คมธนูหลายสิบคันเปล่งเสียงสะท้อนจากแรงน้าวสายจนเส้นเอ็นตึงเปรี๊ยะ ปลายลูกศรที่อาบด้วยสีเขียวเข้มเรืองรองในความสลัวของห้องโถงใหญ่ สะท้อนความอำมหิตที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มเสแสร้งของขันทีเฒ่าสวี
ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศที่บีบคั้นจนแทบหยุดหายใจ หลินอวี้เหมยกลับมิได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ร่างระหงในชุดแพทย์สนามประยุกต์ยุคแปดสิบที่ถูกดัดแปลงเข้ากับแพรพรรณจีนโบราณก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าวอย่างมั่นคง ปลายนิ้วเรียวยาวสะบัดเบาๆ แอมพูลแก้วบรรจุสารเคมีเรืองแสงที่นางแอบซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อคลุมก็ถูกดีดออกไปกระทบกับเสาไม้สนแดงเบื้องหน้า เสียงแตกกระจายพร้อมควันสีม่วงจางๆ พวยพุ่งขึ้นเป็นม่านบังตาในเสี้ยววินาที
"คิดจะใช้ไม้นี้สังหารพยานปากเอกในคดีทุจริตคลังเสบียงเชียวหรือ ขันทีสวี... ท่านช่างดูถูกสติปัญญาของคนที่มาจากยุคสมัยอันก้าวไกลเกินกว่าพวกท่านจะจินตนาการเสียจริงนะครับ" อวี้เหมยกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและราบเรียบ ทว่าก้องกังวานบาดลึกถึงขั้วหัวใจของทุกคนในที่นั้น
จ้าวเฟยหรงที่ยืนอยู่เคียงข้างไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอย ร่างสูงใหญ่ดั่งพญาอินทรีทะยานออกไปราวกับสายฟ้าแลบ ดาบประจำกายในฝักถูกชักออกมาเพียงครึ่งนิ้ว แสงประกายคมกริบสาดส่องตัดกับความมืดจนเกิดเสียงหวีดหิวของลมคมดาบ เพียงชั่วพริบตาเดียว แรงกดดันมหาศาลจากจิตสังหารระดับแม่ทัพผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชนก็แผ่ซ่านกดทับเหล่าองครักษ์จนเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น ธนูในมือของพวกมันสั่นเทาจนแทบประคองไว้ไม่อยู่
"ใครสั่งให้พวกเจ้าทำเช่นนี้" สุ้มเสียงทุ้มต่ำดุดันราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มดังขึ้น แค่ประโยคเดียวก็ทำให้ขันทีสวีหน้าซีดเผือด เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผากย่นยู่
"ท่านแม่ทัพ... พระ... พระสนมเอกเป็นผู้..." ขันทีเฒ่าละล่ำละลักอึกอัก ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวเมื่อตระหนักว่าแผนการที่วางแผนมาแรมเดือนถูกสตรีเบื้องหน้ามองทะลุปรุโปร่งในเวลาเพียงชั่วก้านธูปเผาไหม้
อวี้เหมยเดินเข้าไปใกล้ขันทีเหม็นกลิ่นอำนาจ นางก้มตัวลงเล็กน้อย กลิ่นอายความสะอาดของตัวยาผสมผสานกับความเด็ดขาดฉายชัดในแววตาคู่คม นางเอื้อมมือไปหยิบถ้วยชาเซรามิกเคลือบหยกที่วางอยู่บนโต๊ะข้างกาย ซึ่งเป็นถ้วยชาที่ขันทีสวีเพิ่งคะยั้นคะยอให้จ้าวเฟยหรงดื่มก่อนหน้านี้ไม่นาน
"ชาชั้นดีจากแดนใต้ กลิ่นหอมอบอวลชวนลุ่มหลง แต่น่าเสียดาย... ที่มีผง 'รากเหมันต์นิรันดร์' เจือปนอยู่" อวี้เหมยยกถ้วยขึ้นมาดมเล็กน้อย ก่อนจะแย้มยิ้มบางเบาที่มุมปาก รอยยิ้มนี้ในสายตาของศัตรูช่างงดงามราวกับดอกไม้อาบยาพิษ "พิษชนิดนี้ออกฤทธิ์ช้า ทำให้หัวใจหยุดเต้นราวกับไหลตาย เหมาะสำหรับใช้กำจัดขุนนางหรือแม่ทัพผู้แข็งข้อ โดยไม่ทิ้งร่องรอยการฆาตกรรม ทว่า... สำหรับแพทย์ที่ผ่านการชันสูตรศพมานับร้อยรายอย่างข้า พิษที่ไร้กลิ่นเหล่านี้มันส่งกลิ่นเหม็นหืนเน่าเฟะยิ่งกว่าศพตายซากเสียอีกนะครับ"
ขันทีสวีทรุดตัวลงคุกเข่าโขกศีรษะกับพื้นจนเกิดเสียงดังทึบ "ท่านอ๋องโปรดเมตตา! บ่าว... บ่าวเป็นเพียงผู้รับคำสั่ง..."
