กลิ่นอายของชาผู่เอ่อร์หมักบ่มข้ามทศวรรษคละคลุ้งผสมผสานกับควันสีเทาจางๆ ที่ลอยอ้อยอิ่งจากธูปสำริดรูปทรงโบราณ ทว่าภายในห้องบัญชาการทหารยามวิกาลแห่งนี้กลับไม่มีใครมีแก่ใจจะดื่มด่ำกับสุนทรียภาพดังกล่าว บรรยากาศรอบกายเยียบเย็นดั่งหุบเขาน้ำแข็ง ท่ามกลางแสงตะเกียงน้ำมันที่ไหววูบตามแรงลมหนาวจากภายนอก
เสียงก้าวเท้าหนักแน่นมั่นคงดังขึ้นที่หน้าประตู ก่อนที่ร่างสูงสง่าในชุดเครื่องแบบทหารยุค 80 สีเขียวเข้มบ่าประดับอินทรธนูจะก้าวเข้ามา จ้าวเฟยหรงกวาดสายตาคมกริบดั่งพญาเหยี่ยว กวาดมองไปรอบห้องก่อนจะหยุดนิ่งที่ร่างบอบบางแต่มั่นคงของสตรีผู้กุมหัวใจและเบื้องหลังชัยชนะของเขา
"เอกสารลับจากกรมพลาธิการ... ถูกสับเปลี่ยนแล้วจริงๆ สินะครับ"
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงัน หลินอวี้เหมยที่กำลังก้มหน้าตรวจสอบบัญชียาและบันทึกการเบิกจ่ายเวชภัณฑ์เงยหน้าขึ้น ดวงตาดอกท้อคู่นั้นฉายแววเยือกเย็นปนรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก นางวางพู่กันจีนในมือลงอย่างช้าๆ เสียงกระทบกับแท่นฝนหมึกดังสะท้อนกังวานในความเงียบ
"ไม่ใช่แค่สับเปลี่ยนธรรมดาหรอกครับท่านแม่ทัพ..." อวี้เหมยลุกขึ้นยืน ชายเสื้อคลุมสีขาวสะอาดตาพลิ้วไหวตามจังหวะการเคลื่อนไหว นางเดินเข้ามาใกล้บุรุษผู้เป็นสามี ดวงตาคู่งามจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา "ลายมือที่ปลอมแปลงขึ้นมา แม้จะเลียนแบบความตวัดของปลายพู่กันได้แนบเนียน แต่กลับลืมรายละเอียดสำคัญทางเคมีของหมึกพิมพ์ยุคนี้ไป... คนที่ทำได้แนบเนียนขนาดนี้ ย่อมไม่ใช่พลทหารปลายแถวอย่างแน่นอนครับ"
จ้าวเฟยหรงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยไอสังหาร ความเยือกเย็นของแม่ทัพผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชนแผ่ซ่านจนทำให้อากาศในห้องราวกับลดลงไปหลายองศา มือหนายื่นออกไปโอบเอวบางของนางเข้ามาแนบชิดตามสัญชาตญาณการปกป้อง แม้ในยามที่สถานการณ์บ้านเมืองกำลังสั่นคลอน สตรีในอ้อมกอดนี้ก็ยังคงเป็นจุดยึดเหนี่ยวเดียวที่ทำให้จิตใจอันดุร้ายของเขาสงบลงได้
"ผู้พันซ่ง... สินะครับที่พวกมันเลือกใช้เป็นหมากตัวแรก" จ้าวเฟยหรงกระซิบข้างใบหูของนาง น้ำเสียงเรียบสนิทแต่แฝงไว้ด้วยความเหี้ยมเกรียม "คนที่ไต่เต้ามาจากหน่วยลาดตระเวนชายแดน ได้รับความไว้วางใจจากเบื้องบนให้คุมคลังเสบียงและยุทธภัณฑ์ แต่กลับยอมก้มหัวให้ผลประโยชน์จากต่างชาติ... น่าขันเสียจริง"
"อำนาจและเงินตรา มักทำให้มนุษย์หลงลืมสัจธรรมครับ" อวี้เหมยกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่นัยน์ตากลับทอประกายคมปลาบดั่งคมดาบที่เพิ่งชักออกจากฝัก "แต่สิ่งที่พวกเขาคาดไม่ถึงคือ ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงนี้ เทคโนโลยีการตรวจสอบและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ข้าพเจ้า... เอ่อ หมออย่างเรานำมาใช้ มันไม่อาจถูกบิดเบือนด้วยคำโกหกคำโตได้เลยครับ"
รอยยิ้มที่มุมปากของจ้าวเฟยหรงปรากฏเด่นชัดขึ้นเล็กน้อย เขายกมือขึ้นเกลี่ยปอยผมที่คลอเคลียข้างแก้มเนียนนุ่มของภรรยาอย่างทะนุถนอม สัมผัสอุ่นร้อนจากมือของชายชาติทหารตัดกับความเย็นเยียบของสถานการณ์รอบด้านได้อย่างลงตัว
