"พระราชโองการฉบับนี้... มิใช่ประกาศิตแห่งความโปรดปราน หากแต่เป็นคอกปศุสัตว์ที่ตีตราประทับด้วยโลหิตของพวกเราเองต่างหาก"
น้ำเสียงของหลินอวี้เหมยราบเรียบราวน้ำในบึงใหญ่ ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งความหวาดหวั่น ทว่าทุกพยางค์ที่เปล่งออกมากลับคมกริบราวใบมีดผ่าตัดที่กรีดผ่านเนื้อเยื่ออันเปราะบาง แสงเทียนสีชาดวับแวมสาดส่องกระทบโครงหน้าด้านข้างของนาง เงาทอดยาวพาดทับแผนที่ยุทธศาสตร์แผ่นดินตงฉีที่กางอยู่เบื้องหน้า ราวกับชะตากรรมของราชสำนักและยุคสมัยใหม่ถูกบีบอัดไว้ด้วยกันในห้องทรงอักษรแห่งนี้
จ้าวเฟยหรงไม่ตอบรับทันที ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายหรี่ลงพินิจพิจารณาม้วนผ้าแพรสีเหลืองทองอร่ามที่เพิ่งถูกส่งผ่านม้าเร็วเข้ามาในยามวิกาล ตัวอักษรหวัดแกมบรรจงด้วยหมึกชั้นดีประกาศก้องถึงงาน 'อภิเษกสมรสใหม่กลางแผ่นดิน' งานมงคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ประวัติศาสตร์ราชวงศ์เคยจารึก ทว่าเบื้องหลังพิธีการอันเกริกไกรและสินเจ้าสาวนับหมื่นหาบ คือกับดักมรณะที่ฮ่องเต้และกลุ่มอำนาจเก่าร่วมกันขุดล่อให้แม่ทัพผู้กุมกำลังทหารสามในสี่ของประเทศเดินเข้าไปสยบยอมด้วยมือเปล่า
"เจ้ากลัวหรือไม่... อวี้เหมย"
ในที่สุดสุ้มเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มก็เอ่ยขึ้น มือหนาเอื้อมไปกุมมือเรียวบางที่ผ่านการจับทั้งมีดผ่าตัดและด้ามกระบี่มาโชกโชน สัมผัสอุ่นซ่านแผ่ซ่านผ่านฝ่ามือ ทว่าภายในแววตาของแม่ทัพหนุ่มกลับซ่อนประกายความดุดันที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่งที่กลายมาเป็นอุปสรรคขวางกั้น
หลินอวี้เหมยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากหยักยิ้มบางเบาอย่างเย้ยหยัน นางดึงมือกลับช้าๆ อย่างนุ่มนวลแต่เด็ดเดี่ยว ก่อนจะใช้ปลายนิ้วเคาะเบาๆ ลงบนตัวอักษรคำว่า 'สมรสพระราชทาน' บนม้วนผ้าแพร
"ท่านแม่ทัพถามคำถามที่เสียเวลาคิดยิ่งนักครับ" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพทว่าแฝงความเยдяเย้ย "ในยุคศตวรรษที่ยี่สิบที่หมออย่างฉันจากมา ชีวิตคนเราแขวนอยู่บนเส้นด้ายในห้องฉุกเฉินทุกวินาที การเผชิญหน้ากับความตายด้วยความตื่นตระหนกคือความพ่ายแพ้... แต่การเดินหมากโดยรู้ว่าอีกฝ่ายถือยาพิษอยู่ในมือ นั่นคือความบันเทิงรูปแบบหนึ่ง"
คำพูดของนางทำให้จ้าวเฟยหรงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจและเสน่หาอันล้ำลึก สตรีผู้นี้ไม่เคยทำให้เขาผิดหวัง นางมิใช่หญิงสาวในห้องหอที่รู้จักแต่การปักผ้าคอยสามี นางคือยอดกุนซือผู้ทรงภูมิและหมอเทวดาผู้ถือครองความเป็นความตายในคราวเดียวกัน
"เช่นนั้น... เราจะจัดเตรียมพิธีการนี้อย่างไรให้สมเกียรติแก่ 'ของขวัญ' ชิ้นใหญ่ที่ฝ่าบาททรงประทานมาเล่า" จ้าวเฟยหรงเอนกายพิงพนักเก้าอี้ไม้จันทน์ สายตากวาดมองแผนผังตำหนักใหญ่ที่ถูกกำหนดให้ใช้จัดพิธีอภิเษก
"ประกาศิตระบุว่าให้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ทั่วหล้าต้องร่วมเฉลิมฉลองใช่หรือไม่?" หลินอวี้เหมยลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ชุดคลุมผ้าฝ้ายเนื้อดีทิ้งตัวลงรับกับสัดส่วนสง่างาม นางเดินไปหยิบพู่กันขนหมาป่าจุ่มหมึกดำสนิท ก่อนจะจรดปลายพู่กันลงบนกระดาษร่างรายชื่อแขกผู้มีเกียรติ "ในเมื่อพวกเขาต้องการให้งานนี้เป็นเวทีแสดงอำนาจ เราก็จักจัดมหรสพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้ประวัติศาสตร์จารึก... งานเลี้ยงที่ขุนนางฉ้อฉลและเชื้อพระวงศ์สายอำนาจเก่าจะต้องจดจำไปจนวันตาย"
รอยยิ้มของนางงดงามดั่งดอกไม้พิษที่ผลิบานท่ามกลางหิมะโปรดปราน จ้าวเฟยหรงมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ความรักความผูกพันที่หลอมรวมผ่านความเป็นความตายในยุคสมัยที่แตกต่าง กลายเป็นเกราะเหล็กกล้าที่ไม่มีกองทัพใดในใต้หล้าสามารถทะลวงผ่านได้
