กองกระดาษโน้ตโพสต์อิทสีสะท้อนแสงนับร้อยแผ่นแปะกระจายเกลื่อนอยู่บนโต๊ะไม้สีอ่อนในห้องสมุดคณะอักษรศาสตร์ราวกับรังของศิลปินแนวพอยทิลลิสม์ มีนามือข้างหนึ่งถือปากกาไฮไลต์สีชมพูสะท้อนแสง อีกข้างขยุ้มเส้นผมยาวสลวยจนยุ่งเหยิงเป็นรังนก ดวงตากลมโตคู่สวยจ้องมองสมุดบันทึกเล่มหนาด้วยความแค้นเคืองปนสิ้นหวัง ขณะที่ริมฝีปากขยับมุบมิบท่องจำอะไรบางอย่างเสียงเบาหวิว
"มวลแอลฟาคือฮีเลียมสี่... มวลบีตานั้นคืออิเล็กตรอน... โอ๊ย! ทำไมฟิสิกส์มันจำยากจำเย็นแบบนี้วะเนี่ย!" มีนาโวยวายเบาๆ พลางทิ้งหัวโขกลงกับโต๊ะไม้เสียงดัง *โป๊ก* จนคนโต๊ะข้างๆ หันมามองด้วยสายตาดุๆ
"ถ้าใช้หัวโขกโต๊ะแล้วสอบผ่าน วิชาควอนตัมฟิสิกส์คงมีคนได้เกรด A เต็มห้องไปนานแล้วล่ะครับคุณติวเตอร์คนเก่ง"
เสียงทุ้มนุ่มคุ้นหูดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงของธันวาที่หย่อนตัวลงนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างถือวิสาสะ ในมือของพ่อหนุ่มนักฟิสิกส์ตัวแสบมีแก้วชาเขียวเย็นเจี๊ยบที่หยดน้ำเกาะพราว กับแซนด์วิชแฮมชีสส่งกลิ่นหอมกรุ่น วางลงตรงหน้าคนกำลังหัวเสียพพอดี
"ใครอนุญาตให้นั่งไม่ทราบ แล้วก็ไม่ต้องมาทำดีเลย นายธันวา!" มีนาเงยหน้าขึ้นมาแยกเขี้ยวใส่ทันที ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความคับแค้นใจ "ฉันกำลังจะบ้าตายกับฟิสิกส์นิวเคลียร์ของคุณอยู่แล้วเนี่ย! ทำไมสูตรมันถึงได้เยอะแยะ ยุกยิก ยั้วเยี้ย ยิ่งกว่ากิ้งกือรวมร่างกับตะขาบแบบนี้เล่า!"
ธันวาหลุดหัวเราะพรืดออกมาเบาๆ กับคำเปรียบเปรยอันเป็นเอกลักษณ์ของคนตรงข้าม เขายกมือขึ้นทัดปอยผมที่หลุดลุ่ยลงมาปรگแก้มใสของมีนาออกอย่างเป็นธรรมชาติ โดยที่เจ้าตัวยังไม่ทันได้ตั้งตัว
"อ๊ะ! ทำอะไรเนี่ย มือไม้ไม่ 3G หรือไงเล่า!" มีนาสะดุ้งสุดตัว รีบเอามือปัดป้องใบหน้าร้อนผ่าวของตัวเอง ใบหูขาวเนียนเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำอย่างรวดเร็ว
"ผมแค่กลัวว่าผมรุงรังๆ ของคุณจะไปบังสมองส่วนความจำหมดน่ะครับ เห็นนั่งท่องจนหน้าดำหน้าแดง ผมในฐานะเซียนฟิสิกส์ผู้หวังดีต่ออนาคตชาติ เลยแวะซื้อเสบียงมาเติมพลังให้" ธันวาอมยิ้มกริ่ม ดวงตาคมกริบพราวระยับด้วยความสนุกสนานยามได้เห็นแมวขู่ฟ่อ "ว่าแต่... เมื่อกี้บ่นว่าจำสูตรไม่ได้เหรอครับ?"
