"ถอยไปย่ะ ธันวา! แกจะมาทำเท่เป็นพระเอกมิวสิกวิดีโอตอนนี้ไม่ได้ อีตานี่ถือประแจบล็อกเบอร์สิบนะเว้ย ไม่ใช่ก้านมะยม!"
เสียงโวยวายแหลมสูงของมีนาดังทะลุห้องนั่งเล่นจนฝุ่นแทบคลุ้ง เธอพยายามจะดันร่างสูงโปร่งของธันวาให้หลบไปพ้นรัศมีอันตราย แต่ไอ้พ่อหนุ่มนักฟิสิกส์ตัวดีกลับยืนปักหลักนิ่งสนิทราวกับเสาเข็มตอกไมโครไพล์ ขวางเธอไว้เสียมิดชิด แม้ว่าบนหน้าผากของเขาจะมีเม็ดเหงื่อผุดพรายออกมาเป็นสาย และลมหายใจจะร้อนผ่าวผิดปกติก็ตาม
"ใจเย็นก่อนสิครับคุณติวเตอร์..." ธันวาเอ่ยเสียงแหบพร่า รอยยิ้มมุมปากยังคงกวนประสาทได้โล่แม้ในยามที่สถานการณ์ตรงหน้าดูจะไม่ค่อยสู้ดีนัก "ตามกฎของโมเมนตัมและการชนแล้ว ถ้าเขาก드มาทางนี้ แรงปะทะจะตกที่คนข้างหน้า... ซึ่งก็คือผม ผู้มีมวลกายมากกว่าคุณไงครับ"
"นี่มันใช่เวลามาฟิสิกส์ไหมไอ้บ้า!" มีนากำชายเสื้อฮู้ดของธันวาแน่นจนยับยู่ยี่ หัวใจเธอดวงน้อยๆ เต้นรัวระทึกจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก ไม่ใช่เพราะตื่นเต้นกับผู้ชายแปลกหน้าที่ก้าวเข้ามาในห้องยามวิกาลหรอกนะ... แต่เพราะไอ้ตัวต้นเรื่องที่ยืนแอคท่าปกป้องเธออยู่นี่ตัวรุมร้อนซะยิ่งกว่าเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชัน!
แขกยามวิกาลที่ว่า ไม่ใช่โจรปล้นบ้านหรือฆาตกรโรคจิตที่ไหนหรอกครับ แต่เป็น "พี่ภัทร" ช่างซ่อมแอร์กะ야ที่คอนโดส่งมาต่างหาก หลังจากที่แอร์ตัวเก่งในห้องนอนของธันวาเกิดช็อกดับกลางดึกพร้อมกับสายน้ำที่รั่วทะลักลงมาเหมือนเขื่อนแตก แต่ประเด็นคือ... ธันวาซึ่งป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์B เล่นใหญ่จัดหนัก แกล้งทำเป็นสำออยล้มพับคาโซฟา จนมีนาที่บังเอิญมาส่งการบ้าน (และโดนบังคับให้ช่วยตรวจสต็อกหนังสือ) ต้องติดแหง็กอยู่ในห้องนี้อย่างไร้ทาง
"อ้าว น้องธันวา กับแฟนเหรอครับเนี่ย ขอโทษทีนะพี่ทำเสียงดังไปหน่อย พอดีท่อมันตันน่ะ" พี่ภัทรช่างซ่อมแอร์เอ่ยทักด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดี พร้อมกับชูประแจในมือขึ้นทักทาย
"ไม่ใช่แฟนครับ..." มีนารีบละล่ำละลักปฏิเสธเสียงดังฟังชัด หน้าแดงแจ๋ด้วยความเขินอายปนโมโห "ฉันเป็นแค่ทาส... เอ้ย! เป็นติวเตอร์จำเป็นที่หลงกลมาติดกับดักไอ้เด็กนี่ต่างหากล่ะค่ะ!" (เอ้ย! ครับ!) มีนาเกือบเผลอหลุดปากพูดคำลงท้ายตามความคุ้นชิน แต่ก็รีบกลืนกลับลงคอแทบไม่ทันเมื่อสายตาดุๆ ของธันวาหันขวับมามอง
"แหม เสียดายจังนะครับ..." ธันวาหันไปกระซิบข้างหูมีนาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ลมหายใจร้อนจัดที่เป่ารดต้นคอทำเอาขนลุกซู่ "ผมนึกว่าคุณยอมรับสถานะ 'คนดูแลส่วนตัว' ไปแล้วซะอีก... โอ๊ย!"
