กลิ่นเหม็นเปรี้ยวของมูลไส้เดือนผสมกับเศษซากกระดูกมังกรบดละเอียด ไม่ใช่กลิ่นที่ราชสำนักแห่งความมืดเคยคุ้นชินเลยแม้แต่น้อย
"เจ้าจะให้ข้า... คลุกเคล้าไอ้กองดินโสโครกนี่อีกนานแค่ไหนกัน เซน?"
เสียงทุ้มต่ำที่เคยใช้ประกาศสงครามล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์เมื่อหกเดือนก่อน บัดนี้สั่นเครือด้วยความเหนื่อยล้า เอลริค จอมมารผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนทมิฬ ผู้มีเขาสีดำสนิทโค้งงอสง่างามบนศีรษะ กำลังนั่งยองๆ อยู่ข้างแปลงปลูกแครอทเวทมนตร์ สองมือสวมถุงมือหนังมังกรที่บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนตมสีดำสนิท ดวงตาสีแดงฉานที่เคยสร้างความหวาดผวาให้แก่ทวีป คลอหน่วยไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความอัดอั้น
เซนเหลือบสายตาขึ้นจากสมุดบัญชีผลผลิตพืชผลในมือ ชายหนุ่มในชุดคลุมนักบวชแห่งความตายที่ถูกดัดแปลงให้มีกระเป๋าหน้าอกสำหรับเสียบกรรไกรตัดแต่งกิ่ง ถอนหายใจเบาๆ อย่างนุ่มนวล ปลายปากกาขนนกในมือขยับจดบันทึกราคาตลาดของมะเขือเทศสีเลือดในสัปดาห์นี้ด้วยความสงบ
"ถ้าท่านไม่อยากคลุกดิน ท่านก็ช่วยหยิบจอบตรงโน้นไปขุดร่องระบายน้ำให้เรียบร้อยก่อนเถอะครับ ท่านเอลริค น้ำค้างแข็งเมื่อคืนเริ่มทำลายรากของต้นหอมวิญญาณแล้วนะ6รับ ถ้าผลผลิตเสียหาย ข้าคงต้องหักค่าแรงที่ท่านมาแอบกินพายฟักทองในห้องครัวเมื่อวานนี้เสียหน่อย"
"นี่ข้าคือจอมมารนะ! จอมมารผู้ปกครองกองทัพอสูรเจ็ดแสนนาย!" เอลริคตะโกนลั่นจนฝูงอีกาโครงกระดูกที่เกาะอยู่บนรั้วไม้ไผ่พากันบินหนีแตกตื่นด้วยความตกใจ เขาโยนซากกะหล่ำปลีเน่าทิ้งลงพื้นอย่างหัวเสีย ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งแปะกับพื้นดินอย่างไร้ฟอร์ม "ทำไมข้าต้องมานั่งทำอะไรแบบนี้ด้วยวะ... ข้าควรจะกำลังยืนอยู่บนระเบียบปราสาทจอมมาร มองดูมนุษย์หลั่งน้ำตาด้วยความสิ้นหวังซีวะ ไม่ใช่มานั่งปวดหลังก้มๆ เงยๆ ถอนวัชพืชให้ผักโขมเวทมนตร์เนี่ย!"
