ท่านแม่ทัพคะ... อย่ามาดื้อกับหมอเถื่อนยุค 80!•ตอนที่ 12

เล่ห์กลในงานเลี้ยงวังหลวง

ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
เสียงหัวเราะเยาะหยันที่ดังลอดผ่านม่านไหมปักลายเบญจพรรณในท้องพระโรงใหญ่ มิได้ทำให้จ้าวเฟยหรงสะเทือนเส้นขนแม้แต่เส้นเดียว ท่านแม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพพิทักษ์ประจิมยังคงประทับนั่งนิ่งสนิทดั่งขุนเขาหินผา ภายใต้ชุดคลุมผ้าต่วนสีนิลปักดิ้นทองลายมังกรห้ากรงเล็บ รัศมีแห่งความดุดันและกลิ่นอายคาวเลือดที่ผ่านศึกสงครามมานับทศวรรษแผ่ซ่านกดดันให้ขุนนางฝ่ายบุ๋นหลายคนถึงกับต้องแอบปาดเหงื่อ ทว่า สำหรับเหล่าขุนนางกังฉินที่หนุนหลังโดยเสนาบดีหลี่แล้ว ความเงียบของแม่ทัพผู้กุมกำลังพลครึ่งแผ่นดินกลับถูกตีความว่าเป็นความอ่อนแอ "ท่านแม่ทัพจ้าว... หรือว่าอาการบาดเจ็บจากสนามรบชายแดนยุคนี้ จะทำให้ท่านหลงลืมธรรมเนียมปฏิบัติในราชสำนักไปเสียแล้ว?" เสนาบดีหลี่เหยียนก้าวออกมาจากแถว ยกมือประสานคารวะด้วยรอยยิ้มที่เคลือบยาพิษ ดวงตาหรี่ลงมองบุรุษผู้ทรงอิทธิพลด้วยความริษยาและดูแคลน "ได้ยินว่าท่านพาสตรีสามัญชนผู้หนึ่งเข้ามาอยู่ในจวน แถมยังอ้างนางว่าเป็น 'หมอเทวดา' ที่รักษาอาการพิษโบราณให้ท่าน... ช่างน่าขันสิ้นดี ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว บ้านเมืองเรามีแพทย์หลวงผู้เชี่ยวชาญ เหตุใดท่านจึงต้องลดตัวไปเกลือกกลั้วกับหญิงชาวบ้านไร้หัวนอนปลายเท้าเล่า หรือว่าท่านแม่ทัพผู้เกรียงไกร... จะสิ้นไร้ไมตรีจิตจนต้องพึ่งพาวิชาแพทย์เดรัจฉานเสียแล้ว?" สิ้นเสียงหัวเราะรับลูกของขุนนางกลุ่มหนึ่ง บรรยากาศในท้องพระโรงพลันเย็นเยียบลงทันตาเห็น จ้าวเฟยหรงปรายตามองเสนาบดีหลี่ช้าๆ ชั่วขณะนั้น นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวพญาหอดูกลุ่มคนที่กำลังสนุกสนานบนความทุกข์ผู้อื่น เขาเพียงยกจอกสุราชั้นดีขึ้นจิบอย่างไม่รีบร้อน ราวกับคำสบประมาทเหล่านั้นเป็นเพียงเสียงแมลงวันน่ารำคาญตัวหนึ่งเท่านั้น ทว่า ก่อนที่แม่ทัพหนุ่มจะได้ขยับพระโอษฐ์โต้ตอบสิ่งใด ประตูบานใหญ่แกะสลักลวดลายวิจิตรของท้องพระโรงก็ถูกผลักเปิดออกด้วยจังหวะก้าวที่หนักแน่นและสง่างาม "คำว่า 'แพทย์เดรัจฉาน' ที่เสนาบดีหลี่กล่าวออกมาเมื่อครู่... ไม่ทราบว่าท่านใช้มาตรฐานอันใดเป็นเกณฑ์วัดหรือเพคะ?" สุ้มเสียงนุ่มนวล ทรงอำนาจ และเต็มไปด้วยความเยือกเย็นกังวานก้องไปทั่วท้องพระโรง ทุกสายตาหันขวับไปมองผู้มาใหม่ทันที หลินอวี้เหมยปรากฏกายในชุดคลุมยาวสตรีราชสำนักสีฟ้าครามปักลายเมฆาและสมุนไพรล้ำค่า เรือนผมดำขลับถูกเกล้าขึ้นอย่างประณีตปักด้วยปิ่นหยกขาวบริสุทธิ์ นางก้าวเดินเข้ามาด้วยจังหวะสม่ำเสมอ แผ่นหลังตั้งตรงดั่งต้นสนกลางฤดูหนาว ริมฝีปากบางเฉียบแย้มยิ้มบางเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา คมมีดแห่งศัลยแพทย์ผู้ผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วนสะท้อนอยู่ในประกายตาคู่สวยคู่นั้นอย่างเด่นชัด เสนาบดีหลี่ชะงักไปชั่วขณะ ยามเมื่อปะทะกับสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้แจ้งและเหนือกว่าของสตรีตรงหน้า เขาขมวดคิ้วมุ่น "บังجาญ! สตรีสามัญชนกล้าดียังไงถึงบังอาจก้าวเข้ามาในท้องพระโรงอันศักดิ์สิทธิ์ ยามที่ขุนนางกำลังปรึกษาราชการแผ่นดิน!" "ราชการแผ่นดิน?" หลินอวี้เหมยหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงของนางเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง "ข้าคิดว่าพวกท่านกำลังยืนเห่าหอนเรื่องไร้สาระเพื่อกลบเกลื่อนความไร้ความสามารถของตนเองเสียอีก เสนาบดีหลี่ ท่านบอกว่าข้าเป็นแพทย์ไร้หัวนอนปลายเท้า... แต่น่าขันนักที่เมื่อสามเดือนก่อน