"ยืนบื้ออะไรอยู่ตรงนั้นล่ะครับคุณมีนา รถตู้คันนี้ไม่ได้ติดระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติแบบรถของเทสลาที่มีระบบ Full Self-Driving นะครับ ขืนคุณยังยืนนับก้อนเมฆรูปทรงประหลาดอยู่อีกสามวินาที เราได้ตกรถไฟรอบเจ็ดโมงเช้าแล้วไปไม่ทันค่ายวิทยาศาสตร์ที่จังหวัดเชียงรายจริงๆ ด้วยนะครับ"
ธันวาเอ่ยทักขึ้นด้วยน้ำเสียงกึ่งล้อเลียน มือข้างหนึ่งกำลังแบกกระเป๋าเป้ใบโตที่อัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์การทดลองฟิสิกส์ ส่วนมืออีกข้างก็กำลังลากกระเป๋าเดินทางล้อลากสีดำสนิท ใบหน้าคมคายสวมแว่นตากรอบใสรับกับรอยยิ้มมุมปากที่เป็นเอกลักษณ์ความกวนประสาทในแบบฉบับของเขา
มีนาสะดุ้งสุดตัว หลุดออกจากภวังค์ความคิดเรื่องตารางงานสามสิบแปดหน้าที่เธอเพิ่งเช็กซ้ำไปรอบที่สี่ หญิงสาวหันขวับมามองหน้าชายหนุ่มด้วยสายตาเอาเรื่อง สองมือเท้าสะเอวทันทีตามสัญชาตญาณการป้องกันตัว
"ก็เพราะใครล่ะคะ... เอ้ย! เพราะนายคนเดียวนั่นแหละธันวา! บอกว่าให้เผื่อเวลาตั้งแต่ตีห้า แต่นายดันบอกว่า 'กฎการเคลื่อนที่ของนิวตันบอกไว้ว่าวัตถุจะรักษาสภาพการเคลื่อนที่ถ้าไม่มีแรงภายนอกมากกระทำ' แล้วก็นอนอืดอยู่บนเตียงจนฉันต้องเอาไม้แขวนเสื้อไปเขี่ยห้องนายเนี่ยนะ!" มีนาโวยวายเสียงดังลั่นสถานีรถบัสที่ผู้คนเริ่มบางตาลง ความหงุดหงิดฉายชัดบนพวงแก้มใสที่ขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความรีบร้อน
"โธ่ คุณมีนาก็... นั่นแหละครับที่เขาเรียกว่าความเฉื่อย (Inertia) เชิงกลศาสตร์ มวลเยอะก็ต้องใช้แรงเยอะในการเปลี่ยนสถานะจริงไหมครับ แต่อย่างน้อยผลลัพธ์สุดท้ายเราก็มาทันเวลาแบบเป๊ะๆ ตามหลักการคำนวณความน่าจะเป็นนะคร้าบ" ธันวาหัวเราะในลำคอเบาๆ ดวงตาคมกริบมองสำรวจท่าทางฮึดฮัดของหญิงสาวด้วยความเอ็นดูที่ซ่อนอยู่ภายใต้แว่นสายตา
บรรยากาศรอบตัวของสถานีในช่วงเวลาก่อนการเดินทางไกลอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความตื่นเต้นและไอฝนบางเบาที่เพิ่งตกผ่านไปเมื่อคืน เสียงประกาศรอบรถออกดังแว่วมาเป็นระยะ ขณะที่ผู้คนรอบข้างต่างเร่งฝีเท้าเพื่อไปยังชานชาลาของตนเอง
ทว่าสำหรับธันวาและมีแล้ว การเดินทางไปปฏิบัติภารกิจเป็นวิทยากรรับเชิญในค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์ ณ โรงเรียนประจำอำเภอแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงรายครั้งนี้ กลับมีความหมายที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก... มันคือการเดินทาง "สองต่อสอง" เป็นเวลาสามวันเต็มๆ ที่ไม่มีนักเรียนในปกครอง ไม่มีผู้ปกครองคอยจู้จี้ และที่สำคัญที่สุด—ไม่มีทางหนีพ้นความอึดอัดชวนใจเต้นที่สะสมมาตั้งแต่ตอนที่แล้ว
"แล้วทำไมที่นั่งบนรถตู้มันถึงเหลือแค่สองที่นั่งสุดท้ายติดกันแบบนี้ล่ะ..." มีนาพึมพำกับตัวเองเบาๆ ขณะก้าวขึ้นมาบนรถตู้ปรับอากาศคันโตที่ภายในเงียบสงบ แอร์เย็นฉ่ำปะทะเข้ากับใบหน้าจนต้องสูดหายใจเข้าลึกๆ ดวงตากลมโตไล่มองหาหมายเลขตั๋วในมือสลับกับเบาะที่นั่งแถวรองสุดท้ายริมหน้าต่าง
ธันวาเดินตามขึ้นมาติดๆ เขาวางกระเป๋าเดินทางไว้ที่ช่องเก็บของเหนือศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งที่เบาะริมหน้าต่างฝั่งซ้ายอย่างสบายใจเฉิบ พร้อมกับตบเบาะที่นั่งข้างๆ สองครั้งเบาๆ เป็นเชิงเชื้อเชิญ
"ก็นั่งตรงนี้สครับคุณติวเตอร์... หรือว่าคุณมีนากลัวอะไรเหรอครับ? กลัวว่าสนามแม่เหล็กระหว่างเราสองคนมันจะเหนี่ยวนำให้เกิดกระแสไฟฟ้าแรงดันสูงจนหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไงครับ หืม?"