ไม่ทันขาดคำ นิ้วเรียวของมีนาก็หยิกหมับเข้าที่สีข้างของคนป่วยโรคเรื้อรังเข้าให้เต็มแรง จนธันวาต้องร้องจ๊ากออกมาเบาๆ หน้าตาเหเกด้วยความเจ็บปวดปนเอ็นดู
หลังจากช่างซ่อมแอร์จัดการเคลียร์พื้นที่และขอตัวกลับไป ปล่อยให้ห้องกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง บรรยากาศภายในห้องนอนขนาดกะทัดรัดกลับอบอวลไปด้วยความอึดอัดประหลาด ธันวาทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาบนอนด้วยความหมดสภาพ สีหน้าของเขาซีดเซียว ดวงตาคู่นคมที่เคยพราวระยับด้วยความเจ้าเล่ห์ บัดนี้กลับมีร่องรอยความอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด
มีนายืนกอดอกมองร่างที่นอนซมอยู่บนเตียงด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งหมั่นไส้ ทั้งโกรธ และลึกๆ แล้ว... ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีความเป็นห่วงเจืออยู่เต็มอก
"สมน้ำหน้า!" มีนาเปิดฉากบ่นกระพือ "บอกให้กินยานอนตั้งแต่หัวค่ำก็ไม่ยอมเชื่อ ทำเป็นอวดเก่งบอกว่าภูมิต้านทานดีกรีฟิสิกส์ทฤษฎีสูงส่ง สุดท้ายเป็นไงล่ะ? นอนซมเป็นหมาหงอยเลยไอ้คุณธันวา"
ธันวาปรือตาขึ้นช้าๆ เขายิ้มแห้งๆ ส่งให้เธอ ดวงตาคู่นั้นมองสำรวจใบหน้าบึ้งตึงของติวเตอร์สาวที่ยืนเท้าสะเอวอยู่ปลายเตียง "คุณมีนาครับ... รู้ไหมว่าทำไมเวลาคนเราไม่สบาย ตัวถึงต้องร้อนขึ้น?"
"ไม่รู้โว้ย! จะบ้าตายอยู่แล้วยังจะมาเล่นมุกฟิสิกส์อีก!"
"ฟังก่อนสิครับ..." ธันวาฝืนยันตัวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง ชี้มือไปที่หน้าผากตัวเอง "ตามหลักอุณหพลศาสตร์ (Thermodynamics) แล้ว เมื่อร่างกายติดเชื้อ ระบบภูมิคุ้มกันจะสั่งให้สมองส่วนไฮโปทาลามัสปรับอุณหภูมิแกนกลางของร่างกายให้สูงขึ้น เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ร้อนเกินกว่าที่เชื้อโรคจะเจริญเติบโตได้... พูดง่ายๆ ก็คือ ร่างกายผมกำลังพยายามกำจัดสิ่งแปลกปลอมออกไป"
"แล้วมันเกี่ยวกับฉันตรงไหนยะ?" มีนาเลิกคิ้วสูง
"เกี่ยวสิครับ..." ธันวาเว้นจังหวะ ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของเธอ "เพราะต่อให้ร่างกายผมจะมีความร้อนจำเพาะ (Specific Heat Capacity) สูงแค่ไหน... แต่ถ้าไม่มี 'ความร้อน' จากความใส่ใจของคุณมาคอยเติมเต็มในตอนนี้ อุณหภูมิในใจผมก็คงดิ่งลงจนติดลบแน่ๆ เลยล่ะครับ"
เปรี้ยง!
เหมือนมีสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจ มีนาอ้าปากค้าง รู้สึกว่าเลือดลมในกายสูบฉีดขึ้นมาบนใบหน้าจนร้อนผ่าวไปหมด ยัยติวเตอร์สาวสะบัดหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่เผลอหลุดออกมาอย่างไม่ตั้งใจ "ปากดีจริงๆ นะแก! เป็นไข้จนเพ้อไปใหญ่แล้วมั้งเนี่ย"
"ไม่ได้เพ้อสักหน่อย..." ธันวาเสียงแผ่วลง มือหนายื่นออกไปดึงชายเสื้อการ์ตูนของมีนาเบาๆ คล้ายเด็กน้อยออดอ้อน "ผมหนาวจังเลยครับ... คุณมีนาช่วยวัดไข้ให้ผมหน่อยสิครับ แบบที่หมอเขาทำกันน่ะ"
"วัดเองสิยะ ปรอทอยู่ลิ้นชักโต๊ะนั่น!" มีนาชี้ไม้ชี้มือ
"มือผมไม่มีแรง..." ธันวาทำหน้าหงอยสนิท "นะ... นะครับ นะครับคนดี ช่วยเช็ดตัวให้ผมหน่อย ไม่งั้นคืนนี้ผมช็อกตายคาเตียงแน่ๆ เลย"
ให้ตายเถอะ... แพ้ทางอีกแล้ว!
มีนาถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความยอมจำนน เธอเดินไปหยดน้ำอุ่นใส่กะละมังใบเล็ก หยิบผ้าขนหนูผืนนุ่มมาบิดหมาดๆ แล้วเดินกลับมาที่เตียงด้วยท่าทีเก้ๆ กังๆ หัวใจดวงน้อยเต้นโครมครามยามที่ต้องเอื้อมมือไปปลดกระดุมเสื้อฮู้ดสีเทาของคนป่วยออกทีละเม็ด เผยให้เห็นแผงอกกว้างที่มีกล้ามเนื้อพอเหมาะตามประสาผู้ชายสุขภาพดี แม้จะมีร่องรอยความอิดโรยก็ตาม
ขณะที่ผ้าขนหนูอุ่นๆ ลูบไล้ไปตามลำคอ ไหปลาร้า และลาดไหล่กว้าง ธันวาก็นอนนิ่งเงียบ ดวงตาคมกริบจับจ้องใบหน้าหวานที่กำลังตั้งอกตั้งใจเช็ดตัวให้เขาอย่างทะนุถนอม ความเงียบงันในห้องนอนกว้างถูกแทนที่ด้วยเสียงลมหายใจสม่ำเสมอและเสียงหัวใจที่เต้นรำไปพร้อมกัน
"มองอะไรเล่า?" มีนาเอ็ดเบาๆ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาแล้วพบว่าสายตาคู่นั้นกำลังจ้องเธอเขม็งโดยไม่กะพริบตา
"มองคนที่ทำให้ผมรู้ว่า..." ธันวาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ นุ่มนวล และจริงจังอย่างที่หาได้ยากยิ่ง "ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดในโลกนี้... ก็ยังอธิบายความรู้สึกอุ่นวาบที่เกิดขึ้นในอกเวลาที่มีคุณอยู่ใกล้ๆ ไม่ได้เลยสักทฤษฎีเดียว"
มีนาชะงักมือที่กำลังถือผ้าขนหนู ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันเต็มไปด้วยกระแสความรู้สึกบางอย่างที่เต้นเร้าอยู่ในอากาศ รอบตัวพวกเขาราวกับมีสนามแม่เหล็กแรงสูงดึงดูดเข้าหากันอย่างต้านทานไม่ได้
ธันวาขยับตัวเข้ามาใกล้โดยไม่รู้ตัว ปลายจมูกโด่งคลอเคลียอยู่ใกล้แก้บเนียนของหญิงสาว ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดผิวแก้มจนมีนาแทบจะหลอมละลาย เธอกลั้นหายใจ สมองขาวโพลนคิดอะไรไม่ออกสักอย่าง นอกจากเสียงหัวใจตัวเองที่ดังแข่งกับนาฬิกาแขวนผนัง
ติ๊ก... ต็อก... ติ๊ก... ต็อก...