ยามที่ท่านล้มป่วยด้วยโรคประหลาดที่หมอหลวงทั้งสำนักแพทย์หลวงต่างพากันส่ายหน้ายอมรับความตาย ท่านมิใช่หรือที่ส่งคนไปกราบกรานหน้าจวนแม่ทัพ ขอร้องให้ 'หมอเร่ร่อน' ผู้นี้ช่วยปรุงยาถอนพิษให้ท่านถึงสามวันสามคืน?" พรวด! เสียงขุนนางหลายคนสำลักน้ำลายตัวเอง เสนาบดีหลี่หน้าถอดสี ร่างท้วมเริ่มสั่นเทาด้วยความโกรธและหวาดกลัว ความลับที่เขาพยายามปิดตายถูกเปิดโปงกลางที่สาธารณะเช่นนี้ ทำให้ศักดิ์ศรีของเสนาบดีผู้ทรงอิทธิพลป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี "เจ้า... เหลวไหล! นังสารเลว กล้าดีอย่างไรมากล่าวหาข้าในท้องพระโรง!" หลี่หลี่เหยียนแผดเสียงตวาดลั่นเพื่อกลบเกลื่อนความพิรุธ "ข้าพูดความจริงหรือโกหก... ชีพจรที่เต้นผิดจังหวะและรอยแผลเป็นรูปดาวกระจายบริเวณไหปลาร้าของท่าน คือหลักฐานชั้นดีที่ข้าเป็นคนลงเข็มรักษาเองกับมือ" หลินอวี้เหมยสาวเท้าเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ทุกก้าวที่นางเดิน ราวกับมีน้ำหนักกดทับลงบนจิตใจของขุนนางกังฉินเหล่านั้น นางหยุดยืนเคียงข้างจ้าวเฟยหรงอย่างมั่นคง ก่อนจะหันไปประสานสายตากับองค์ฮ่องเต้ที่ประทับเงียบอยู่เบื้องบน "ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันหลินอวี้เหมย แม้จะเป็นเพียงสตรีที่เดินทางข้ามผ่านกาลเวลาอันยาวไกลและวิถีชีวิตที่แตกต่าง แต่หม่อมฉันใช้ความรู้ด้านการแพทย์ช่วยชีวิตผู้คนมานับไม่ถ้วน หากการที่หม่อมฉันรักษาอาการบาดเจ็บให้ท่านแม่ทัพจ้าว... บุรุษผู้ปกป้องชายแดนจนเลือดหยดสุดท้าย ถือเป็นความผิดบาปอันใหญ่หลวง เช่นนั้นแล้ว ขุนนางผู้บริโภคเบี้ยหวัดจากภาษีราษฎร์ แต่งกายด้วยผ้าแพรพรรณแต่กลับนั่งนินทาหักหลังผู้มีคุณeคุ้มครองแผ่นดินในยามว่าง... ควรได้รับการลงทัณฑ์เช่นไรเพคะ?" ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมท้องพระโรงอีกครั้ง ไม่มีใครกล้าหายใจแรง องค์ฮ่องเต้ทอดพระเนตรสตรีตรงหน้าด้วยแววตาพินิจพิจารณาและซ่อนความสนพระทัยไว้ลึกซึ้ง จ้าวเฟยหรงที่นั่งนิ่งมานาน ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำสง่างามก้าวออกมาบังร่างบางของหลินอวี้เหมยไว้ครึ่งหนึ่ง สัมผัสอุ่นจากมือหนาเอื้อมมาแตะที่ข้อศอกของนางเบาๆ เป็นการปกป้องอย่างเปิดเผย "ภรรยาของข้า... พูดถูกทุกประการ" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลังดังก้องกังวานราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ "ใครก็ตามที่ยังกล้าดูหมิ่นเกียรติของนาง หรือเหยียบย่ำความเสียสละของกองทัพประจิม... จงก้าวออกมาลองรับกระบี่ในมือของข้าดูสักตั้ง!" เสนาบดีหลี่และพรรคพวกหน้าซีดเผือด เข่าอ่อนทรุดลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวอำนาจกดดันระดับทหารหาญสนามรบจริง ทว่า ท่ามกลางความตึงเครียดที่คลี่คลายลง ชันขันทีเฒ่าคนสนิทของไทเฮาผู้ทรงอำนาจหลังม่าน ก็ก้าวเท้าซอยถี่เข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ถือราชโองการลับฉบับสีชาดในมือ พร้อมกับประกาศเสียงสั่นเครือว่า "มีพระราชโองการด่วนจากตำหนักใน... สั่งปลดตำแหน่งและยึดทรัพย์ท่านแม่ทัพจ้าวทันที ด้วยข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับสตรีต่างถิ่นนำเข้าสิ่งของต้องห้ามจากแดนไกล!" หลินอวี้เหมยหรี่ตาลงทันที นางสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านมาจากราชโองการฉบับนั้น ขณะที่จ้าวเฟยหรงเพียงแค่นยิ้มเยาะที่มุมปากอย่างไม่เกรงกลัว แล้วบทสนทนาอันตรายจากเบื้องหลังม่านไหมก็ดังขึ้น... ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษอันเข้มข้นนี้ไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านแม่ทัพคะ... อย่ามาดื้อกับหมอเถื่อนยุค 80! นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%