"คำสั่งจากใคร ไม่สำคัญเท่ากับว่าวันนี้... เจ้าจะต้องชดใช้ให้กับความโง่เขลาของคนที่ส่งเจ้ามา" จ้าวเฟยหรงเอ่ยตัดบท น้ำเสียงเย็นเยียบไร้ความปรานี ปลายดาบคมกริบจ่อเข้าที่ลำคอของขันทีเฒ่าทันทีโดยไม่ต้องรอให้เอ่ยชื่อผู้บงการออกมาให้เสียเวลา เพราะในใจของทั้งสองคนต่างรู้ดีอยู่แก่ใจว่า เบื้องหลังเงาอัปยศนี้คือผู้ใดในวังหลวง
ทว่า ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังจะคลี่คลายและเข้าทางฝั่งของหลินอวี้เหมยและจ้าวเฟยหรงนั้นเอง ประตูไม้แกะสลักลวดลายมังกรหงส์ประจำจวนก็ถูกถีบกระเด็นเปิดออกด้วยพลังภายในอันรุนแรง!
ร่างของบุรุษในชุดคลุมผ้าไหมสีทองปักลายพยัคฆ์เมฆา ก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเยาะเย้ยที่มุมปาก ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความสนุกสนาน ราวกับกำลังชมละครสัตว์โรงใหญ่
"ท่านแม่ทัพช่างเก่งกาจสมคำร่ำลือ... แต่คิดหรือว่า ขันทีแก่ๆ คนนี้ จะเป็นหมากตัวสุดท้ายในกระดานของเป่ยจิงแห่งนี้?"
องค์ชายสาม "จ้าวหลงหยวน" เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวาน พร้อมกับที่เงาดำนับร้อยสายปรากฏกายขึ้นบนหลังคาและรายรอบกำแพงจวน พลธนูชุดใหม่ที่สวมหน้ากากเงินประดับสัญลักษณ์ลับปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับหน้าไม้กลยุทธ์สงครามที่เล็งตรงมายังหลินอวี้เหมยโดยเฉพาะ!
จ้าวเฟยหรงขมวดคิ้วแน่น ร่างสูงก้าวขยับเข้ามายืนบังภรรยาแพทย์สาวไว้เบื้องหลังทันที แววตาคมกริบฉายแววดุดันยิ่งกว่าเดิม มือหนากระชับดาบในมือมั่น พร้อมรับมือกับศึกหนักที่โหมกระหน่ำเข้ามาอีกระลอก
แต่อวี้เหมยกลับเอื้อมมือไปแตะที่ข้อศอกของสามีเบาๆ นางส่งยิ้มให้เขาอย่างมั่นใจ ก่อนจะก้าวออกเผชิญหน้ากับองค์ชายสามโดยตรง ดวงตาคู่สวยพินิจพิเคราะห์ธนูในมือของทหารหน้ากากเงินเหล่านั้นด้วยแววตาที่ส่อประกายความรู้แจ้ง
"องค์ชายสามเสด็จมาดึกดื่นป่านนี้ เกรงว่าจะไม่ใช่มาเยี่ยมเยียนกระมังครับ... แต่ระวังหน่อยเถอะ หน้าไม้กลยุทธ์ที่ท่านถืออยู่นั้น หากคำนวณองศาผิดพลาดไปเพียงสามมิลลิเมตร พิษที่อยู่ในกระบอก อาจจะย้อนกลับไปละลายใบหน้าอันหล่อเหลาของท่านเอง เสียโฉมขึ้นมา หมอเช่นข้าคงต้องเหนื่อยรักษาเป็นแน่แท้"
คำพูดเย้าแหย่แต่เชือดเฉือนทำเอาสีพระพักตร์ขององค์ชายสามกระตุกวูบ ทว่าก่อนที่ใครจะได้เอ่ยสิ่งใดต่อ ขันทีสวีที่หมอบกราบอยู่กับพื้นก็ชักกระตุกอย่างรุนแรง เลือดสีดำทะลายทะลักออกจากปากและจมูก ก่อนที่ร่างนั้นจะล้มฟุบแน่นิ่งไปอย่างไร้ลมหายใจ!
ถ้วยชาที่วางอยู่บนโต๊ะเมื่อครู่ ส่งควันสีขาวจางๆ ลอยขึ้นมาอีกครั้ง... ทว่าคราวนี้มันไม่ใช่พิษรากเหมันต์ แต่เป็นกลิ่นหอมหวานของ "ผงบุปผานิรนาม" ที่ถูกจุดขึ้นจากซอกเสาโดยฝีมือใครบางคนที่ยังซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของห้องนี้!
ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษแห่งกาลเวลานี้ไปด้วยกันนะครับ
ท่านแม่ทัพคะ... อย่ามาดื้อกับหมอเถื่อนยุค 80!•ตอนที่ 7
พิษร้ายในถ้วยชา
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านแม่ทัพคะ... อย่ามาดื้อกับหมอเถื่อนยุค 80! นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!