"ใช่! จำไม่ได้ โคตรจะจำไม่ได้เลย!" มีนากระแทกเสียงใส่ หยิบสมุดขึ้นมาเปิดหน้าสูตรฟิสิกส์โชว์ให้ดูราวกับจะประจานความโหดร้ายของโลกใบนี้ "ดูสิ! $E=mc^2$ มันยังพอไหว แต่ไอ้พวกค่าคงที่ของพลังงานกัมมันตรังสี กฎการสลายตัวของสารรังสี $N = N_0 e^{-\lambda t}$ นี่มันอะไรวะเนี่ย! มองทีไรนึกว่าภาษาราชตระกูลเอลฟ์ในเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ สมองภาษาศาสตร์ของฉันมันต่อต้านตัวเลขพวกนี้เว้ย!"
ธันวาโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ศอกทั้งสองข้างวางบนโต๊ะ ประสานมือไว้ใต้คาง ดวงตาคมมองสำรวจใบหน้าบูดบึ้งของคนตรงข้ามด้วยความเอ็นดูระคนขบขัน
"ก็คุณไปจำแบบท่องจำเหมือนท่องอาขยาน มันก็เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาออกไปทางรูขุมขนหมดนสิครับ ฟิสิกส์น่ะ... จริงๆ แล้วมันมีความโรแมนติกซ่อนอยู่เสมอนะ"
"โรแมนติกบ้านแกส-!" มีนากลืนคำด่ากลับลงคอแทบไม่ทัน เมื่อธันวาชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้วทำท่าขัดจังหวะ
"ลองเปลี่ยนวิธีดูไหมล่ะครับ แทนที่จะจำด้วยตัวเลขแห้งๆ... ทำไมเราไม่ลองใช้ทักษะเอกภาษาและวรรณกรรมของคุณมาแปลงร่างมันให้เป็น 'บทกวี' ดูล่ะ?"
มีนากะพริบตาปริบๆ ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่สะดุดกึก สมองส่วนประมวลผลภาษาเริ่มทำงานทันทีโดยอัตโนมัติ "บทกวีเหรอ? หมายความว่ายังไง?"
"ก็หมายความว่า..." ธันวาหยิบปากกาในมือมีนามาหมุนเล่นเบาๆ "เอาสูตรฟิสิกส์ที่จำยากๆ มาแต่งเป็นโคลง กลอน หรือกลอนสี่สุภาพที่คล้องจองกันไงครับ คนเรียนสายภาษาน่าจะชอบการร้อยเรียงคำไม่ใช่เหรอ? ลองใช้จุดแข็งของตัวเองมาสยบจุดอ่อนดูสิครับคุณติวเตอร์"
ดวงตากลมโตของมีนาเบิกกว้างขึ้นทีละน้อย ประกายแห่งความหวังเริ่มสטว่างวาบขึ้นในแววตา เธอนิ่งคิดไปชั่วขณะ สมองที่เชี่ยวชาญการคัดสรรถ้อยคำเริ่มประมวลผลทฤษฎีในหัวทันที
"อืม... ถ้าเป็นสูตรการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี... $N = N_0 e^{-\lambda t}$..." มีนาพึมพำกับตัวเอง นิ้วมือเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ "กาลเวลาผันผ่าน... ปริมาณสารร่วงหล่น... ค่าคงที่หลบซ่อน... ในเลขชี้กำลัง... เฮ้ย!"
มีนาอุทานออกมาเสียงดังลั่นจนบรรณารักษ์ในห้องสมุดส่งเสียง "ชشส์!" เตือน ธันวายกมือขึ้นขอโทษบรรณารักษ์โค้งหัวหงกๆ ก่อนจะหันมาอมยิ้มกว้างให้คนตรงหน้า
"เป็นไงบ้างครับ ไอเดียกระฉูดรึยัง?"
"เห้ย ธันวา! นายมันอัจฉริยะว่ะ!" มีนาลืมตัว เอื้อมมือไปตบไหล่กว้างของชายหนุ่มเต็มแรงด้วยความดีใจ ใบหน้าสวยเปื้อนยิ้มกว้างจนตาหยี ความเหนื่อยล้าเมื่อครู่หายเป็นปลิดทิ้ง "แบบนี้สิ! เอาล่ะ ฟังฉันนะ... *'มวลตั้งต้น $N_0$ เริ่มสลาย... ตามเวลาที่ผันไปไม่หยุดยั้ง... เหลือปริมาณ $N$ ตั้งความหวัง... ดั่งพลังเอ็กซ์โปเนนเชียลเอย!'* โอ้โห โคตรคล้องจอง โคตรเท่ โคตรมีความหมาย!"