มีนาค้อนควักวงใหญ่ใส่คนกวนประสาททันที เธอยืนนิ่งอยู่ตรงทางเดินแคบๆ ระหว่างเบาะ สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่เพื่อตั้งสติ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งกระแทกกระทั้นข้างๆ จนธันวาต้องทำหน้ายู่ด้วยความเจ็บปวดปลอมๆ
"ใครกลัวนายกัน! ฉันแค่คิดว่าเบาะมันแคบเกินไปต่างหากเล่า... นายนี่นะ ชอบพูดจาเพ้อเจ้ออะไรอยู่เรื่อย วิชาฟิสิกส์มันหลอนสมองนายจนเพี้ยนไปแล้วหรือไงธันวา ถึงได้เอาแต่โยงทุกเรื่องบนโลกใบนี้มาหยอดมุกเสี่ยวๆ ได้ทุกวินาทีเนี่ย!" มีนาหันไปต่อว่าพลางเบือนหน้าหนีมองออกไปนอกกระจกหน้าต่างรถที่เริ่มเคลื่อนตัวออกจากชานชาลาช้าๆ
รถตู้คันโตเคลื่อนตัวออกสู่ถนนสายหลัก มุ่งหน้าสู่ภาคเหนือของประเทศไทย ทัศนียภาพสองข้างทางค่อยๆ เปลี่ยนจากตึกสูงระฟ้าของเมืองหลวงกลายเป็นทุ่งนาสีเขียวขจีและแนวภูเขาที่ทอดยาวสุดสายตา แสงแดดอ่อนๆ ยามสายสาดส่องทะลุกระจกเข้ามาตกกระทบลงบนเส้นผมสลวยของมีนาที่ไหวตามแรงกระแทกเบาๆ ของตัวรถ
ภายในห้องโดยสารค่อนข้างเงียบ มีเพียงเสียงเพลงบรรเลงเบาๆ จากวิทยุหน้ารถ ธันวานั่งเงียบผิดปกติ ไม่ได้เอ่ยปากแซวหรือหาเรื่องทะเลาะเหมือนทุกที ดวงตาคมคายทอดมองออกไปข้างทาง ทว่าหางตากลับคอยเหลือบมองคนข้างกายเป็นระยะ
มีนาที่แกล้งทำเป็นหลับตาพิงเบาะ เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติของความเงียบนี้ เธอลืมตาขึ้นช้าๆ แล้วหันไปมองชายหนุ่มข้างกาย
เสี้ยวหน้าของธันวาในยามที่ไร้รอยยิ้มกวนประสาท กลับดูจริงจังและโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แสงแดดที่ลอดผ่านกระจกขับให้สันจมูกโด่งและโครงหน้าชัดเจนยิ่งขึ้น ความเงียบระหว่างพวกเขามันไม่ได้อึดอัด แต่มันกลับเต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด—แรงดึงดูดที่ไม่อาจหาคำอธิบายทางฟิสิกส์มาหักล้างได้
"มองหน้าผมแบบนี้... หรือว่าคุณมีนาจะตกหลุมรักความหล่อเหลาแบบอนุภาคฮิกส์โบซอนของผมเข้าให้อีกคนแล้วล่ะครับ?" ธันวาหันขวับกลับมาสบตาในระยะประชิด รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง ทำลายบรรยากาศซึ้งๆ (หรือชวนใจเต้น) เมื่อครู่ลงในพริบตา
"ไอ้... ไอ้เด็กบ้า! ใครมองนายกัน นายต่างหากที่เข้าข้างตัวเองตลอดเวลา!" มีหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันที เธอรีบหันขวับกลับไปมองวิวข้างทางแทบไม่ทัน หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นรัวแรงจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมันสะท้อนออกมา
ธันวาหัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างอารมณ์ดี เขายื่นมือไปหยิบหูฟังบลูทูธไร้สายออกจากกระเป๋าเสื้อคลุม ก่อนจะยื่นข้างหนึ่งให้กับหญิงสาว
"อะ... ฟังเพลงด้วยกันไหมครับ? ผมรู้ว่าคุณนอนไม่ค่อยหลับเวลาเดินทางไกล เพลงนี้ช่วยลดความตึงเครียดของระบบประสาทซิมพาเทติกได้ดีเลยนะครับ รับรองว่าฟินยิ่งกว่าการแก้โจทย์ควอนตัมฟิสิกส์ซะอีก"
มีนาลังเลอยู่ชั่วครู่ ดวงตากลมโตมองหูฟังสีขาวในมือเรียวยาวของชายหนุ่มสลับกับใบหน้าที่ส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้อย่างจริงใจ ความโกรธเคืองเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกอุ่นวาบที่แผ่ซ่านเข้ามาในอกอย่างห้ามไม่อยู่
