"หากเจ้ารู้สึกว่าคมกระบี่ของข้ามันเย็นเยียบเกินไป เหตุใดไม่ลองใช้หัวใจของเจ้าหลอมละลายมันดูเล่า"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หลับใหล ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในถ้ำศิลาอัคคี อุณหภูมิรอบกายพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหันมิใช่เพราะไอความร้อนจากธรรมชาติ หากแต่เกิดจากคลื่นพลังปราณอันมหาศาลที่ระเบิดออกมาจากร่างของหลี่มู่เหยียน
หยาดเหงื่อเม็ดโตผุดพรายขึ้นบนหน้าผากเกลี้ยงเกลาของเซียนจินหลิง นางกัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ดวงตากลมโตที่เคยราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงน้ำแข็ง บัดนี้กลับสั่นไหวระริก ร่างระหงของธิดาแห่งสำนักเซียนอันดับหนึ่งถูกตรึงไว้กับผนังถ้ำศิลาโดยท่อนแขนแกร่งของชายหนุ่ม ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองแทบไม่เหลือช่องว่าง ลมหายใจอุ่นร้อนที่รดรินอยู่ข้างพวงแก้ม ทำให้หัวใจที่สงบนิ่งมานับร้อยปีของนางเต้นระรัวผิดจังหวะ
เหตุการณ์เมื่อครึ่งัชยามก่อน บีบคั้นให้พวกเขาทั้งสองต้องปลีกตัวหนีการตามล่าของยอดฝีมือตระกูลเก้อเข้ามาในเขตแดนต้องห้าม การทะลวงจุดชีพจรที่ผิดพลาดจากพิษโลหิตมาร ทำให้หลี่มู่เหยียนสูญเสียการควบคุมพลังปราณชั่วขณะ มีเพียงวิธีเดียวที่จะช่วยขับพิษร้ายออกจากร่างของเขาได้ นั่นคือการถ่าย AURA ปราณหยางแท้ผ่านทางการสัมผัส แนบชิด และหลอมรวมจิตวิญญาณ
"หลี่มู่เหยียน... เจ้าอย่าได้ลำพองใจนัก" เซียนจินหลิงเอ่ยเสียงลอดไรฟัน แม้ใบหน้าจะแดงก่ำลามไปถึงใบหู แต่นางยังคงพยายามรักษาความเย่อหยิ่งของเซียนผู้สูงศักดิ์ไว้ ทว่ายามที่ปลายนิ้วเรียวยาวของชายหนุ่มเอื้อมมาสัมผัสปอยผมที่ชุ่มเหงื่อข้างขมับของนาง สัมผัสนั้นกลับอ่อนโยนและทะนุถนอมอย่างยิ่งยวด จนหัวใจที่แข็งกระด้างของนางแทบหลอมละลาย
"ข้าหาได้ลำพองใจไม่... จินหลิง" หลี่มู่เหยียนกระซิบแผ่วเบา ดวงตาคมกริบดุจคมกระบี่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง "ข้าเพียงแต่ตระหนักว่า... ในยุทธภพอันโหดร้ายนี้ มีเพียงเจ้าผู้เดียวที่ข้าไม่อาจปล่อยให้หลุดมือไปได้อีก"
คำพูดนั้นราวกับกระบี่ไร้ลักษณ์ที่พุ่งทะลวงเข้ากลางใจของเซียนจินหลิง นางเคยคิดว่าตนเองตัดขาดจากกิเลสทางโลก บำเพ็ญเพียรจนบรรลุขอบเขตเซียนขั้นสูงเพื่อก้าวข้ามวัฏสงสาร ทว่ายามที่ได้สบตากับชายหนุ่มผู้มีอดีตอันลึกลับผู้นี้ นางกลับพบว่าความทระนงทั้งปวงล้วนไร้ความหมาย เทียบไม่ได้เลยกับความอบอุ่นจากอ้อมแขนที่โอบกอดนางไว้ในยามวิกฤตนี้
ไอพิษโลหิตมารในร่างของหลี่มู่เหยียนแผ่ซ่านออกมาเป็นควันสีดำจางๆ เขาพยายามฝืนกดข่มมันไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยว เม็ดเหงื่อไหลย้อยลงตามกรอบหน้าคมคาย กรามของเขาขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน แสดงถึงความเจ็บปวดจากการต่อสู้กับพิษร้ายที่กัดกินกระดูก ทว่าแม้ในยามที่ความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม สายตาที่เขามองนางกลับเต็มไปด้วยความห่วงหาอาทรอย่างลึกซึ้ง
เซียนจินหลิงเห็นดังนั้น ความเยือกเย็นทั้งหมดก็พลันมลายหายไปสิ้น นางหลับตาลงชั่วพริบตา ก่อนจะตัดสินใจกระทำในสิ่งที่ศิษย์สำนักเซียนไม่เคยทำมาก่อนในรอบพันปี
มือเรียวบางที่เคยถือกระบี่กวัดแกว่งสังหารมารร้าย บัดนี้ยกขึ้นโอบรอบลำคอแกร่งของหลี่มู่เหยียนอย่างมั่นคง นางดึงรั้งร่างของเขาให้เข้ามาใกล้ชิดยิ่งขึ้น กลิ่นอายหอมเย็นบริสุทธิ์ดุจดอกบัวหิมะผสมผสานกับกลิ่นอายบุรุษอันเข้มข้น สร้างบรรยากาศที่ชวนให้เคลิบเคลิ้มและอันตรายในเวลาเดียวกัน
