ปลายปากกาหมึกซึมราคาถูกในมือของสายลับหนุ่มสั่นระริกจนแทบควบคุมไม่อยู่ กระดาษโทรเลขลับฉบับนั้นยับยู่ยี่คามือที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ บรรทัดสุดท้ายที่ปรากฏรายชื่ออันทรงอำนาจได้ดับความทะเยอทะยานทั้งหมดลงในเสี้ยววินาที ร่างทั้งร่างแข็งค้างราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหินกลางห้องทำงานที่เงียบสงัด เสียงลมหายใจหอบกระชั้นของเขาดังสะท้อนก้องในความมืด ขณะที่ดวงตาเบิกโพลงจ้องมองตัวอักษรเหล่านั้นซ้ำไปซ้ำมา ราวกับไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ประจักษ์แก่สายตา
"เจ้าคิดจะทำลายหลักฐานชิ้นสุดท้ายนี้ด้วยวิธีใดเล่า สหายรัก..."
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง ราวกับเสียงกังวานของเทพแห่งความตาย จ้าวเฟยหรงก้าวเท้าออกมาจากเงาสลัวของเสาไม้เนื้อแข็ง ชุดคลุมสีเข้มของเขายังคงกลิ่นอายคาวเลือดและสนามรบอันดุเดือด แววตาคมกริบดั่งพญาอินทรีคู่นั้นกวาดมองสายลับผู้ทรยศด้วยความเยือกเย็น ไร้ซึ่งความปรานีแต่มั่นคงดุจขุนเขา ไร้เงาความตื่นตระหนก มีเพียงความเด็ดขาดของผู้กุมชะตากรรมทั้งกระดาน
สายลับหนุ่มทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นพรมอย่างหมดแรง โทรเลขในมือร่วงหล่นลงแทบเท้าของท่านแม่ทัพ "ท่าน... ท่านแม่ทัพ... ข้าถูกบีบบังคับ..."
"คำแก้ตัวของหนอนบ่อนไส้ มักฟังไม่ต่างกันในทุกยุคทุกสมัย" จ้าวเฟยหรงก้าวเข้าไปใกล้ทีละก้าว ฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงดั่งเสียงกลองศึกในค่ายทหาร เขาโน้มตัวลงเล็กน้อย ใช้ปลายนิ้วเชยคางของอีกฝ่ายขึ้นบังคับให้สบตา "เจ้าขายชาติ ขายแผ่นดิน และเกือบจะทำลายความสงบสุขที่ฮูหยินของข้าแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ... คิดว่าความตายรูปแบบใดจึงจะสาสมกับความผิดนี้"
บรรยากาศภายในห้องกดดันจนแทบหายใจไม่ออก ทว่าห่างออกไปไม่ไกลนัก ภายในเรือนพักสะอาดสะอ้านกลิ่นอายสมุนไพรจีนผสมผสานกับกลิ่นชาอุ่นๆ หลินอวี้เหมยกำลังบรรจงจัดเรียงตำราแพทย์ยุคโบราณเคียงคู่กับคู่มือการแพทย์แผนปัจจุบันที่นางนำติดตัวข้ามมิติมาด้วย เรียวคิ้วงามขมวดเข้าหากันเล็กน้อยยามที่นางใช้ปลายพู่กันจดบันทึกอาการไข้ของชาวบ้านในเขตนิคมอุตสาหกรรมยุค 80 นี้ลงบนกระดาษสา
สงครามการเมืองสิ้นสุดลงแล้ว คลื่นใต้น้ำที่เคยซัดสาดทำลายล้างผู้คนนับหมื่นถูกสยบลงด้วยกลยุทธ์อันล้ำLึกของนางและอำนาจเด็ดขาดของสามี ทว่าร่องรอยความเสียหายยังคงต้องได้รับการเยียวยา
ประตูกระจกบานไม้ถูกผลักเปิดออกเบาๆ พร้อมกับร่างสูงสง่าของจ้าวเฟยหรงที่ก้าวเข้ามา กลิ่นอายสังหารเมื่อครู่จางหายไปสิ้น เหลือเพียงความอ่อนโยนล้ำลึกที่เขามอบให้แก่สตรีตรงหน้าเพียงผู้เดียว ดวงตาคู่นคมที่เคยดุร้ายราวดาบคมกلاسอ่อนแสงลงทันทีเมื่อทอดมองเงาร่างอรชรที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดยา
"ดึกดื่นป่านนี้แล้ว เหตุใดยังไม่นอนอีกเล่าฮูหยินของข้า" จ้าวเฟยหรงเดินเข้าไปสวมกอดนางจากด้านหลังอย่างถือวิสาสะ ใบหน้าคมคายซบลงบนลาดไหล่บางสูดดมกลิ่นกายหอมละมุนของสมุนไพรที่คุ้นเคย ราวกับเด็กน้อยที่เหนื่อยล้าจากการเดินทางไกลและได้กลับคืนสู่อ้อมอกอันอบอุ่น
หลินอวี้เหมยมิได้ขัดขืน นางเพียงแต่วางพู่กันในมือลงแล้วเอี้ยวตัวกลับไปใช้ปลายนิ้วเรียวยาวแตะเบาๆ ที่รอยแผลเป็นจางๆ บนแก้มของเขา น้ำเสียงของนางเจือแววตำหนิเล็กน้อยแต่นุ่มนวล "ท่านแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ไยจึงชอบทำตัวเป็นเด็กเกเร ไปสะสางงานนอกเรือนจนดึกดื่น ปล่อยให้หมอเช่นข้าต้องนั่งรอคอยจนสมุนไพรหมดไปครึ่งหม้อเช่นนี้"
