รอยหมึกบนฎีกายังไม่ทันแห้งสนิท กลิ่นอายความตายก็ลอยคละคลุ้งอบอวลอยู่ทั่วตำหนักแปดทิศเสียแล้ว
"ฝ่าบาททรงมีรับสั่งเช่นนั้นจริงหรือใต้เต้า..." ซุ่มเสียงของจ้าวเฟยหรงทุ้มต่ำ เยียบเย็นราวกับสายลมหนาวพัดผ่านผืนน้ำแข็งในเหมันต์ฤดู แววตาคมกริบดุจพญาอินทรีตวัดมองขันทีเฒ่าผู้ถือราชโองการสีชาดโดยไม่ก้มหัวแม้แต่น้อย
ใต้เต้า ขันทีคนสนิทผู้รับใช้เบื้องพระบาทมาเนิ่นนาน สะดุ้งเฮือกจนตัวสั่นเทา เขารีบก้มหน้าจนคางชิดอก เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มขมับ แม้จะเป็นผู้มีอำนาจล้นพ้นในวังหลวงแต่เมื่ออยู่เบื้องหน้าท่านแม่ทัพผู้กุมกำลังทหารครึ่งค่อนแผ่นดิน บารมีที่เคยมีกลับมลายหายสิ้น ราวกับแขวนคออยู่บนเส้นด้าย
"เรียน... เรียนท่านแม่ทัพ พระองค์ทรงพิโรธหนักยิ่งเรื่องคลังเสบียงชายแดนใต้ที่ท่านจัดสรรโดยพละการ... หาได้รายงานล่วงหน้าไม่ พระองค์ตรัสว่า... ทหารมีวินัย แต่นายกองกลับทำตามอำเภอใจเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่สัญญาณที่ดีของคนที่มีอำนาจในมือมากเกินไปพ่ะย่ะค่ะ" ใต้เต้ากล่าวละล่ำละลัก พยายามเรียบเรียงคำพูดให้ระคายเคืองหูน้อยที่สุดเพื่อรักษาชีวิตอันน้อยนิดของตนเอง
ในห้องโถงกว้าง หลินอวี้เหมยยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังบุรุษผู้เป็นสามี นางมิได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ใบหน้างามสงบดุจผิวน้ำในบึงลึก มือเรียวบางกำลังบรรจงจัดเรียงเข็มเงินลงในหีบไม้แกะสลักอย่างใจเย็น เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ดังกังวานขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก
นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดทางการบริหาร... แต่มันคือเกมการเมือง
ฮ่องเต้ผู้ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกร เริ่มหวาดระแวงในอำนาจและบารมีของจ้าวเฟยหรงที่แผ่ขยายไพศาลยิ่งกว่าเงาของพระองค์เอง การส่งเสบียงไปช่วยราษฎรและทหารหาญที่ประสบภัยพิบัติโดยไม่รอตราประทับจากส่วนกลาง จึงกลายเป็นข้ออ้างชั้นดีในการบั่นทอนอำนาจของแม่ทัพผู้ภักดี
"อำเภอใจอย่างนั้นหรือ?" จ้าวเฟยหรงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกจากร่างสูงใหญ่จนขันทีเฒ่าแทบทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น "หากข้าไม่เร่งส่งเสบียงในยามนั้น ทหารสามหมื่นนายที่ชายแดนคงอดตายไปนานแล้ว ฮ่องเต้ทรงห่วงใยราษฎรจริง หรือทรงห่วงเก้าอี้ใต้ก้นของพระองค์กันแน่!"
"ท่านพี่..." หลินอวี้เหมยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มันมีพลังพอที่จะดึงสติของสามีให้กลับคืนมา นางเดินอ้อมมาด้านหน้า วางมือเรียวลงบนบ่ากว้างที่กำลังเกร็งแน่นด้วยความโกรธสัมผัสอันแผ่วเบานี้อบอุ่นดุจกระแสน้ำทิพย์ที่ชโลมลงบนกองเพลิง
อวี้เหมยหันไปมองขันทีเฒ่า แววตาดุจนกกระเรียนขาวพญาไพรคู่นั้นกวาดมองอย่างพิจารณา "ใต้เต้า ลำบากท่านแล้วที่ต้องเดินทางมาไกลถึงจวนแม่ทัพในยามวิกาลเช่นนี้ ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้ท่านแม่ทัพเข้าเฝ้าเป็นการด่วนในยามเช้าตรู่พรุ่งนี้ใช่หรือไม่?"
