“หากองค์หญิงยังทรงพระสำราญกับการเสด็จมาเยือนเรือนพักของผู้อื่นยามวิกาลเช่นนี้ เกรงว่าอีกไม่นาน กฎเหล็กแห่งกองทัพพยัคฆ์ทมิฬคงต้องถูกยกมาเขียนใหม่เพื่อต้อนรับพระองค์โดยเฉพาะแล้วกระมังพะยะค่ะ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือกระแสความเย็นชาจนติดลบของท่านแม่ทัพเซียวเหิงดังขึ้น ทำลายบรรยากาศน่าอึดอัดที่ค้างคาอยู่เมื่อครู่ได้อย่างฉับพลัน ข้าหลวงสาวอย่างไป๋หลิงเยว่แอบลอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ทว่าดวงตากลับพราวระยับด้วยประกายความขบขันเมื่อเห็นสีหน้าเขAียวคล้ำปนหงุดหงิดขององค์หญิงหนิงอันที่กำลังเสด็จเข้ามาในห้องหนังสือด้วยพระบาทอันเร่งรีบ
ช่างเป็นจังหวะเวลานรกที่สวรรค์ประทานมาให้แท้ๆ!
“ท่านแม่ทัพ... ท่านช่างกล้าต่อปากต่อคำกับเรานักนะ!” องค์หญิงหนิงอันทรงพระsvสาสุนทรจนพระพักตร์งามบิดเบี้ยวเล็กน้อย ดวงเนตรคมกริบกวาดมองสำรวจสภาพภายในห้องหนังสืออย่างจับผิด ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างระหงของหลิงเยว่ที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่เบื้องหลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ “แล้วนี่มันเรื่องอะไรกัน เหตุใดข้าหลวงหญิงแห่งสำนักชงชา ถึงยังมานั่งอ้อยอิ่งอยู่ในห้องส่วนตัวของท่านยามดึกดื่นเช่นนี้ หรือว่าตระกูลไป๋จะอบรมสั่งสอนบุตรสาวมาให้รู้จักแต่การปีนป่ายขึ้นเตียงบุรุษผู้มีอำนาจกันแน่!”
วาจาดIฉดฉายและเต็มไปด้วยอคตินั้นพุ่งเป้ามาที่หลิงเยว่โดยตรง ทว่ามีหรือที่สตรีปากเก่งอย่างนางจะยอมก้มหัวให้คำดูถูกเหยียดหยามเช่นนี้?
หลิงเยว่แย้มรอยยิ้มหวานหยด ทว่าดวงตากลับไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ นางย่อกายลงทำความเคารพตามธรรมเนียมอย่างงดงามไร้ที่ติ ก่อนจะเอื้อnวาจาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เชือดเฉือนลึกถึงกระดูกดำ
“ทูลองค์หญิง หม่อมฉันเป็นเพียงข้าหลวงผู้ได้รับมอบหมายให้มาถวายงานและตรวจสอบบัญชีใบชาล้ำค่าตามพระราชโองการ หากการที่หม่อมฉันต้องทำงานถวายความ,จงรักภักดีต่อบ้านเมืองจนดึกดื่น ทำให้พระองค์ทรงเข้าใจไปในทางต่ำทรามเช่นนั้น เกรงว่ามิใช่ตระกูลไป๋ของหม่อมฉันหรอกเพคะที่บกพร่องเรื่องการอบรมสั่งสอน... แต่ทว่าเป็นสายพระเนตรและจิตใจของคนมองเสียมากกว่า ที่มักจะมองเห็นแต่เงาโคลนตมในใจตนเอง”
“เจ้า!... เจ้าสามหาวนัก กล้าดียังไงมาสามหาวต่อหน้าเรา!” องค์หญิงหนิงอันทรงกริ้วจนพระชิวหาแทบพันกัน พระHัตถ์เรียวยกขึ้นชี้หน้าข้าหลวงสาวด้วยความสั่นเทา หากมิใช่เพราะเกรงพระทัยบารมีของท่านแม่ทัพเซียวเหิงที่ยืนแผ่รังสีอำมหิตอยู่ข้างๆ ป่านนี้องค์หญิงคงสั่งโบยหลิงเยว่จนเนื้อตัวแหลكเหลวคาที่ไปแล้ว
“หม่อมฉันเพียงแต่พูดความจริงที่ระคายเคืองพระHัตถ์เท่านั้นเพคะ” หลิงเยว่เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยสบตากับองค์หญิงหนิงอันอย่างไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย
“พอได้แล้วพะยะค่ะ!” เซียวเหิงตวาดกร้าวขึ้น เสียงทุ้มกังวานนั้นทรงพลังจนทำให้บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันตาเห็น ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาขวางกั้นระหว่างองค์หญิงหนิงอันกับหลิงเยว่ไว้โดยสัญชาตญาณ แม้สีหน้าของเขาจะยังคงไร้ซึ่งความรู้สึก ทว่าแววตาที่มององค์หญิงกลับเต็มไปด้วยความรำคาญใจอย่างปิดไม่มิด “ดึกดื่นปานนี้แล้ว องค์หญิงเสด็จมาที่นี่ด้วยเหตุอันใด หากไม่มีธุระสำคัญอันใดเกี่ยวกับราชสำนัก เกรงว่ากระหม่อมคงต้องขอตัวเพื่อปฏิบัติภารกิจลับต่อ”
องค์หญิงหนิงอันทรงชะงักไปเมื่อถูกท่านแม่ทัพไล่ทางอ้อม พระองค์เม้มพระโอษฐ์แน่นด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะสะบัดพระพักตร์หนีแล้วตรัสด้วยน้ำเสียงฮึดฮัด
“เราได้ข่าวว่าเจ้ากำลังตรวจสอบจดหมายลับที่เชื่อมโยงกับกลุ่มกบฏพายัพ... และสตรีนางนี้ก็เป็นคนเดียวที่ไขปริศนาอักษรโบราณนั่นได้ ท่านแม่ทัพเซียว! อย่าบอกนะว่าท่านลุ่มหลงความงามจนยอมให้คนนอกเข้ามามีส่วนร่วมในราชกิจสำคัญระดับแผ่นดินเช่นนี้!”