ธันวาก้มหน้าลงช้าๆ ระยะห่างระหว่างใบหน้าลดลงเหลือเพียงไม่กี่เซนติเมตร ดวงตาคู่คมมองริมฝีปากอิ่มที่เม้มเข้าหากันแน่นด้วยความประหม่า ก่อนที่เขาจะกระซิบแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบจากความฝัน
"ถ้าผมจะบอกว่า... ผมไม่ได้ป่วยแค่กาย แต่หัวใจมันติดเชื้อ 'รัก' เข้าเต็มเปา..." ธันวาเว้นจังหวะ ปลายจมูกชนเข้ากับแก้มของเธอเบาๆ "คุณจะช่วยรับเป็น 'ยาแก้พิษ' ให้ผมตลอดชีวิต... ได้ไหมครับ?"
มีนาหลับตาปี๋ หัวใจเต้นรำระทึกจนแทบจะทะลุออกจากอก ความอบอุ่นจากร่างกายของคนตรงหน้าแผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจจนเธอเผลอพยักหน้ารับเบาๆ โดยไม่รู้ตัว
แต่ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะแตะสัมผัสกันเพื่อสร้างปฏิกิริยาเคมีครั้งสำคัญ เสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียงก็แผดเสียงกรีดร้องดังลั่นทำลายบรรยากาศโรแมนติกจนพังไม่เป็นท่า!
*Rrrrrrr!*
มีนาสะดุ้งสุดตัว ผลักร่างของธันวาออกห่างทันทีด้วยความตกใจ ใบหน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหู เธอรีบคว้ากะละมังน้ำแล้ววิ่งแจ้นหายเข้าไปในห้องน้ำราวกับหนีผี ปล่อยให้ธันวานอนกุมขมับหัวเราะร่าออกมาเบาๆ ด้วยความเสียดาย
ธันวาเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือบนหัวเตียงขึ้นมาดู หน้าจอแสดงสายเรียกเข้าที่ไม่ได้รับจาก "แม่" พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนป๊อปอัปบางอย่างจากแอปพลิเคชันแชตที่เผลอกดค้างไว้...
และเมื่อเขาอ่านข้อความที่ตัวเองพิมพ์ค้างไว้แล้วเผลอกดส่งออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจก่อนหน้านี้ ดวงตาคมกริบก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจสุดขีด!
*(ข้อความแชตที่ส่งไปหา "มีนา": "งั้นคืนนี้... นอนค้างห้องผมนะที่รัก ห้ามปฏิเสธเด็ดขาด")*
ธันวาหน้าถอดสี รีบใช้นิ้วโป้งรัวกดปุ่มยกเลิกข้อความ (Unsend) อย่างลนลาน แต่ทว่า... มันขึ้นเครื่องหมายติ๊กถูกสองดวงสีเข้มเด่นหร่า พร้อมกับเสียงเปิดประตูกระจกห้องน้ำดังแอ๊ดเบาๆ...
มีนาก้าวออกมาจากห้องน้ำด้วยใบหน้าบึ้งตึง ดวงตากลมโตจ้องเขม็งมาที่เขา พร้อมกับโทรศัพท์มือถือในมือของเธอที่สั่นระริกด้วยข้อความล่าสุดที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอเต็มๆ ตา!
--------------------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาสัมผัสความอบอุ่นปนความกวนประสาทของคู่หูคู่นี้ด้วยกันนะครับ!
เซียนฟิสิกส์จอมกวนกับคุณติวเตอร์ขี้โวยวาย•ตอนที่ 10
ความร้อนจำเพาะของคนขี้หยอด
ผลงานโดย วิทยาศาสตร์รอบตัว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (วิทยาศาสตร์รอบตัว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนฟิสิกส์จอมกวนกับคุณติวเตอร์ขี้โวยวาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!