"พ่ะย่ะค่ะ... พระองค์รับสั่งให้ท่านแม่ทัพเข้าเฝ้าตามลำพัง..." ใต้เต้ารีบตอบรับ พร้อมกับลอบปาดเหงื่อ
"เข้าใจแล้ว ท่านกลับไปทูลฝ่าบาทเถิดว่า สามีของข้าจะไปเข้าเฝ้าตามกำหนดอย่างแน่นอน" อวี้เหมยกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและสง่างาม ก่อนจะพยักเพยิดให้พ่อบ้านหยิบถุงเงินมอบให้เป็นสินน้ำใจ ขันทีเฒ่าโค้งคำนับด้วยความโล่งอก รีบถอยร่นออกจากตำหนักไปอย่างลนลานราวกับหนีตาย
เมื่อบานประตูปิดสนิทลง บรรยากาศภายในห้องก็กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง
จ้าวเฟยหรงดึงร่างบางเข้ามากอดไว้แนบอก วงแขนแข็งแกร่งโอบกอดนางไว้ราวกับกลัวว่าลมหายใจอุ่นๆ นี้จะสลายหายไป เขากดใบหน้าลงกับลาดไหล่ของภรรยา สูดกลิ่นกายหอมละมุนจางๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ที่กำลังเดือดดาล
"ฮ่องเต้ทรงเล่นเกมสกปรกเกินไปแล้วอวี้เหมย..." เสียงทุ้มต่ำพึมพำชิดริมหู "พระองค์ทรงบีบให้ข้าต้องเลือกระหว่างการยอมจำนนเพื่อเป็นสุนัขรับใช้ที่ไร้เขี้ยวเล็บ กับการเป็นกบฏที่ต้องล้างเลือดให้แผ่นดิน"
อวี้เหมยยกมือขึ้นลูบเรือนผมสีดำสนิทของสามีอย่างอ่อนโยน ปลายนิ้วสัมผัสสัมผัสรอยแผลเป็นเก่าแก่ที่ซ่อนอยู่ใต้เส้นผม ความรักความผูกพันที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกัน ทำให้พวกเขารู้ใจกันยิ่งกว่าใคร
"ท่านแม่ทัพของข้า เป็นวีรบุรุษผู้ปกป้องแผ่นดิน มิใช่กบฏ... และก็มิใช่สุนัขรับใช้ของผู้ใดทั้งสิ้น" นางผละออกเล็กน้อย ดวงตากลมโตสบประสานกับนัยน์ตาคมกราบของเขาอย่างมั่นคง "ในเมื่อพระองค์ทรงหวาดระแวง เราก็แค่แสดงให้เห็นว่า... ความหวาดระแวงนั้นช่างไร้เหตุผล หรือไม่ก็... ทำให้พระองค์ทรงตระหนักว่า ใครกันแน่ที่เป็นผู้กุมชะตากรรมที่แท้จริงของราชบัลลังก์นี้"
คำพูดของนางเรียบง่าย ทว่าคมกริบดุจคมดาบที่อาบยาพิษ มันมิใช่การยุยงให้ก่อกบฏ แต่เป็นการชี้หนทางแห่งอำนาจที่เหนือกว่าการใช้อาวุธ นั่นคือการใช้สติปัญญาและหมากเกมการเมืองเชือดเฉือนคู่ต่อสู้ทีละน้อย
จ้าวเฟยหรงมองภรรยาด้วยความรักและทึ่งในคราเดียวกัน สตรีในดวงใจของเขาผู้นี้ไม่เคยทำให้ผิดหวัง นางมิใช่สตรีในห้องหอที่รู้จักแต่การปักผ้า แต่นางคือกุนซือผู้ปราดเปรื่องที่สุดเท่าที่แผ่นดินนี้เคยมีมา
"เจ้าวางแผนไว้อย่างไร หือยอดดวงใจของข้า?" รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย ความดุดันเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเจ้าเล่ห์ล้ำลึก
"พรุ่งนี้เช้า ท่านจงเข้าเฝ้าตามรับสั่ง... แต่อย่าลืมพก 'สิ่งนั้น' ไปด้วยเล่า" อวี้เหมยโน้มใบเข้าไปกระซิบข้างหูของสามี แววตาของนางพราวระยับด้วยประกายแห่งชัยชนะ
จ้าวเฟยหรงฟังแล้วถึงกับเลิกคิ้วสูง ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างถูกใจ "ความคิดของเจ้านี่ ช่างร้ายกาจเสียจริง..."
ทว่า ในขณะที่ทั้งคู่กำลังวางหมากตานี้อย่างรัดกุม ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นที่นอกประตูกระดาษเงาร่างขององครักษ์เงาคนสนิทพุ่งเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าเผือดซีดไร้สีเลือด
"เรียนท่านแม่ทัพ ฮูหยิน! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
จ้าวเฟยหรงขมวดคิ้วมุ่น "มีเรื่องอันใดรีบร้อนนัก?"
องครักษ์เงากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะกล่าวรายงานด้วยเสียงสั่นเครือ "กองกำลังองครักษ์เสื้อแพรของฮ่องเต้... นำกำลังนับพันนายเคลื่อนพลเข้าปิดล้อมจวนแม่ทัพของเราไว้หมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ! และ... และตอนนี้ มีราชโองการลับอีกฉบับถูกส่งตรงมาจากตำหนักใน แจ้งว่า..."
เขากลืนคำพูดที่เหลือลงคอ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
"แจ้งว่าอย่างไร!" จ้าวเฟยหรงตวาดกร้าว รังสีอำมหิตทะลักทลายออกมาอีกครั้ง
"แจ้งว่า... ฮูหยินหลินอวี้เหมย ถูกกล่าวหาว่าเป็นสายลับต่างแคว้น มีความผิดฐานลอบปลงพระชนม์พระชายาองค์รัชทายาท ให้จับกุมตัวไปสอบสวนที่คุกหลวงทันทีพ่ะย่ะค่ะ!"
สิ้นคำพูดนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของทั้งคู่ก็แข็งค้าง บรรยากาศภายในห้องดิ่งวูบลงสู่ขุมนรกแห่งความเย็นเยียบในทันที
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดานอันเข้มข้นนี้ไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันในตอนหน้าครับ
ท่านแม่ทัพคะ... อย่ามาดื้อกับหมอเถื่อนยุค 80!•ตอนที่ 19
รอยร้าวในราชวงศ์
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านแม่ทัพคะ... อย่ามาดื้อกับหมอเถื่อนยุค 80! นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!