เธอยื่นมือไปหยิบหูฟังข้างนั้นมาสวมไว้ที่หูข้างขวาอย่างเงียบๆ โดยไม่เอמהปฏิเสธ เสียงดนตรีอะคูสติกเบาๆ และนุ่มนวลดังขึ้นคลอเคล้าไปกับเสียงเครื่องยนต์ของรถตู้ที่วิ่งไปบนถนนสายยาว
รถตู้แล่นผ่านป่าเขาสลับซับซ้อนเข้าสู่เขตจังหวัดตาก แดดเริ่มคล้อยต่ำลง ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมชมพูสวยงาม ธันวาเอื้อมมือมาปรับเบาะของมีนาให้เอนลงเล็กน้อยอย่างเบามือที่สุด เพื่อให้เธอนอนหลับสบายขึ้นระหว่างทางที่ยังเหลืออีกยาวไกล
"นอนพักซะนะครับ... เดี๋ยวถึงที่พักแล้วผมปลุกเอง คุณติวเตอร์คนเก่ง" เสียงทุ้มนุ่มกระซิบแผ่วเบาข้างใบหู ท่ามกลางเสียงเพลงที่บรรเลงอยู่
มีนาหลับตาลงพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ที่แต้มอยู่บนริมฝีปาก ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางและความวุ่นวายตลอดสัปดาห์เลือนหายไป เหลือเพียงความอบอุ่นจากคนข้างกายที่ทำให้หัวใจดวงน้อยๆ สั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้
ทว่า... ในจังหวะที่รถตู้กำลังเลี้ยวโค้งหักศอกผ่านภูเขาสูง ทันใดนั้น ไฟหน้าปัดรถทั้งหมดก็ดับวูบลงพร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ที่สะดุดกึกกักอย่างแรง! รถตู้เบรกกะทันหันจนร่างของทั้งสองคนพุ่งไปข้างหน้าตามแรงเฉื่อย มีนาอุทานออกมาด้วยความตกใจและหลับตาปี๋ มือเล็กคว้าหมับเข้าที่เสื้อแจ็คเก็ตของธันวาโดยอัตโนมัติเพื่อยึดเหนี่ยว
ธันวาใช้มือข้างหนึ่งรวบเอวบางของเธอไว้แน่นเพื่อไม่ให้กระแทกกับเบาะด้านหน้า ขณะที่มืออีกข้างค้ำพนักพิงเบาะไว้มั่น ดวงตาคมกريบจ้องมองฝ่าความมืดภายในรถที่ไร้แสงสว่าง
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจอุ่นๆ ของทั้งคู่ที่เป่ารดกันและกันในระยะห่างแค่คืบ มีนาลืมตาขึ้นช้าๆ ในความมืดสลัว เธอพบว่าใบหน้าของธันวาอยู่ใกล้เสียจนสามารถนับขนตาทุกเส้นได้ หัวใจของเธอเต้นรัวราวกับกลองเพล
"ธันวา... เกิดอะไรขึ้น..." มีนากระซิบถามเสียงสั่นเล็กน้อย
ชายหนุ่มไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที เขาก้มหน้าลงกระซิบชิดริมหูของเธอด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความระมัดระวังและจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"ชูว์... อย่าเพิ่งขยับนะครับคุณมีนา... ดูเหมือนว่าเราไม่ได้รถเสียธรรมดาซะแล้วล่ะครับ เพราะที่หน้าต่างรถด้านนอก... มีบางสิ่งกำลังมองเราอยู่ครับ"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับความวุ่นวายของคู่หูคู่นี้มาจนถึงตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
เซียนฟิสิกส์จอมกวนกับคุณติวเตอร์ขี้โวยวาย•ตอนที่ 18
การเดินทางไปค่ายวิทยาศาสตร์
ผลงานโดย วิทยาศาสตร์รอบตัว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (วิทยาศาสตร์รอบตัว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนฟิสิกส์จอมกวนกับคุณติวเตอร์ขี้โวยวาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!