ธันวานั่งมองรอยยิ้มสดใสและแววตาเป็นประกายของคนตรงข้าม หัวใจเจ้ากรรมกระตุกวูบไปจังหวะหนึ่ง รอยยิ้มที่มักจะกวนประสาทอยู่เสมอกลับกลายเป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนและอบอุ่นอย่างประหลาด เขานิ่งงันไปชั่วขณะ ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่โอบกอดบรรยากาศรอบตัว ท่ามกลางกองกระดาษโน้ตและกลิ่นหอมจางๆ ของชาเขียว
มีนาที่เพิ่งรู้ตัวว่าเผลอเนื้อตัวใกล้ชิดและแสดงอาการดีใจจนออกนอกหน้าเกินไป ก็ค่อยๆ หุบยิ้ม ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้งจนลามไปถึงต้นคอ เธอรีบชักมือกลับแล้วกระแอมกระไอมกลบเกลื่อนอาการประหม่า
"อะ...แฮهم! มองอะไรเล่า! มองแบบนี้หมายความว่าไง อยากโดนตบด้วยพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานสักรอบไหมฮะ?" มีนาเชิดหน้าขึ้นทำเป็นกลบเกลื่อนความเขินด้วยการหาเรื่อง
"เปล่าครับ แค่คิดว่า..." ธันวาโน้มตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่เริ่มหลบเลี่ยง "เวลาที่คุณตั้งใจเรียนฟิสิกส์... มันน่ารักกว่าเวลาที่คุณบ่นโวยวายตั้งเยอะเลยนะ"
ตูม! เหมือนมีระเบิดปรมาณูย่อมๆ มาลงกลางโต๊ะหนังสือ มีหน้ารู้สึกเหมือนเลือดสูบฉีดขึ้นมาบนใบหน้าจนร้อนผ่าวไปหมด สมองที่เพิ่งแต่งกลอนฟิสิกส์ได้อย่างคล่องแคล่วกลับรวนเรจนช็อตค้างไปดื้อๆ
"นะ... นายพูดบ้าอะไรเนี่ย! ใครน่ารักฟะ! ฉันเป็นผู้ชายนะเว้ย! เอ่อ... หมายถึง หน้าตาฉันออกจะแมนๆ คมเข้มต่างหากเล่า!" มีนาโวยวายเสียงตะกุกตะกัก มือไม้ปัดป่ายคว้าสมุดโน้ตมาปิดหน้าตัวเองแทบไม่ทันเพื่อซ่อนใบหน้าที่แดงก่ำจนปิดไม่มิด
ธันวาหลุดหัวเราะร่วนด้วยความเอ็นดู เขารู้สึกว่าการได้แกล้งคนขี้โวยวายคนนี้ให้เขินจนมุมคือความสุขในชีวิตประจำวันอย่างหนึ่งจริงๆ
"โอเคๆ ไม่แกล้งแล้วครับ เดี๋ยวคุณติวเตอร์จะระเบิดตัวตายซะก่อน" ธันวายอมถอยหลังพิงพนักเก้าอี้แต่โดยดี ก่อนจะชี้ไปที่สมุด "ไหนล่ะครับ บทกวีสูตรต่อไป เอาสูตรไหนดี แม่นางมีนา"
มีค่อยๆ ลดสมุดโน้ตลงมาครึ่งหน้า ดวงตากลมโตค้อนขวับส่งค้อนวงใหญ่ให้พ่อหนุ่มตัวแสบ แต่ริมฝีปากบางกลับแอบอมยิ้มโดยที่เจ้าตัวก็ไม่รู้ตัวเช่นกัน
บรรยากาศในมุมห้องสมุดเงียบสงบลงอีกครั้ง มีนาเริ่มก้มหน้าก้มตาแต่งกลอนเพื่อท่องจำสูตรฟิสิกส์ตัวถัดไป โดยมีธันวานั่งเท้าคางมองรอยยิ้มและท่าทางขมักเขม้นนั้นด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบายด้วยทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ใดๆ
มือหนาแอบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาใต้โต๊ะอย่างเงียบเชียบ นิ้วเรียวกดเข้าไปในแอปพลิเคชันแชตยอดฮิต พิมพ์ข้อความบางอย่างยาวเหยียดลงไปในห้องสนทนาส่วนตัวระหว่างเขากับมีนา โดยที่เจ้าตัวกำลังก้มหน้าก้มตาแต่งกลอนฟิสิกส์อย่างตั้งอกตั้งใจโดยไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย
*ธันวา: "อันที่จริง... ผมไม่ต้องท่องจำสูตรความเร่งโน้มถ่วงอะไรนั่นหรอกครับ เพราะทุกครั้งที่อยู่ใกล้คุณ... แรงดึงดูดระหว่างมวลหัวใจสองดวงมันพุ่งสูงเกินค่าคงที่ของโลกไปไกลลิบจนฉุดไม่อยู่แล้วล่ะครับ มีนา..."*
นิ้วชี้ของธันวาชะงักค้างอยู่เหนือปุ่มส่งข้อความ หัวใจเต้นระรัวด้วยความลังเล ความกลัวที่จะทำลายบรรยากาศดีๆ ปะทะเข้ากับความอยากเปิดเผยความรู้สึกที่เก็บไว้มานาน เขาชั่งใจอยู่เสี้ยววินาที... แต่ก่อนที่สมองจะทันได้สั่งการ นิ้วเจ้ากรรมดันเผลอกดส่งข้อความนั้นออกไปเต็มแรง!
*ติ๊ง!*
เสียงแจ้งเตือนข้อความดังขึ้นเบาๆ บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ขอบโต๊ะตรงหน้ามีนาพอดีเป๊ะ!
มีนาชะงักกึก เงยหน้าขึ้นจากสมุดโน้ต ดวงตากลมโตมองหน้าจอโทรศัพท์ที่สว่างวาบขึ้นมาสลับกับใบหน้าของธันวาที่ตอนนี้ซีดเผือดลงถนัดตา สัญชาตญาณความเร็วแสงทำให้ธันวารemมือไปหมายจะคว้าโทรศัพท์มากดยกเลิกข้อความ แต่มีนากลับเร็วกว่าคว้าหมับเข้าที่ตัวเครื่องยกขึ้นมาดูระดับสายตาเต็มๆ ตา!
ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นทีละน้อย อ่านข้อความยาวเหยียดบนหน้าจอซ้ำไปซ้ำมาสามรอบรวด ใบหน้าที่เพิ่งหายแดงเมื่อครู่กลับพุ่งทะยานขึ้นสีแดงจัดยิ่งกว่าเดิมจนร้อนผ่าวไปถึงใบหู สมองของติวเตอร์สาวคนเก่งถึงกับน็อตหลุดและดับวูบลงในทันที!
"...ธะ...ธันวา... นาย... นายส่งบ้าอะไรมาเนี่ยยยยยย!"
มีนาหวีดร้องลั่นห้องสมุดจนบรรณารักษ์ลุกขึ้นยืนชี้หน้าเตรียมเดินตรงดิ่งมาหาด้วยความโกรธเกรี้ยว ขณะที่ธันวานั่งกุมขมับ ยิ้มแห้งๆ ด้วยความหมดAรอาตายร้ายبر ด้วยความรู้สึกว่า... คราวนี้คงวิ่งหนีตายไม่พ้นแน่ๆ แล้วครับ!
---
*(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะเวียนมาร่วมท่องจำสูตรฟิสิกส์หัวใจไปพร้อมกับความโบ๊ะบ๊ะนี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับ!)*
เซียนฟิสิกส์จอมกวนกับคุณติวเตอร์ขี้โวยวาย•ตอนที่ 4
ทฤษฎีความจำในแบบคนขี้โวยวาย
ผลงานโดย วิทยาศาสตร์รอบตัว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (วิทยาศาสตร์รอบตัว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนฟิสิกส์จอมกวนกับคุณติวเตอร์ขี้โวยวาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!