โบนี่ โครงกระดูกผู้ซื่อสัตย์ในชุดผ้ากันเปื้อนสีชมพูหวานแหวว เดินถือถังรดน้ำไม้เข้ามาใกล้ มันเอียงคอสงสัยเล็กน้อยก่อนจะใช้กระดูกนิ้วมือเคาะเบาๆ ที่กะโหลกของจอมมารหนุ่มเสมือนจะเตือนสติว่า *'อย่าอู้ งานยังไม่เสร็จ'*
เอลริคสะดุ้งโหยง ถอยหลังกรูดด้วยความหวาดผัว โบนี่อาจจะเป็นแค่โครงกระดูกไร้สติปัญญา แต่ด้วยแรงกายที่ถูกเซนเสริมด้วยเวทมนตร์เนโครแมนเซอร์ระดับสูง ทำให้มันสามารถยกหินก้อนเท่าบ้านได้สบายๆ และที่สำคัญ... มันเป็นลูกน้องที่จู้จี้เรื่องความสะอาดในแปลงเกษตรยิ่งกว่าแม่ยาย
"หลบไปนะไอ้โครงกระดูกเวร! ข้าไม่ได้กลัวแกนะโว้ย... ข้าแค่เกรงใจเจ้านายของแกต่างหาก" เอลริคพึมพำเสียงอ่อย พลางปาดเหงื่อที่ผสมกับคราบดินบนหน้าผากออกอย่างลวกๆ
เซนวางสมุดบัญชีลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ ใต้ร่มเงาของต้นแอปเปิ้ลวิญญาณ เขายกกาชาคาโมมายล์อุ่นๆ ขึ้นรินใส่แก้วเซรามิกสองใบ ก่อนจะยื่นแก้วหนึ่งให้ชายหนุ่มผู้ครองตำแหน่งศัตรูตัวฉกาจ บรรยากาศรอบตัวในยามบ่ายแก่ๆ มีเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดข้าวโพดสีทองและเสียงแมลงหวี่เวทมนตร์บินวนเวียน ช่างเป็นภาพที่ตัดกันอย่างสิ้นเชิงกับสถานะ "จอมมาร VS เนโครแมนเซอร์" ที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่
เอลริครับแก้วชามาถือไว้ด้วยมือที่ยังเปื้อนดิน ไออุ่นจากชาช่วยบรรเทาความหนาวเย็นของพลังงานความมืดในตัวเขาลงได้บ้าง เขาก้มมองเงาสะท้อนของตัวเองในผิวชา นิ่งเงียบไปนานนับนาที ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักบางอย่างในใจที่หนักอึ้งมาเนิ่นนาน
"เซน..." เสียงของเอลริคแผ่วเบาลงอย่างไร้เรี่ยวแรง ความเย่อหยิ่งทระนงตนก่อนหน้านี้มลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่แบกรับภาระอันหนักหน่วงเกินกว่าจะรับไหว
"ว่าอย่างไรครับ?" เซนจิบชาช้าๆ สายตาทอดมองออกไปยังทุ่งหญ้าที่ทอดยาวไปถึงแนวป่าสนด้านหลัง
"ข้า... อยากลาออกจากการเป็นจอมมารวะ"
ประโยคสั้นๆ นั้นลอยละล่องไปกับสายลม เซนไม่ได้แสดงอาการตกใจแม้แต่น้อย ราวกับเขาคาดเดาคำนี้ไว้อยู่แล้วตั้งแต่แรก ชายหนุ่มเพียงแค่ขยับยิ้มมุมปากเล็กน้อยอย่างสุภาพ
"เหตุผลล่ะครับ? สวัสดิการของกองทัพปีศาจไม่ดีพอ หรือว่าเบี้ยเลี้ยงชีพช่วงสงครามมันเบิกยาก?"
"ไม่ใช่เรื่องเงินโว้ย!" เอลริคตบเขานั่งผงะด้วยความอึดอัดใจ เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่จนไหล่ลู่ลง "แกก็รู้ว่าข้าไม่ได้อยากเป็นจอมมารตั้งแต่แรก พวกสภาผู้อาวุโสแห่งความมืดต่างหากที่บังคับข้า พวกมันบอกว่าสายเลือดของข้าบริสุทธิ์ที่สุด เหมาะแก่การเป็นหุ่นเชิดเพื่อทำสงครามแย่งชิงดินแดนกับพวกมนุษย์ แกคิดดูสิเซน ทุกๆ วันข้าต้องตื่นมาฟังพวกขุนนางปีศาจเถียงกันเรื่องยุทธศาสตร์การรบ ต้องเซ็นเอกสารประหารชีวิตพวกปีศาจชั้นผู้น้อยที่ทำผิดกฎโง่ๆ แถมยังต้องใส่ชุดเกราะเหล็กหนักสามสิบกิโลกรัมออกไปยืนแอ๊กท่าหน้ากองทัพท่ามกลางแดดเปรี้ยงๆ ทุกวันศุกร์อีก!"