"เช่นนั้น... เราควรเริ่มการกวาดล้างหนอนบ่อนไส้เหล่านี้อย่างไรดีล่ะครับ หมอหลินของกระผม" น้ำเสียงของเขาเจือแววหยอกเย้าเล็กน้อย ทว่าแววตากลับจริงจังและพร้อมจะทำตามแผนการทุกประการที่นางชี้นำ
"คืนนี้... ฟ้าปิดและไร้ดาวครับ" อวี้เหมยเงยหน้าสบตาเขา รอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นที่มุมปากอย่างปิดไม่มิด "เป็นฤกษ์งามยามดีที่เราจะเชิญแขกผู้มีเกียรติทุกท่านมาประชุมด่วน ณ กองบัญชาการใหญ่... โดยเฉพาะผู้พันซ่ง ผู้รักชาติยิ่งชีพคนนั้น"
เวลาล่วงเลยเข้าสู่ยามดึกสงัด บรรยากาศภายในห้องประชุมใหญ่ของค่ายทหารอัดแน่นไปด้วยความอึดอัดและน่าหวาดหวั่น นายทหารระดับสูงนับสิบชีวิตยืนตรงด้วยความเคารพ ทว่าเม็ดเหงื่อกาฬกลับผุดพรายตามขมับของใครหลายคน เสียงรองเท้าคอมแบตกระทบพื้นห้องดังเป็นจังหวะก้าวเข้ามาของจ้าวเฟยหรงและหลินอวี้เหมย ยิ่งทำให้บรรยากาศตึงเครียดราวกับสายธนูที่ถูกดึงจนสุดแรง
ผู้พันซ่ง ชายวัยกลางคนรูปร่างสันทัด ใบหน้าคมเข้มแต่แววตากลอกกลิ้ง ลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขาก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อทำความเคารพตามพิธีการ พยายามรักษาความนิ่งสงบของน้ำเสียงให้ได้มากที่สุด
"ท่านแม่ทัพ... ดึกปานนี้แล้ว มีราชการด่วนอันใดหรือครับ ถึงได้เรียกประชุมนายทหารชั้นผู้ใหญ่กะทันหันเช่นนี้" ผู้พันซ่งเอ่ยถาม พยายามซ่อนความสั่นเครือไว้ภายใต้รอยยิ้มฝื่อนๆ
จ้าวเฟยหรงไม่ตอบคำถามนั้นทันที เขานั่งลงบนเก้าอี้ประธานอย่างสง่างาม ประสานมือทั้งสองข้างไว้บนโต๊ะไม้เนื้อแข็ง สายตาคมกริบดั่งใบมีดกวาดมองใบหน้าของนายทหารทีละคน ก่อนจะหยุดนิ่งที่ผู้พันซ่ง
"ราชการด่วนหรือ... หึ" จ้าวเฟยหรงแค่นเสียง "ไม่ใช่แค่ราชการด่วนหรอกครับผู้พันซ่ง แต่เป็นการ... ชำระสะ้างบัญชีเลือดต่างหาก"
สิ้นคำพูดนั้น หลินอวี้เหมยก็ก้าวออกมาจากเงาของเสาไม้ นางถือแฟ้มเอกสารปกหนังสีน้ำตาลเข้มในมือ เดินตรงไปหยุดอยู่ตรงหน้าผู้พันซ่ง รอยยิ้มอ่อนโยนตามวิสัยแพทย์ถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็ง
"ผู้พันซ่งจำลายมือของตนเองในบันทึกการส่งมอบยุทธภัณฑ์เมื่อสามวันก่อนได้ไหมครับ?" อวี้เหมยเอ่ยถามเสียงใส แต่กลับทรงพลังราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจคนฟัง นางเปิดแฟ้มออก เผยให้เห็นเอกสารตัวจริงและสำเนาที่มีร่องรอยการตรวจสอบทางเคมี "นี่คือหมึกพิมพ์นำเข้าจากต่างประเทศที่ใช้เฉพาะในหน่วยลับของศัตรู และนี่... คือสารเคมีตกค้างจากปลายนิ้วที่ใช้กดประทับตรา ซึ่งตรงกับลายนิ้วมือของคุณซ่งอย่างไร้ที่ติครับ"
ใบหน้าของผู้พันซ่งถอดสีทันที ร่างกายสั่นเทาขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก "ทะ... ท่านแม่ทัพ! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน! เอกสารนี่... มันเป็นการใส่ร้าย! ผมรับราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตมาตลอดชีวิต จะไปขายชาติได้อย่างไร!"
