โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นจากปลายกระบี่เหล็กดำ กระทบพื้นศิลาเบื้องล่างจนเกิดเสียงกังวานดุจเสียงระฆังสำริดในห้วงสมุทรอันเงียบงัน
หลี่มู่เหยียนยืนนิ่งสงบดุจขุนเขา ไหล่กว้างห่อหุ้มด้วยอาภรณ์สีหมองที่บัดนี้ขาดวิ่นจากแรงปะทะของลมปราณ แต่แผ่นหลังนั้นกลับเหยียดตรงหยัดท้าทายผืนฟ้าเบื้องบน สายตาของเขาจับจ้องไปยังรอยแยกมิติสีม่วงเข้มที่ยังคงหมุนวนอยู่กลางอากาศ ภายในรอยแยกนั้นหาใช่ความว่างเปล่าไม่ หากแต่เป็นกระแสธารแห่งดวงดาวนับล้านดวงที่ไหลเวียนด้วยกฎเกณฑ์อันเก่าแก่ยิ่งกว่ายุคสมัยของทวีปสยบฟ้า
“ที่แท้… นี่คือความจริงที่เจ้าปิดบังข้ามาตลอดหรือ”
เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงัน เซียนจินหลิงก้าวเท้าเข้ามาใกล้ร่างของเขาอย่างช้าๆ นางในชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ตัดกับคราบโลหิตและฝุ่นผงจากการต่อสู้ ใบหน้างดงามดุจประติมากรรมหยกน้ำแข็งบัดนี้ฉายแววความตื่นตระหนกและหวาดหวั่นอย่างที่ผู้คนในยุทธภพไม่มีทางได้พบเห็น นางย่อมรู้ดีว่าพลังที่หลี่มู่เหยียนใช้ออกในกระบวนท่าเมื่อครู่หาใช่พลังปราณธรรมดา หากแต่มันคือกลิ่นอายอันเป็นนิรันดร์—กลิ่นอายของมหาเทพผู้ร่วงหล่น
หลี่มู่เหยียนมิได้หันกลับไปมองนาง ดวงตาคมกราบทอดมองลึกลงไปในรอยแยกมิติ “จินหลิง เจ้าคิดว่าเหตุใดตระกูลเก้อจึงต้องตามล่าข้า ข้าในร่างของชายหนุ่มไร้ค่าผู้หนึ่ง เหตุใดจึงกลายเป็นภัยคุกคามสูงสุดต่อเก้าสำนักใหญ่”
เซียนจินหลิงเม้มริมฝีปากแน่น นางสัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บที่แผ่ซ่านมาจากร่างของบุรุษผู้นี้ มิใช่ความหนาวจากลมปราณน้ำแข็งของนาง แต่มันคือความหนาวเหน็บแห่งกาลเวลา “เพราะพลังที่ไหลเวียนอยู่ในชีพจรของท่าน… มันไม่ใช่พลังที่ถือกำเนิดในภพภูโอนี้”
“ถูกต้อง” หลี่มู่เหยียนแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก “ในอดีตชาติ ข้าเคยเหยียบย่ำดาราจักร ควบคุมวัฏสงสาร และสถาปนาตนเป็นมหาเทพผู้ครองสวรรค์เก้าชั้นฟ้า แต่ทว่า… ความเป็นอมตะมักมีราคาที่ต้องจ่าย ทรราชแห่งสวรรค์มิได้ถูกโค่นล้มด้วยคมกระบี่ของศัตรู แต่ถูกหักหลังโดยกฎเกณฑ์ที่พวกมันสร้างขึ้นเอง”
เขายกมือขวาขึ้น ฝ่ามือแบออกเบื้องหน้า ทันใดนั้น อักขระโบราณสีทองอร่ามก็สว่างวาบขึ้นใต้ผิวหนัง ราวกับมีดวงอาทิตย์ดวงเล็กๆ นับร้อยดวงกำลังเผาไหม้อยู่ภายในเส้นโลหิต
“พลังมหาเทพที่แท้จริงหาใช่การทำลายล้าง” หลี่มู่เหยียนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงลุ่มลึกดุจเสียงกระซิบจากขุมนรก “แต่มันคือ ‘การรื้อสร้างใหม่’ (Deconstruction) วิถีกระบี่ที่ข้าฝึกฝนมาสามพันปี มิได้มีไว้เพื่อตัดผ่านศัตรู แต่มีไว้เพื่อตัดผ่าน ‘ข้อจำกัดของฟ้าดิน’ เมื่อใดก็ตามที่ข้าสามารถหลอมรวมแก่นแท้แห่งอดีตชาติเข้ากับร่างนี้ได้… ต่อให้ตระกูลเก้อจะขนกำลังพลจากแดนเซียนบรรพกาลมาทั้งหมด ก็ยังไม่อาจขวางกั้นคมกระบี่เดียวของข้าได้”
แรงกดดันมหาศาลแผ่กระจายออกเป็นวงกว้าง พื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าของทั้งสองเริ่มปริแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ตามรอยแยกของพลังที่หลุดรอดออกมา เซียนจินหลิงรู้สึกราวกับถูกกดทับด้วยภูเขาไท่ซาน นางต้องโคจรลมปราณคุ้มกายถึงแปดส่วนจึงจะสามารถยืนหยัดอยู่เคียงข้างเขาได้ ทว่าในแววตาคู่สวยนั้นหาได้มีความหวาดกลัวไม่ กลับมีความอาทรและเจ็บปวดลึกซึ้งฉายชัดอยู่ภายใน