เอลริคยกมือขึ้นกุมขมับ สีหน้าบ่งบอกถึงความทรมานทางจิต and และร่างกายอย่างแท้จริง
"ข้าเบื่อ... เบื่อสงคราม เบื่อคำสรรเสริญเยินยอจอมปลอม เบื่อแม้กระทั่งไอ้เขาสองข้างนี่ที่มันชอบไปเกี่ยวกับกิ่งไม้เวลาเดินในป่า ข้าแค่อยาก... ข้าแค่อยากปลูกอะไรสักอย่างที่มันงอกเงยขึ้นมาจากมือของตัวเอง อยากเห็นดอกไม้บานโดยที่ไม่มีคราบเลือดของใครเปื้อนอยู่บนกลีบดอกไม้บ้าง... มันผิดมากเลยหรือวะเซน?"
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่รอบแปลงเกษตรอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจหอบเหนื่อยของเอลริคและเสียงโบนี่ที่กำลังฮămฮัมเพลงกล่อมเด็กประหลาดๆ ขณะใช้เสียมพรวนดิน
เซนมองดูชายหนุ่มตรงหน้า แววตาของเนโครแมนเซอร์หนุ่มฉายแววเห็นอกเห็นใจอย่างลึกซึ้ง เขารู้ซึ้งถึงความรู้สึกของการ "ถูกกำหนดเส้นทางชีวิตโดยที่ตนเองไม่ได้เลือก" ดีกว่าใคร ปมในอดีตที่เขาเคยถูกผลักไสให้กลายเป็นจอมมารในคำทำนาย ก่อนที่เขาจะหนีหัวซุกหัวซุนมาสร้างฟาร์มเล็กๆ แห่งนี้ มันซ้อนทับกับภาพของเอลริคในตอนนี้ราวกับกระจกเงา
"การอยากมีชีวิตเป็นของตัวเอง... ไม่ใช่เรื่องผิดหรอกครับ ท่านเอลริค" เซนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและจริงใจ ชายหนุ่มวางแก้วชาลงบนโต๊ะ ก่อนจะเอื้อมมือไปตบไหล่ที่ห่อเหี่ยวของจอมมารหนุ่มเบาๆ สองครั้ง "แต่การที่ท่านจะทิ้งตำแหน่งจอมมารเฉยๆ โดยไม่เคลียร์บัญชีกับพวกสภาผู้อาวุโส มันเหมือนกับการเก็บเกี่ยวผลผลิตตอนที่มันยังไม่สุกงอม... มีแต่จะสร้างความเสียหายในระยะยาวนะครับ"
เอลริคเงยหน้าขึ้นมองเซน ดวงตาสีแดงฉานเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย "หมายความว่ายังไง? แกจะให้ข้ากลับไปรบกับพวกมันเหรอ?"
"เปล่าเลยครับ..." เซนยิ้มกริ่ม รอยยิ้มที่ทำให้เอลริครู้สึกเสียวสันหลังวาบทุกครั้ง "ในฐานะที่ท่านมาฝึกงานในแปลงเกษตรของผมได้ครบสามเดือนแล้ว ผมคิดว่าท่านมีความรู้เรื่องการทำปุ๋ยหมักและการกำจัดวัชพืชในระดับที่ใช้ได้ทีเดียว... ทำไมเราไม่ใช้ทักษะใหม่เหล่านี้ ในการ 'ปฏิรูป' กองทัพปีศาจเสียใหม่ล่ะครับ?"
