวลาเดียวกัน “อีกอย่าง... มือผมน่ะ ไม่ได้อยากแตะต้องใครส่งเดชหรอก แต่กับคุณ มันยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ”
คำพูดหน้าไม่อายนั้นทำเอาเรนพูดไม่ออก สมองที่เคยประมวลผลฉับไวกลับชะงักงัน เคมีอันตรายที่แผ่ออกมาจากตัวผู้ชายคนนี้กำลังกัดกินความมั่นใจของเขาทีละน้อย ความดุดันที่เคยต่อกรด้วยเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความสั่นไหวแปลกประหลาดที่ระAายอยู่ใต้ผิวหนัง
“คุณมัน... เผด็จการ เอาแต่ใจที่สุด” เรนพึมพำเสียงเบาลงโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคู่สวยหลบวูบไปมองกระดุมเสื้อเชิ้ตสีเข้มของอีกฝ่ายแทนที่จะสบตากับนัยน์ตาคมที่จ้องมองมาอย่างมีความหมาย
“เพิ่งรู้ตัวเหรอครับ?” คีรินหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มนั้นสั่นสะเทือนอยู่ในอกจนเรนสัมผัสได้ถึงแรงกระเพื่อม “แต่ความเอาแต่ใจของผ... มันมักจะมีเหตุผลเสมอ โดยเฉพาะเรื่องของคุณ”
บรรยากาศระหว่างทั้งคู่เปลี่ยนจากความตึงเครียดเป็นความเงียบงันที่เต็มไปด้วยแรงกระตุ้นทางอารมณ์ ปลายนิ้วที่เคยแตะเพียงกรอบหน้า เคลื่อนต่ำลงมาสัมผัสไล้ที่ปลายคางมนอย่างแผ่วเบา เรนสะท้านเฮือก ขนลุกชันไปทั่วร่างราวกับถูกกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ วิ่งผ่าน สัมผัสที่เกินเลยนี้ไม่ได้มาจากการบังคับ แต่เกิดจากความยินยอมพร้อมใจที่ซ่อนอยู่ใต้ข้ออ้างของการต่อต้าน
เรนเงยหน้าขึ้นสบตาอีกครั้ง ในจังหวะที่หัวใจกำลังจะทรยศด้วยการเต้นเร็วจนเกินควบคุม คีรินก็โน้มใบหน้าลงมาใกล้ขึ้นอีก จนริมฝีปากหยักลึกอยู่ห่างจากกลีบปากของเขาเพียงไม่กี่มิลลิเมตร ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านทำให้เรนเผลอหลับตาลงครึ่งหนึ่ง รอคอย... หรือหวาดกลัวบางสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกันแน่ แม้แต่เจ้าตัวก็ไม่อาจหาคำตอบได้
*ก๊อกๆๆ!*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูแกมอันตรายนั้นลงในเสี้ยววินาที คีรินชะงัก เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ ในขณะที่เรนสะดุ้งสุดตัว รีบยกมือขึ้นผลักอกแกร่งให้ออกห่างแล้วจัดเสื้อผ้าของตัวเองให้เข้าที่อย่างลิบลี้
“เข้ามา!” คีรินตะโกนลอดประตูด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดชัดเจน
ประธานหนุ่มถอยหลังกลับไปยืนเว้นระยะห่าง ทว่าแววตาที่มองเรนยังคงมีความร้อนแรงค้างคาอยู่ไม่จางหาย
ประตูห้องทำงานเปิดผางออกพร้อมกับร่างเพรียวระหงของหญิงสาวในชุดสูทดีไซเนอร์ราคาแพง รินรดากวาดสายตาเข้ามาในห้องด้วยรอยยิ้มหวานหยดย้อย แต่แววตาคู่คมกลับกวาดสำรวจความกระอักกระอ่วนระหว่างเรนและคีรินอย่างรวดเร็วราวกับเรดาร์