"หากเจ้าตาย... ข้าจะล้างบางตระกูลเก้อให้สิ้นซาก แล้วตามเจ้าไป" เสียงหวานเอ่ยกระซิบข้างหูเขาด้วยน้ำหนักเสียงที่จริงจัง เด็ดเดี่ยว และเต็มไปด้วยความรักที่ยากจะปฏิเสธ
หลี่มู่เหยียนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่มุมปากจะได้รูปจะยกยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจ รอยยิ้มนั้นไม่ใช่รอยยิ้มเย้ยหยันฟ้าดินเช่นทุกที หากแต่เป็นรอยยิ้มจากก้นบึ้งของหัวใจ
"เช่นนั้น... เรามาดูซิว่า ฟ้าดินจะกล้าพรากเจ้าไปจากมือข้าหรือไม่"
สิ้นเสียงคำประกาศกร้าว ร่างของทั้งสองก็แนบชิดกันสนิท ไอปราณหยินและหยางหมุนวนรอบกายพวกเขาราวกับพายุเกลียวคลื่น พลังปราณมหาศาลทะยานขึ้นสู่ท้องนภาก่อตัวเป็นอักษรเวทโบราณเปล่งแสงเจิดจ้าขับไล่ความมืดมิดภายในถ้ำให้สว่างวาบ การหลอมรวมพลังปราณในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยขับพิษร้ายออกไปเท่านั้น หากแต่ยังผลักดันให้ขอบเขตพลังของทั้งคู่ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมไปอย่างมหาศาล
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมอีกครั้งภายหลังจากพายุพลังปราณสงบลง ทั้งสองนั่งอิงแอบกันอยู่บนพื้นศิลาความอบอุ่นจากกายแนบกายทำให้ค่ำคืนอันหนาวเหน็บนี้กลายเป็นห้วงเวลาที่ยาวนานและน่าประทับใจที่สุดในชีวิตการบำเพ็ญเพียร
ทว่า... ความสงบสุขมักอยู่ได้ไม่นานในยุทธภพ
*เปรี้ยง!*
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวจากปากถ้ำศิลา แรงกระแทกมหาศาลทำให้ผนังถ้ำสั่นสะเทือน ฝุ่นผงและเศษหินร่วงหล่นลงมาราวกับหิมะโปรุยน คมกระบี่นับพันเล่มพุ่งแหวกอากาศเข้ามาปักลงบนพื้นศิลาเบื้องหน้าพวกเขาอย่างแม่นยำ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะหยันที่ดังสะท้อนก้องกังวานเข้ามา
"ฮ่าๆๆๆ! หลี่มู่เหยียน นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะหนีมาซุกหัวอยู่ถึงที่นี่... สุนัขจนตรอกเช่นเจ้า วันนี้ไม่ว่าผู้ใดก็ช่วยเจ้าไม่ได้!"
น้ำเสียงอันคุ้นเคยและเต็มไปด้วยจิตสังหารพุ่งทะยานเข้ามา พร้อมกับเงาร่างของชายชราผู้หนึ่งที่ก้าวเท้าเหยียบเข้ามาในเขตแดนของถ้ำ อาภรณ์สีทองปักลายพยัคฆ์เหินเวหาโบกสะบัดตามแรงลมปราณที่แผ่พผู้ออกมา ผู้นำตระกูลเก้อ... เก้อเทียนหลง ปรากฏตัวขึ้นแล้ว พร้อมกับกองกำลังยอดฝีมือที่ปิดล้อมทางออกไว้ทุกด้าน!
เซียนจินหลิงลืมตาขึ้นทันที ประกายตาดุจคมกระบี่วาวโรจน์ขึ้น นางขยับกายเตรียมชักกระบี่ประจำกาย ทว่าหลี่มู่เหยียนกลับยกมือขึ้นห้ามนางไว้เบาๆ
ชายหนุ่มค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ แผ่นหลังเหยียดตรงดุจยอดเขาไท่ซาน แม้ลมหายใจจะยังไม่กลับคืนสู่สภาวะปกติร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่รัศมีอำนาจที่แผ่ออกมาจากร่างของเขากลับเหนือล้ำยิ่งกว่าเดิม ดวงตาคู่นั้นกวาดมองผู้มาเยือนด้วยความเย้ยหยันไร้ที่ติ
"เก้อเทียนหลง... เจ้าแก่เฒ่าป่านนี้แล้ว เหตุใดจึงยังไร้มารยาท บุกรุกเข้ามาในยามที่ผู้อื่นกำลัง... สมาธิแนบแน่นเล่า"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและคมกระบี่ไปด้วยกันในบทนี้นะครับ
เซียนกระบี่คลั่ง ข้ามภพมาสยบตระกูลเก้อ•ตอนที่ 18
กลิ่นอายความรักที่ก่อตัว
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่ง ข้ามภพมาสยบตระกูลเก้อ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!