"ข้าเพียงแต่ไปจัดการ... แมลงตัวเล็กๆ ที่มารบกวนความสงบสุขในบ้านของเราเท่านั้นเอง" จ้าวเฟยหรงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ก่อนจะพลิกมือขึ้นกุมมือเรียวบางของนางไว้แนบอก "เจ้าเหนื่อยมามากแล้วอวี้เหมย โลกยุคนี้... และแผ่นดินนี้ ในที่สุดก็กลับคืนสู่ความสงบเสียที"
นางแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่งดงามราวกับดอกเหมยแย้มบานท่ามกลางหิมะโปรยปราย "ความสงบหาใช่ได้มาเพราะโชคชะตา หากแต่เป็นเพราะเราสองคนร่วมมือกันขีดเขียนมันขึ้นมาต่างหากเล่า"
นับตั้งแต่วันที่พวกเขาข้ามผ่านมิติเวลาอันเหลือเชื่อมาตกอยู่ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งความขาดแคลน แรงกดดันทางการเมือง และการปะทะกันระหว่างวิทยาการแพทย์แผนปัจจุบันกับอำนาจมืดเบื้องหลังพรรคคอมมิวนิสต์ท้องถิ่น พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคนับครั้งไม่ถ้วน ทว่าความรักและความเชื่อมั่นที่พวกเขามีให้แก่กันกลับยิ่งมั่นคงและลึกซึ้งยิ่งกว่าขุนเขา ท่ามกลางกระแสธารแห่งกาลเวลาที่ไหลผ่านไปอย่างไม่หวนกลับ
จ้าวเฟยหรงโน้มใบหน้าลงประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากมนของนางอย่างแผ่วเบา เป็นสัมผัสที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย ความรัก ความผูกพัน และคำมั่นสัญญาชั่วชีวิตที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
"นับจากนี้... จะไม่มีผู้ใดพรากเราออกจากกันได้อีก" เขากระซิบชิดริมฝีปากของนาง เสียงทุ้มต่ำนั้นหนักแน่นดั่งคำประกาศิตแห่งสวรรค์
หลินอวี้เหมยซบหน้าลงกับอกเสื้อของเขา ฟังเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะมั่นคง นางรู้ดีว่าแม้พายุร้ายจะสงบลงแล้ว แต่ในโลกที่กว้างใหญ่นี้ยังมีเรื่องราวอีกมากมายรอให้พวกเขาได้ก้าวเดินเคียงข้างกันไป ทว่าในยามนี้ ขอเพียงแค่มีอ้อมกอดนี้ ทุกสิ่งย่อมมีความหมาย
ในขณะที่บรรยากาศภายในห้องนอนอบอวลไปด้วยความหวานล้ำและความสงบสุขที่รอคอยมาเนิ่นนาน เสียงฝีเท้าเร่งรีบและหนักหน่วงก็ดังขึ้นที่หน้าประตูเรือนพัก ขัดจังหวะช่วงเวลาอันแสนอบอุ่นนั้นลงอย่างกะทันหัน
เสียงเคาะประตูดังรัวสามครั้งติดต่อกัน ตามด้วยเสียงรายงานด้วยความตื่นตระหนกขององครักษ์คนสนิทที่หน้าห้อง "เรียนท่านแม่ทัพ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ม้าเร็วจากเมืองหลวง... นำพระราชโองการลับฉบับด่วนที่สุดมาถึงหน้าค่ายแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
จ้าวเฟยหรงชะงักค้างไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อย ความอบอุ่นเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบราวน้ำแข็งในฉับพลัน ขณะที่หลินอวี้เหมยผละออกจากอ้อมอกของเขาช้าๆ สายตาทั้งคู่ประสานกันด้วยความรู้สึกที่คาดเดาไม่ได้ พระราชโองการลับกลางดึกเช่นนี้... หมายความว่าความสงบที่เพิ่งได้มา อาจเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาอันแสนสั้นเท่านั้น
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางข้ามกาลเวลากับผมมาจนถึงบทนี้นะครับ
ท่านแม่ทัพคะ... อย่ามาดื้อกับหมอเถื่อนยุค 80!•ตอนที่ 28
ฟ้าหลังฝนที่สดใส
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านแม่ทัพคะ... อย่ามาดื้อกับหมอเถื่อนยุค 80! นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!