“คีรินคะ รินโทรหาคุณทำไมไม่รับสายเลย... อุ๊ย รินรบกวนเวลาทำงานอะไรอยู่หรือเปล่าคะเนี่ย?” รินรดาแสร้งทำเป็นตกใจเมื่อเห็นเรนยืนอยู่ใกล้โต๊ะทำงานเกินความจำเป็น รอยยิ้มเคลือบยาพิษถูกส่งมาให้เด็กจบใหม่ที่ยืนหายใจไม่ทั่วท้อง
เรนเม้มปากแน่น ความรู้สึกหงุดหงิดแล่นริ้วขึ้นมาแทนที่ความหวามไหวเมื่อครู่ เขารู้ทันทีว่าเกมการชิงไหวชิงพริบไม่ได้มีแค่วิคมทางธุรกิจ แต่มันกำลังลามมาถึงเรื่องส่วนตัวที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ
คีรินหันไปมองคู่หมั้นทางธุรกิจด้วยใบหน้าเรียบเฉย ไร้รอยยิ้มและไร้เยื่อใย “คุณเข้ามาโดยไม่นัดหมาย รินรดา... และใช่ คุณกำลังขัดจังหวะสำคัญ”
รินระดาชะงักไปนิด รอยยิ้มบนใบหน้าเกือบจะหลุด แต่เธอก็ยังรักษามารยาททางสังคมไว้ได้ เธอเดินเข้ามาใกล้คีรินโดยไม่สนใจเรนแม้แต่น้อย ก่อนจะวางเอกสารกองหนึ่งลงบนโต๊ะ
“เรื่องสำคัญกว่าเรื่องของเด็กฝึกงานคนนี้หรือเปล่าคะคีริน... พอดีรินได้ข่าววงในมาเรื่องโปรเจกต์ใหญ่ที่คุณกำลังแย่งชิงอยู่ และคู่แข่งของเรากำลังเล่นตุกติก... ฉันคิดว่าคุณน่าจะอยากฟังมันมากกว่ามาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระพวกนี้นะคะ” รินรดาจงใจเน้นเสียงคำว่า 'เรื่องไร้สาระ' พร้อมกับปรายตามองเรนด้วยหางตา
เรนกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความรู้สึกถูกหยามเหยียดพุ่งพล่านขึ้นมาในอก แต่ก่อนที่เขาจะทันได้อ้าปากตอกกลับตามนิสัยเดิม คีรินกลับชิงพูดขึ้นเสียก่อนด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบที่ทำให้อุณหภูมิในห้องลดฮวบลงทันที
“ระวังคำพูดของคุณด้วย รินรดา” คีรินก้าวเข้ามาขวางหน้าเรนไว้โดยอัตโนมัติ ร่างสูงตระหง่านแผ่รังสีความน่ากลัวออกมาอย่างเต็มพิกัด “คนที่คุณกำลังเรียกว่าเรื่องไร้สาระ... คือคนเดียวกับคนที่ผมกำลังจะเซ็นสัญญาชีวิตด้วย... และจำไว้ ว่าถ้าใครกล้าแตะต้องเขา แม้แต่ปลายเล็บ ผมนี่แหละจะเป็นคนทำลายมันด้วยมือของตัวเอง”
เรนเบิกตากว้าง หันขวับไปมองแผ่นหลังกว้างของคนที่ยืนบังเขาไว้ หัวใจที่เพิ่งสงบลงกลับเต้นระรัวขึ้นมาอีกครั้งอย่างบ้าคลั่ง กับคำว่า *'สัญญาชีวิต'* ที่คีรินจงใจประกาศกร้าวออกมาต่อหน้าคู่หมั้นตัวจริง
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับความสัมพันธ์ที่ร้อนแรงและลึกซึ้งนี้ด้วยกันนะครับ
ดีลร้ายคุณชายสายดุ•ตอนที่ 12
สัมผัสที่เกินเลย
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลร้ายคุณชายสายดุ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!