"ห๊ะ? ปฏิรูปกองทัพปีศาจ? ด้วยปุ๋ยหมักเนี่ยนะ?!" เอลริคอ้าปากค้าง
"ใช่ครับ..." เซนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาของเขาพาดทับร่างของจอมมารหนุ่ม นัยน์ตาสีม่วงเข้มเป็นประกายด้วยความเจ้าเล่ห์เล็กน้อย "เราจะเปลี่ยนปราสาทจอมมารให้กลายเป็นนิคมเกษตรกรรมอินทรีย์ขนาดใหญ่ที่สุดในสามทวีป เปลี่ยนพวกออร์คและก็อบลินให้มาเป็นแรงงานในไร่นา และถ้าพวกสภาผู้อาวุโสขัดขวาง..."
เซนหันไปมองโบนี่ที่กำลังถือเคียวเกี่ยวข้าวคมกริบยืนส่งยิ้มไร้วิญญาณให้
"...เราก็แค่ใช้ซากกระดูกของพวกมัน มาทำเป็นโครงกระดูกเฝ้าแปลงแตงโม น่าจะคุ้มค่ากว่าปล่อยให้พวกมันแก่ตายไปเฉยๆ นะครับว่าไหม?"
เอลริคกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สมองของจอมมารหนุ่มกำลังประมวลผลข้อเสนอสุดบ้าบิ่นนี้ ทว่าในขณะที่เขากำลังจะอ้าปากเอ่ยคำตอบ ทันใดนั้นเอง ท้องฟ้าสีครามเหนือฟาร์มก็พลันมืดครึ้มลงฉับพลัน ลมพัดกรรโชกแรงจนต้นแอปเปิ้ลวิญญาณสั่นสะเทือน ไอความมืดทึบที่คุ้นเคยแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ
เสียงฝีเท้าหนักอึ้งนับร้อยคู่ดังสะเทือนเลื่อนลั่นมาจากทางหน้าประตูฟาร์ม พร้อมกับเสียงตะโกนก้องที่ทำเอาเอลริคหน้าซีดเผือก
"พบตัวแล้ว! องค์จอมมารเอลริค! พวกเราสภาผู้อาวุโสแห่งความมืดนำกองทัพมาอัญเชิญพระองค์กลับไปทำสงครามล้างโลก ณ บัดนี้!"
เซนหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงนิ่งสงบ ขณะที่เอลริคผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
ทว่า ก่อนที่ใครจะได้ขยับตัวทำอะไร แสงสว่างสีทองเจิดจ้าก็พุ่งทะลวงลงมาจากท้องฟ้า ผ่ากลางกองทัพปีศาจที่บุกเข้ามาจนฝุ่นตลบอบอวล และเมื่อควันจางลง บุคคลที่ไม่คาดฝันที่สุดในจักรวาลนี้ก็ก้าวเท้าออกมาจากกลุ่มควัน พร้อมกับถือเอกสารสัญญาจ้างงานฉบับมหึมาในมือ
"สวัสดีค่ะ... เอ่อ ขออภัยค่ะ สวัสดีครับท่านเซน พอดีดิฉัน... ผมหมายถึง ผมได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรแห่งสวรรค์ ให้มาตรวจสอบเรื่องการใช้แรงงานปีศาจผิดกฎหมายในฟาร์มแห่งนี้ครับ!"
ขอบพระคุณทุกท่านที่แวะมาร่วมปลูกผักและปั่นป่วนหัวใจจอมมารไปด้วยกันในตอนนี้นะครับ!
เกิดใหม่เป็นเนโครแมนเซอร์ดันมาเป็นเกษตรกรในเกมออนไลน์สุดป่วน•ตอนที่ 44
ความลับของจอมมารเอลริค
ผลงานโดย เนโครแมนเซอร์ฝึกหัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เนโครแมนเซอร์ฝึกหัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เกิดใหม่เป็นเนโครแมนเซอร์ดันมาเป็นเกษตรกรในเกมออนไลน์สุดป่วน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!