เซียวเหิงปรายตามองจดหมายลับบนโต๊ะที่ถูกคลี่ออกครึ่งหนึ่ง ก่อนจะแค่นเสียงในลำคอ “เรื่องนั้นหาใช่สิ่งที่องค์หญิงต้องทรงกังวลไม่... และอีกอย่าง ต่อให้ข้าจะลุ่มหลงผู้ใด มันก็เป็นเรื่องภายในของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ หาใช่กงการอะไรของสำนักในวังหลังไม่พะยะค่ะ”
คำพูดตัดเยื่อใยและไร้เยื่อใยสิ้นเชิงนั้นทำเอาองค์หญิงหนิงอันถึงกับทรงพระกรรแสงด้วยความคับแค้นพระHัตถ์ พระองค์ถอยหลังไปสองก้าวด้วยความช2อกช้ำ ก่อนจะตรัสด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ดี! เซียวเหิง... ท่านจำคำพูดของท่านไว้ให้ดีเถอะ อย่าหาว่าเราไม่เตือนว่าสตรีนางนี้อาจจะเป็นสายลับที่พวกมันส่งมา!”
สิ้นพระSưเสียง องค์หญิงหนิงอันก็สะบัดพระHัตถ์แล้วเสด็จออกจากห้องหนังสือไปพร้อมกับนางกำนัลด้วยความโกรธเกรี้ยว ทิ้งให้บรรยากาศภายในห้องกลับมาตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง
หลิงเยว่ลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ นางหันกลับไปมองกองเอกสารและจดหมายลับตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงติดจะประชดประชันเล็กน้อยตามนิสัย “หม่อมฉันต้องกราบทูลขอบคุณท่านแม่ทัพหรือไม่ ที่ช่วยปกป้องเกียรติยศอันน้อยนิดของข้าหลวงต๊อกต๋อยคนนี้ จากพระพักตร์อันเกรี้ยวกราดขององค์หญิง?”
เซียวเหิงหันขวับมามองนาง แววตาคมกริบดุจพญาอินทรีหรี่ลงเล็กน้อย เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวนางช้าๆ จนร่างระหงต้องถอยหลังไปชนกับชั้นหนังสือด้านหลัง กลิ่นอายบุรุษเพศอันทรงพลังและกลิ่นอายอับชื้นยามค่ำคืนโชยเข้าปะทะนาสิกจนหลิงเยว่ต้องกลั้นหายใจ
“เลิกประชดประชันแล้วมาดูนี่เสียที, หลิงเยว่” เซียวเหิงโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน สัมผัสอุ่นร้อนจากลมหายใจของเขารินรดอยู่บนพวงแก้มเนียน “จดหมายลับแผ่นนี้ไม่ได้ถูกส่งมาจากกลุ่มกบฏพายัพอย่างที่องค์หญิงเข้าใจ... แต่มันถูกส่งมาจากคนใน... และคนที่ส่งมันมา ก็กำลังยืนจดๆ จ้องๆ อยู่ในห้องนี้กับข้าเมื่อครู่”
ดวงตาของหลิงเยว่เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ นางรีบก้มลงมองกระดาษแผ่นที่เขากำลังชี้ให้ดู อักษรโบราณที่ถูกเขียนด้วยหมึกพิเศษสะท้อนแสงไฟวับแวว และเมื่อนางเพ่งมองดีๆ รอยประทับลับที่มุมกระดาษกลับเป็นรูป "ดอกบัวขาว" ที่มีสัญลักษณ์ตระกูลขุนนางใหญ่ซ่อนอยู่!
หัวใจของหลิงเยว่กระตุกวูบ ทว่าก่อนที่นางจะได้เอ่ยปากวิเคราะห์อันใด เซียวเหิงกลับยื่นมือหนามาคว้าข้อมือนางไว้แน่น ร่างสูงโน้มลงกระซิบข้างใบหูด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้แผ่นหลังของนางเย็นวาบ
“อย่าเพิ่งขยับ... มีคนกำลังแอบฟังเราอยู่ตรงหน้าต่างด้านนอก... และดูเหมือนว่ามัน ไม่ได้มาเพื่อเจรจา”
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและคอยสนับสนุน "ไป๋เหลียนฮวา" เสมอมานะคะ!
ท่านแม่ทัพหน้านิ่งกับข้าหลวงสำนักชงชาคนป่วน•ตอนที่ 2
วาจาเชือดเฉือนในห้องหนังสือ
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านแม่ทัพหน้านิ่งกับข้าหลวงสำนักชงชาคนป่วน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
