"ถ้าคุณยังเงียบใส่อีกสามวินาที ผมจะถือว่าคุณยอมรับว่าผมเป็นศูนย์กลางจักรวาลของคุณแล้วนะครับ มีนา"
เสียงทุ้มต่ำเจือความกวนประสาทดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบของดาดฟ้าตึกคณะวิทยาศาสตร์ ลมยามค่ำคืนพัดเอาไอเย็นระลอกใหญ่เข้ามาปะทะผิวกายจนต้องกระชับเสื้อแจ็คเก็ตให้แน่นขึ้น บนพื้นคอนกรีตสีเทาเข้ม มีนากำลังนั่งกอดเข่าอยู่บนเสื่อปิกนิกผืนเล็ก ดวงตากลมโตคู่สวยจ้องเขม็งไปยังกระป๋องน้ำอัดลมในมือ ก่อนจะเงยขึ้นค้อนขวับใส่พ่อหนุ่มอัจฉริยะที่นอนเอกเขนกหนุนตักตัวเองอยู่หน้าตาเฉย
"หลงตัวเองขั้นวิกฤตเกินไปแล้วนะธันวา!" มีนาโวยวายเสียงดังลั่นพร้อมกับใช้มือข้างหนึ่งผลักไหล่กว้างเบาๆ "ใครเขาจะไปยกเธอเป็นศูนย์กลางจักรวาลกัน! ฉันแค่กำลังคิดอยู่ต่างหากว่า... ทำไมคืนนี้ดาวบนฟ้ามันถึงได้ดูเยอะเป็นพิเศษแปลกๆ"
ธันวาหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี เขายังคงนอนนิ่งไม่ยอมขยับไปไหน ดวงตาคมกอดอกมองท้องฟ้ายามราตรีที่มีดวงดาวระยิบระยับราวกับผืนผ้ากำมะหยี่สีดำปักเพชรเม็ดงาม
"เขาก็มีกันเท่านี้แหละครับคุณติวเตอร์ เพียงแต่ว่าพิกัดที่เราอยู่ตอนนี้ มันห่างจากแสงไฟนีออนในเมืองใหญ่พอสมควร ความเข้มของการส่องสว่างจึงลดลงตามกฎกำลังสองผกผัน (Inverse-square law) ทำให้เรามองเห็นดาวฤกษ์ที่แสงน้อยพวกนี้ได้ชัดเจนขึ้นยังไงล่ะครับ" ธันวาอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงประกายวิบวับในแววตา
"โอ้ย! เริ่มโหมดเลคเชอร์ฟิสิกส์ดึกๆ ดื่นๆ อีกแล้วนะพ่อคุณ" มีนาทำหน้ามุ่ยพลางถอนหายใจยาวเหยียด "มากินขนมปังนี่เลย ไม่ต้องมาทำเป็นพูดมาก" เธอยัดขนมปังไส้สังขยาชิ้นพอดีคำเข้าปากคนกวนประสาทที่นอนอยู่บนตักทันทีเพื่อเป็นการปิดปาก
ธันวาเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างไม่รีบร้อน รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก ขณะที่สายตาของเขายังคงไม่ละไปจากใบหน้าหวานที่กำลังเงยมองท้องฟ้าด้วยความเพลิดเพลิน
"อร่อยดีครับ... หวานกำลังดี เหมือนคนป้อนเลย"
"ธันวา!" เสียงหวีดร้องด้วยความเขินอายดังขึ้นจนคนถูกแกล้งต้องรีบหัวเราะร่วนกลบเกลื่อน บรรยากาศรอบตัวในยามค่ำคืนนี้ช่างอบอุ่นและแตกต่างจากห้องเรียนกวดวิชาหรือห้องเลคเชอร์ที่เต็มไปด้วยตัวเลขและสูตรคำนวณอย่างสิ้นเชิง มีนาก้มมองท้องฟ้าอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงและเจือความครุ่นคิด
"นี่... ธันวา เคยสงสัยไหมว่า... ทำไมดาวบนฟ้าที่เราเห็นในตอนนี้ ถึงอาจจะไม่มีอยู่จริงแล้ว?"
ธันวาชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มกวนๆ เลือนหายไปจากใบหน้า แววตาของนักศึกษาฟิสิกส์อัจฉริยะเปลี่ยนเป็นความจริงจังและลุ่มลึกขึ้นในเสี้ยววินาที เขายันตัวลุกขึ้นนั่งเคียงข้างเธอ ขยับเข้าไปใกล้จนไหล่ชนกัน ไออุ่นจากตัวของเขาลอยละล่องเข้ามาท่ามกลางสายลมเย็น
"เป็นคำถามที่ดีมากครับมีนา" ธันวาหันไปมองเสี้ยวหน้าของหญิงสาว "ในทางดาราศาสตร์ แสงใช้เวลาเดินทางครับ... ดาวฤกษ์บางดวงที่เรามองเห็นในคืนนี้ อยู่ไกลออกไปหลายปีแสง นั่นหมายความว่า แสงที่เรากำลังมองเห็นอยู่ตอนนี้ในวินาทีนี้ แท้จริงแล้วมันคือภาพอดีตของดาวดวงนั้นเมื่อหลายปีก่อน หรือบางดวง... ในตอนนี้มันอาจจะระเบิดและดับสลายกลายเป็นซูเปอร์โนวาไปแล้ว แต่แสงสุดท้ายของมันเพิ่งจะเดินทางมาถึงตาของเราในคืนนี้เอง"
มีนากะพริบตาปริบๆ ฟังคำอธิบายนั้นด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก มันทั้งงดงามและน่าใจหายในเวลาเดียวกัน "ฟังดู... เหงาจังเลยเนอะ" เธอกระซิบเบาๆ "การที่เรากำลังมองดูบางสิ่งบางอย่าง... ที่จริงๆ แล้วมันอาจจะไม่มีอยู่ตรงนั้นอีกต่อไปแล้ว"
"มันไม่เหงาหรอกครับมีนา" ธันวาเอ่ยแย้งด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เขาเงยหน้าขึ้นมองดวงดาวดวงหนึ่งที่สุกสกาวที่สุดในกลุ่มดาวทางทิศเหนือ "เพราะต่อให้ดาวดวงนั้นจะดับสลายไปแล้ว แต่พลังงานและแสงที่มันเคยส่องออกมา... มันได้เดินทางมาถึงเรา ได้สร้างความทรงจำ และทำให้เราในวันนี้ได้แหงนมองมันด้วยความประทับใจ ความจริงข้อนั้น... ไม่เคยสูญหายไปไหนตามกฎการอนุรักษ์พลังงานหรอกครับ"
มีนาหันไปมองสบตาคนข้างๆ แววตาของธันวาในยามนี้ไม่มีความกวนประสาทหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความจริงใจและความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจนหัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ
"แล้ว... ดวงดาวในใจของธันวาล่ะ คือดวงไหน?" มีนาเผลอหลุดปากถามออกไปตามสัญชาตญาณ โดยไม่ทันได้คิดว่าคำถามนี้มันชวนให้คิดลึกซึ้งแค่ไหน
ธันวาไม่ได้ตอบในทันที เขานิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ดวงตาคมจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของหญิงสาว ราวกับกำลังสำรวจจักรวาลทั้งใบที่ซ่อนอยู่ภายในนั้น รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่ริมฝีปากของเขา เป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดตั้งแต่มีนารู้จักเขามา
"ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมอาจจะตอบว่าเป็นดาวอัลไบรท์ หรือดาวฤกษ์ดวงไหนสักดวงที่มีมวลมหาศาล..." ธันวาเว้นจังหวะ น้ำเสียงของเขาเบาลงจนแทบจะกลืนไปกับสายลม "แต่ตอนนี้... ดวงดาวในใจของผม ไม่ใช่ดาวที่อยู่ไกลออกไปหลายปีแสงหรอกครับ"
มีนารู้สึกว่าลมหายใจของตัวเองสะดุดไปชั่วขณะ หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน "ละ... แล้วมันคือดวงไหนล่ะ?" เธอถามเสียงสั่นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
ธันวายื่นมือออกไป ปลายนิ้วอุ่นแตะเบาๆ ที่เส้นผมปลิวไสวของเธออย่างทะนุถนอม ก่อนจะเลื่อนลงมาหยุดอยู่ที่พวงแก้มเนียนที่ตอนนี้ขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด ท่ามกลางความมืดและแสงดาว
"ก็คือดาวที่มีชื่อว่า... มีนา ยังไงล่ะครับ" ธันวาหยอดคำหวานด้วยน้ำเสียงจริงจังที่ไม่เคยมีมาก่อน "ต่อให้กาลเวลาจะผ่านไป หรือระยะห่างระหว่างเราจะเป็นยังไง แต่แรงดึงดูดระหว่างเรา... มันมีอยู่จริง และไม่มีวันเป็นศูนย์แน่นอนครับ"
"คนบ้า!" มีนาร้องโวยวายออกมาดังลั่นเพื่อกลบเกลื่อนความเขิน
จังหวะนั้นเอง โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตของธันวาก็สั่นครืดคราดขึ้นมาทำลายบรรยากาศโรแมนติก ธันวาขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะหยิบมันขึ้นมาดูหน้าจอ ปรากฏว่าเป็นข้อความแจ้งเตือนจากกลุ่มแชตคณะที่เด้งรัวไม่หยุด พร้อมกับข้อความส่วนตัวจากเพื่อนสนิทที่ส่งรูปถ่ายแปลกประหลาดบางอย่างมาให้
ธันวากดเปิดอ่านข้อความนั้นด้วยความสงสัย แต่พอสายกวาดตาผ่านตัวอักษรบรรทัดแรก ดวงตาคมก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ รอยยิ้มเมื่อครู่อันตรธานหายไปทันที แทนที่ด้วยความเคร่งเครียดที่ฉายชัดบนใบหน้า
"มีนา..." ธันวาหันมามองหน้าเธอด้วยสีหน้าจริงจังผิดปกติ "เราต้องลงไปข้างล่างเดี๋ยวนี้แล้วครับ"
"ห๊ะ? เกิดอะไรขึ้น?" มีนาถามด้วยความงุนงงกับท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
ธันวาไม่ได้ตอบคำถามในทันที เขาคว้ามือเล็กของมีนากำไว้แน่น แล้วออกแรงดึงให้ลุกขึ้นยืนตาม ก่อนที่หน้าจอโทรศัพท์ในมือของเขาจะสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับข้อความใหม่จากบุคคลที่ทั้งคู่คาดไม่ถึงที่สุด ส่งตรงเข้ามาขัดจังหวะค่ำคืนอันเงียบสงบนี้จนหัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับความวุ่นวายของคู่หูคู่นี้มาจนถึงตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
เซียนฟิสิกส์จอมกวนกับคุณติวเตอร์ขี้โวยวาย•ตอนที่ 19
ดาวเคราะห์และดวงดาวในใจ
ผลงานโดย วิทยาศาสตร์รอบตัว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (วิทยาศาสตร์รอบตัว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนฟิสิกส์จอมกวนกับคุณติวเตอร์ขี้โวยวาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!