นางเอื้อมมือเรียวขาวดุจหยกแตะลงบนแขนเสื้อที่ขาดวิ่นของเขา สัมผัสได้ถึงอัตราการเต้นของหัวใจที่ดุดันและร้อนรุ่มดุจเตาหลอม “มู่เหยียน… การดึงเอาพลังมหาเทพกลับคืนมาทีละส่วนเช่นนี้ ร่างเนื้อของท่านจะต้องแบกรับภาระที่หนักหนาเกินกว่ามนุษย์จะทานทน ทุกครั้งที่ท่านใช้อันดับพลังขั้นสูง เส้นชีพจรของท่านจะถูกเผาผลาญ ท่านกำลังใช้ชีวิตของตนเองเป็นเดิมพันเพื่อแลกกับการล้างแค้นเช่นนั้นหรือ”
หลี่มู่เหยียนหันกลับมาสบตากับนาง ดวงตาคู่นั้นลẫກล้ำราวกับหลุมดำที่พร้อมกลืนกินทุกสิ่ง แต่เมื่อมันสะท้อนภาพใบหน้าอันงดงามที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของเซียนจินหลิง ความเย็นชาดุจน้ำแข็งในแววตาก็พลันอ่อนแสงลงชั่วขณะ
“ชีวิตของข้า ข้าได้มอบมันให้แก่ความตายไปตั้งแต่ในวันจันทร์ธรณีสะเทือนแล้ว” หลี่มู่เหยียนเอ่ยเสียงแผ่วเบาแต่มั่นคงดุจเหล็กกล้า มือหนายื่นออกไปกุมมือเรียวเย็นเฉียบของนางไว้ “สิ่งที่เหลืออยู่ตอนนี้… คือลมหายใจที่ถูกยืมมาจากนรก และความแค้นที่ต้องชำระ หากข้าไม่ทำลายตระกูลเก้อและเบื้องบนที่บงการพวกมัน ความตายในอดีตชาติคงกลายเป็นเรื่องน่าขันที่สุดในวัฏสงสาร”
บรรยากาศรอบกายพลันเงียบสงัดลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งสองที่ประสานกันท่ามกลางกลิ่นอายโลหิตและพลังปราณอันบ้าคลั่ง
ทว่า… ในวินาทีที่ความเงียบกำลังจะเข้าปกคลุม ทันใดนั้นเอง ท้องน้ายามราตรีที่ควรจะมืดมิดกลับถูกฉีกกระชากออกด้วยแสงสีทองอร่ามสว่างวาบราวกับกลางวัน!
รอยแยกมิติที่เคยสงบลง กลับระเบิดเสียงคำรามกึกก้องดุจเสียงอสนีบาตฟาดลงกลางใจภพ ปราณกระบี่สายหนึ่ง พุ่งทะยานแหวกม่านฟ้าลงมาจากเบื้องบนด้วยความเร็วที่เหนือกว่าความคิด ทิศทางของมันพุ่งตรงมายังจุดที่หลี่มู่เหยียนและเซียนจินหลิงยืนอยู่โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า!
“ระวัง!”
เซียนจินหลิงตื่นตัวอย่างรวดเร็ว นางสะบัดมือเรียกกระบี่น้ำแข็งเก้าชั้นฟ้าออกมาขวางกั้นเบื้องหน้าทันที ทว่าพลังกดดันจากปราณกระบี่ปริศนานี้กลับทรงพลังยิ่งกว่าผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมรวมวิญญาณคนใดที่นางเคยพบเจอมาตลอดชีวิต!
หลี่มู่เหยียนหรี่ตาลงคมกริบ แววตาดุดันพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด เขาผลักร่างของเซียนจินหลิงออกไปด้านข้างด้วยคลื่นลมปราณอ่อนๆ ก่อนจะก้าวเท้าออกไปข้างหนึ่ง มือขวากุมด้ามกระบี่เหล็กดำที่เหน็บอยู่ข้างเอวแน่น
เงาร่างสีขาวผู้หนึ่งค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากรอยแยกมิติที่กำลังสลายตัว ใบหน้าของผู้นั้นสวมหน้ากากเงินลายพยัคฆ์สวรรค์ และสิ่งที่ทำให้หัวใจของหลี่มู่เหยียนกระตุกวูบไม่ใช่เพราะพลังอันน่าสะพรึงกลัวของอีกฝ่าย… แต่เป็นสัญลักษณ์รูป ‘กระบี่ไขว้ดวงอาทิตย์’ ที่สลักอยู่บนอกเสื้อ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสำนักที่ควรจะสูญสิ้นไปตั้งแต่เมื่อสามพันปีก่อน!
“ไม่นึกเลยว่า… มหาเทพผู้หยิ่งผยอง จะหลงเหลือเศษเสี้ยววิญญาณมาหลบซ่อนอยู่ในดินแดนรกร้างแห่งนี้ด้วย” น้ำเสียงแหบพร่าแต่ทรงอำนาจดังลอดออกมาจากหลังหน้ากาก “ข้า ‘เจี้ยนอู๋เฉิน’ ได้รับบัญชาจากเบื้องบน ให้มาเก็บกวาด ‘ขยะ’ ชิ้นสุดท้ายนี้ให้สิ้นซาก!”
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและคมกระบี่ไปด้วยกันในบทนี้นะครับ
เซียนกระบี่คลั่ง ข้ามภพมาสยบตระกูลเก้อ•ตอนที่ 19
ความลับของขุมพลัง
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่ง ข้ามภพมาสยบตระกูลเก้อ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!