คมดาบเล่มนั้นเฉียดผ่านปลายจมูกของไป๋หลิงเยว่ไปเพียงเสี้ยวลมหายใจ รังสีอำมหิตเย็นเยียบแผ่ซ่านเข้ามาทางช่องหน้าต่างที่ถูกกระชากเปิดออกโดยไม่ให้ซุ่มให้เสียง
ความมืดมิดภายในเรือนรับรองถูกฉีกกระชากด้วยประกายเหล็กกล้าที่สะท้อนกับแสงจันทร์ หลิงเยว่ไม่รอให้สมองสั่งการ ร่างเพรียวบางดีดตัวม้วนหลบไปด้านข้างตามสัญชาตญาณ ขาเรียวตวัดเตะโต๊ะไม้ฉลุลายเข้าใส่เงาทมิฬที่พุ่งทะยานเข้ามาอย่างแม่นยำ แต่นักฆ่าผู้นี้กลับรวดเร็วกว่าที่คาด มันใช้มือเปล่าปัดป่ายทำลายโต๊ะไม้จนแตกกระจายกลายเป็นเศษเสี่ยง ก่อนจะพุ่งเข้าประชิดตัวนางในเวลาเพียงพริบตาเดียว
"ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ข้าหลวงไป๋ยังขยันฝึกซ้อมวิชาตัวเบาถึงในห้องนอนอีกหรือ"
เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้นพร้อมกับแรงกระชากที่เอวบางอย่างรุนแรง ร่างของหลิงเยว่ถูกดึงเข้าหาอ้อมอกแกร่งที่คุ้นเคย กลิ่นอายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นอายสงครามและจันทร์เพ็ญพัดปะทะเข้ากับปลายจมูก นางยังไม่ทันได้เอ่ยปากด่าทอ เงาดำด้านนอกก็สะบัดข้อมือส่งดาวกระจายอาบยาพิษนับสิบดอกพุ่งตรงเข้ามายังจุดที่ยืนอยู่
เซียวเหิงสบถเบาๆ ในลำคอ มือหนาชักกระบี่ประจำกายออกจากฝักด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ แสงวาวโรจน์กวาดตวัดเป็นวงโค้ง ปัดป้องอาวุธลับเหล่านั้นจนร่วงกราวลงกับพื้นอย่างหมดจด ก่อนที่เขาจะใช้เท้าเตะบานหน้าต่างให้ปิดกระแทกใส่หน้าผู้บุกรุกอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
"เงียบปากแล้วอยู่นิ่งๆ ถ้าไม่อยากตาย" เสียงกระซิบพร่าต่ำดังชิดริมใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอจนขนลุกชันไปทั่วร่าง
ไป๋หลิงเยว่ขมวดคิ้วมุ่น นางพยายามดิ้นรนให้หลุดจากการพันธนาการ แต่วòngแขนของแม่ทัพหนุ่มกลับรัดแน่นราวกับคีมเหล็ก
"ท่านแม่ทัพปล่อยข้าก่อนเถอะค่ะ คนร้ายหนีไปไกลแล้วกระมัง ท่านจะกอดข้าเอาไว้เพื่อรับลมชมจันทร์หรืออย่างไร" นางกระซิบสวนกลับเสียงลอดไรฟัน แม้หัวใจจะเต้นระรัวด้วยความตื่นตระหนกจากเหตุการณ์เมื่อครู่ แต่ทิฐิและฝีปากคมกริบไม่เคยเป็นรองใคร
เซียวเหิงก้มลงมองสตรีในอ้อมกอด ดวงตาดำมืดลึกล้ำราวนกอินทรีคู่นั้นกวาดสำรวจทั่วร่างนางเพื่อความแน่ใจว่าไม่มีส่วนใดบาดเจ็บ เมื่อเห็นว่าแม่นางปากเก่งยังคงมีเรี่ยวแรงมาต่อปากต่อคำกับเขาได้เช่นนี้ แววตาเคร่งเครียดจึงผ่อนคลายลงเล็กน้อย ทว่าใบหน้าคมคายกลับยิ่งบึ้งตึงขึ้นกว่าเดิม
"เจ้าช่างกล้าหาญเสียจริง ไป๋หลิงเยว่" เขากล่าวลอดไรฟันด้วยความหงุดหงิดที่ระคนเป็นห่วงอย่างไม่รู้ตัว "รู้ตัวหรือไม่ว่าเกือบเอาชีวิตไปทิ้งเมื่อครู่ หากข้ามาไม่ทันป่านนี้เจ้าคงกลายเป็นวิญญาณไร้ญาติเฝ้าเรือนรับรองไปแล้ว"
"ถ้าไม่ใช่เพราะท่านมายืนทำตัวลับๆ ล่อๆ อยู่หน้าต่างจนคนร้ายรู้ตัว ข้าคงจับเป็นมันมาเค้นความได้ตั้งแต่ก้านธูปดอกแรกแล้วค่ะ!" นางเชิดหน้าขึ้นเถียงฉอดๆ แม้ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ในยามนี้จะใกล้เสียจนปลายจมูกเกือบจะชนกันอยู่รำคาญใจก็ตามที "อีกอย่าง นี่มันเรือนพักของข้า ท่านมีสิทธิ์อันใดบุกรุกเข้ามากลางดึกเช่นนี้"
เซียวเหิงแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบกวาดมองริมฝีปากที่ขยับเถียงฉอดๆ ไม่หยุดนั้นด้วยความรู้สึกยากจะคาดเดา มือหนาที่โอบเอวบางอยู่เปลี่ยนเป็นบีบกระชับแน่นขึ้นอีกนิดอย่างหมั่นไส้
"ข้ามาเพื่อปกป้องชีวิตน้อยๆ ของข้าหลวงปากกล้าผู้นี้จากเงื้อมมือมัจจุราช แต่ดูท่าทางแล้ว เจ้าคงอยากเจอความตายเสียมากกว่าความหวังดีของข้าสินะ"
"ความหวังดีของท่านแม่ทัพ หนักหน่วงเสียจนข้าเกือบกระดูกหักอยู่แล้วค่ะ" หลิงเยว่กัดฟันกรอด นางพยายามผลักแผงอกกว้างออก แต่เขากลับยิ่งโน้มตัวลงมาทับถมน้ำหนักกดดัน นางจึงทำได้เพียงจ้องมองเขาด้วยสายตาดุดันไม่ยอมแพ้ "ปล่อยได้แล้วค่ะ คนอื่นมาเห็นเข้าจะเข้าใจผิดกันไปใหญ่โต"
"เข้าใจผิดเรื่องอันใด" เซียวเหิงเลิกคิ้วหนาขึ้น เสียงของเขาแหบพร่าลงอย่างประหลาด ใบหน้าคมเข้มโน้มต่ำลงไปอีกจนลมหายใจของทั้งคู่หลอมรวมเป็นสายเดียวกัน "หรือเจ้ากลัวว่าคนอื่นจะรู้ว่า... ข้ากำลังสนใจสตรีที่ชอบหาเรื่องใส่ตัวเช่นเจ้า"
คำพูดนั้นทำเอาลมหายใจของไป๋เหลิงเยว่สะดุดกึก ความอวดดีที่เคยมีมลายหายไปในพริบตา ใบหน้างามร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ นางเบี่ยงหน้าหนีสายตาร้อนแรงคู่นั้น หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามจนดังสะท้อนก้องอยู่ในอก
บรรยากาศรอบตัวเงียบงันลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงจิ้งจ้องนอกหน้าต่างและเสียงหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ เคมีอันตรายระหว่างคนทั้งสองแผ่ซ่านความเย้ายวนท่ามกลางกลิ่นอายคาวเลือดจางๆ จากนักฆ่าที่เพิ่งถอยร่นไป
เซียวเหิงมองปฏิกิริยาอาการหูแดงหน้าแดงของสตรีในอ้อมแขน มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างพึงพอใจ เขากำลังจะเอמהวจาเย้าแหย่นางต่อ ทว่าพลันนั้น...
*ปัง!*
ประตูไม้แกะสลักของเรือนรับรองถูกถีบกระเด็นเปิดออกอย่างแรงด้วยฝ่าเท้าทรงพลัง พร้อมกับร่างระหงในชุดปักลายหงส์ทองอันคุ้นตาที่ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าบึ้งตึงราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
"เซียวเหิง! เจ้ากล้าดียังไงถึงมาอยู่ในห้องของนางนี่ตามลำพังยามวิกาล!"
เสียงแหลมสูงขององค์หญิงหนิงอันตวาดลั่นเรือน ทำลายบรรยากาศสีชมพูที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น หลิงเยว่เบิกตากว้างเมื่อเห็นผู้มาใหม่ ส่วนเซียวเหิงกลับหุบยิ้มฉับพลัน ใบหน้าคมคายกลับคืนสู่ความเย็นชาดั่งน้ำแข็งขั้วโลกในเสี้ยววินาที
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับตัวละครของไป๋เหลียนฮวานะคะ
ท่านแม่ทัพหน้านิ่งกับข้าหลวงสำนักชงชาคนป่วน•ตอนที่ 3
กับดักยามวิกาล
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านแม่ทัพหน้านิ่งกับข้าหลวงสำนักชงชาคนป่วน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