สามวันต่อมา ท้องฟ้าเหนתเมืองหลวงเปิดโล่งไร้เมฆหมอก ขบวนอภิเษกสมรสใหม่ระหว่างท่านแม่ทัพผู้กุมแผ่นดินและหมอหญิงผู้พลิกฟื้นชีวิตผู้คนนับแสน ยิ่งใหญ่ตระการตาจนผู้คนเนืองแน่นสองข้างทาง ม้าศึกนับพันนายสวมเกราะทองคำอร่ามเดินนำขบวน ธงรบโบกสะบัดเกรียวกราว เสียงกลองศึกและดนตรีบรรเลงประสานกันกึกก้องสะท้อนไปทั่วฟ้าดิน สินสอดและของขวัญมงคลยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา เป็นภาพที่ทั้งงดงามและทรงพลังจนขุนนางฝ่ายตรงข้ามที่ยืนมองอยู่บนระเบียงหอสูงถึงกับใบหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว
ภายในตำหนักใหญ่ที่ประดับประดาด้วยผ้าแพรสีแดงฉานกลิ่นหอมของกำยานราคาแพงลอยอวลในอากาศ หลินอวี้เหมยในชุดเจ้าสาวปักลายหงส์ทองคำด้วยมืออย่างประณีต นั่งสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะเครื่องแป้งกระจกเงาเจียระไนแบบตะวันตก—ของล้ำค่าที่จ้าวเฟยหรงสั่งให้พ่อค้าวาณิชย์สรรหามาให้ภรรยาสาวโดยเฉพาะ
ประตูกล่อยไม้แกะสลักถูกผลักเปิดออกอย่างแผ่วเบา ร่างสูงใหญ่ของจ้าวเฟยหรงในชุดเจ้าบ่าวสีแดงเข้มก้าวเข้ามา กลิ่นอายความดุดันของสนามรบเจือจางลงเหลือเพียงความอ่อนโยนล้ำลึกที่เขามอบให้แก่นางผู้เดียว มือหนาเอื้อมไปเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออกอย่างทะนุถนอม เผยให้เห็นใบหน้าสะสวยที่งดงามหยาดเยิ้มจนลมหายใจของแม่ทัพผู้เกรียงไกรสะดุดไปชั่วขณะ
"เหนื่อยหรือไม่" เขาเอ่ยถาม เสียงทุ้มนุ่มนวลราสายลมยามค่ำคืน
"งานมหกรรมใหญ่ระดับชาติเช่นนี้ จะเหนื่อยได้อย่างไรกันครับ ท่านแม่ทัพ" หลินอวี้เหมยตอบกลับด้วยรอยยิ้มพราย ดวงตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับด้วยความเจ้าเล่ห์ "อีกอย่าง... แขกเหรื่อคนสำคัญของเราเริ่มทยอยมาถึงห้องโถงจัดเลี้ยงกันครบแล้วด้วย"
จ้าวเฟยหรงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเย็นเยียบผุดขึ้นที่มุมปาก "อืม... ข้าได้ยินเสียงพวกสุนัขรับใช้ที่ส่งเสียงเห่าหอนอยู่หน้าประตูด้านนอกพอดี"
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความสุขุมลุ่มลึกและความพร้อมในการรับมือกับศึกการเมืองรอบใหม่ เสียงฝีเท้าเร่งรีบขององครักษ์เงาก็พุ่งทะยานเข้ามาหยุดคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าประตูห้องหอ ใบหน้าขององครักษ์หนุ่มซีดเผือก เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผาก
"เรียนท่านแม่ทัพ ฮูหยิน... เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ!" องครักษ์ละล่ำละลักรายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ราชทูตจากแคว้นเป่ย Shuo ที่ควรจะเดินทางมาถึงในอีกสามเดือนข้างหน้า... บัดนี้ได้นำกองกำลังทหารม้าสายฟ้ามาถึงประตูเมืองหลวงแล้ว และ... และพวกเขากำลังถือราชโองการลับอีกฉบับหนึ่ง ที่อ้างสิทธิ์ในการครอบครองตัวฮูหยินเนื่องจากความผิดฐานเป็น 'กบฏข้ามภพ'!"
จ้าวเฟยหรงชะงักค้างไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบหรี่ลงจนเหลือเพียงเส้นเดียว รังสีสังหารแผ่ซ่านออกจากร่างจนอุณหภูมิในห้องหอวูบดิ่งลงราวน้ำแข็ง ขณะที่หลินอวี้เหมยหันขวับกลับมามองหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดรับลมยามเย็น รอยยิ้มบนริมฝีปากของนางค่อยๆ เลือนหายไป แทนที่ด้วยแววตาคมปลาบดุจนักรบผู้เตรียมพร้อมรับมือกับคมดาบที่แท้จริง
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของผมมาโดยตลอดนะครับ
ท่านแม่ทัพคะ... อย่ามาดื้อกับหมอเถื่อนยุค 80!•ตอนที่ 29
อภิเษกสมรสใหม่กลางแผ่นดิน
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านแม่ทัพคะ... อย่ามาดื้อกับหมอเถื่อนยุค 80! นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!