"ใส่ร้ายหรือครับ?" เสียงทุ้มต่ำของผู้ทรงอำนาจดังแทรกขึ้นมาทันที จ้าวเฟยหรงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แรงกดดันมหาศาลจากจิตสังหารของแม่ทัพผู้ผ่านสงครามแผ่ซ่ายจนนายทหารรอบข้างแทบไม่กล้าหายใจ "ถ้าเช่นนั้น... อธิบายให้ผมฟังหน่อยสิครับ ว่าเหตุใดบัญชีลับในตู้เซฟที่บ้านพักของคุณ ถึงมีตราประทับตราเดียวกับแผนผังคลังแสงที่รั่วไหลไปถึงมือข้าศึกเมื่อคืนนี้!"
ผู้พันซ่งเข่าอ่อนทรุดฮวบลงกับพื้น ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด เหงื่อกาฬไหลโทรมกาย เขาอ้าปากพะงาบๆ พูดไม่ออก เมื่อหันไปมองรอบกาย นายทหารคนสนิทคนอื่นๆ ต่างพากันถอยกรูดออกห่างราวกับเขากำลังเป็นโรคติดต่อร้ายแรง
"กวาดล้างให้สิ้นซาก" จ้าวเฟยหรงออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความปรานี "ทหาร! ควบคุมตัวผู้พันซ่งและพวกพ้องทั้งหมดไปคุมขังรอดำเนินการตามกฎหมายสนามทหาร โทษฐานกบฏขายชาติ!"
เหล่าทหารองครักษ์พุ่งเข้ามาตรึงร่างของผู้พันซ่งที่กรีดร้องโวยวายด้วยความหวาดกลัว เสียงร้องขอชีวิตดังระงมก่อนจะค่อยๆ เงียบหายไปตามระยะทางที่ถูกลากตัวออกไปนอกอาคาร
ภายในห้องประชุมกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง หลินอวี้เหมยถอนหายใจยาวออกมาเบาๆ นางปิดแฟ้มเอกสารในมือลงแล้วหันไปสบตากับสามี รอยยิ้มโล่งใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า
"เรียบร้อยไปหนึ่งเป้าหมาย... แต่ดูเหมือนว่า เกมกระดานนี้จะยังไม่จบลงง่ายๆ สินะครับท่านแม่ทัพ" อวี้เหมยกล่าวเบาๆ ขณะเดินกลับเข้าไปยืนเคียงข้างเขา
จ้าวเฟยหรงโอบไหล่บางของนางไว้หลวมๆ สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างยามราตรีที่มืดมิด ทว่าก่อนที่ความเงียบสงบจะเข้าครอบงำ เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงหอบหายใจของพลทหารสื่อสารก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้อง
พลทหารนายนั้นวิ่งเข้ามาด้วยสภาพเหงื่อท่วมกาย ทรุดตัวลงทำความเคารพอย่างลนลาน พร้อมกับยื่นซองเอกสารสีแดงฉานที่มีตราประทับลับสุดยอดด้วยมือที่สั่นเทา
"ท่านแม่ทัพครับ! ด่วนที่สุด! มี... มีพระราชโองการลับฉบับใหม่จากเมืองหลวง ส่งตรงถึงท่านโดยเฉพาะครับ!"
จ้าวเฟยหรงรับซองเอกสารนั้นมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขากระชากผนึกออกอย่างรวดเร็ว กวาดสายตาอ่านข้อความด้านในเพียงชั่วพริบตา ก่อนที่นัยน์ตาคมกริบจะหดแคบลง ร่างกายชะงักง้างไปชั่วขณะ และใบหน้าที่เคยเยือกเย็นมาตลอดกลับปรากฏรอยยิ้มเยียบเย็นที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่อวี้เหมยเคยเห็นมา
"หึ... เสด็จอาผู้นั้นช่างใจกล้าเสียจริง..." จ้าวเฟยหรงพึมพำเบาๆ ก่อนจะยื่นแผ่นกระดาษในมือให้ภรรยา "อ่านดูสิครับอวี้เหมย... ดูเหมือนว่า ‘หนอน’ ตัวใหญ่ที่สุด ไม่ได้ซ่อนอยู่ในกองทัพของเรา... แต่อยู่บนบัลลังก์มังกรต่างหาก"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดานอันเข้มข้นนี้ไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันในตอนหน้าครับ
ท่านแม่ทัพคะ... อย่ามาดื้อกับหมอเถื่อนยุค 80!•ตอนที่ 17
เปิดโปงหนอนบ่อนไส้
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านแม่ทัพคะ... อย่ามาดื้อกับหมอเถื่อนยุค 80! นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!