เซียนกระบี่คลั่ง ข้ามภพมาสยบตระกูลเก้อ•ตอนที่ 20

ศึกท้าชิงประลองสำนัก

ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
เสียงโลหะกระทบกันครั้งแล้วครั้งเล่าดุจเสียงอสุนีบาตฟาดฟันกลางฤดูฝน เศษกระเบื้องเคลือบสีชาดจากลานประลองสำนักหลงเหม็นกระเด็นว่อนกลางอากาศ ราวกับกลีบดอกไม้โลหิตที่ร่วงหล่น ท่ามกลางสายตาของเหล่าผู้วิเศษและศิษย์นับพันที่ยืนล้อมรอบเวทีหินอัคนี "ฝีมือของตระกูลเก้อยอดเยี่ยมสมคำร่ำลือจริงๆ..." เสียงซุบซิบดังระงมขึ้นจากหมู่มุง "บุตรชายคนที่สามเก้อเทียนเฉิงบรรลุขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นที่เก้าแล้ว กระบี่เพลิงนภาของเขาร้ายกาจถึงเพียงนี้ ใครเล่าจะกล้าขึ้นไปต่อกร" บนลานประลอง เก้อเทียนเฉิงยืนหยัดด้วยความทะนงองอาจ อาภรณ์สีครามสะบัดพลิ้วตามแรงลมปราณที่แผ่พุ่งออกมาเป็นระลอก รอยยิ้มเหยียดหยามปรากฏบนมุมปากของเขาขณะกวาดสายตามองไปยังที่นั่งของผู้สมัครรอบลานประลอง "หมดคนแล้วหรือ?" เก้อเทียนเฉิงแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ คมกระบี่ในมือชี้ลงพื้น ปรากฏไอความร้อนแผดเผาจนหินศิลาหลอมละลายเป็นร่องลึก "สำนักเซียนอันดับหนึ่งแห่งดินแดนบูรพา มีดีแค่ชื่อกระนั้นหรือ? ไม่มีผู้ใดกล้าก้าวขึ้นมาประมือกับตระกูลเก้ออีกแล้วหรืออย่างไร!" ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ไม่มีผู้ใดกล้าสบตา ความกดดันจากตระกูลเก้อแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วบริเวณ ราวกับภูเขาไท่ซานกดทับลงบนบ่าของทุกคน ทันใดนั้นเอง... ท่ามกลางความเงียบอันน่าอึดอัด ฝ่าเท้าคู่หนึ่งก็ก้าวเหยียบลงบนบันไดหินขั้นแรก *ตึง...* เสียงนั้นไม่ได้ดังกระหึ่ม แต่กลับหนักแน่นราศีก้อนหินผาที่ร่วงหล่นลงกลางผิวน้ำ สะท้อนก้องเข้าไปในจิตใจของทุกคนอย่างประหลาด หลี่มู่เหยียนก้าวขึ้นสู่ลานประลองด้วยท่าทีอันเยือกเย็น อาภรณ์สีขาวสะอาดไร้รอยเปื้อน แม้จะดูเรียบง่ายแต่กลับแฝงไว้ด้วยรัศมีที่ไม่อาจดูแคลน ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีมองตรงไปข้างหน้าอย่างไร้ความหวั่นเกรง "นั่น... หลี่มู่เหยียนไม่ใช่หรือ?" ศิษย์สำนักอื่นอุทานด้วยความตกใจ "เจ้าเศษสวะที่ถูกตระกูลเก้อขับไล่และทำลายจุดตันเทียนไปเมื่อปีก่อน เขากล้าดียังไงถึงโผล่มาที่นี่? หรือว่าสมองจะพิการไปแล้ว" "รนหาที่ตายแท้ๆ..." เสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นจากกลุ่มคนดู บนอัฒจันทร์ฝั่ง VIP เซียนจินหลิง ธิดาแห่งสำนักเซียนอันดับหนึ่งผู้เลื่องชื่อในความเย็นชาและงดงามดุจน้ำแข็ง นั่งนิ่งสงบ ทว่าดวงตาคู่งามกลับเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ยามที่มองแผ่นหลังของชายหนุ่ม หัวใจของนางเต้นระรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ นางยื่นมือเรียวขาวไปกุมด้ามกระบี่ข้างกายแน่นโดยไม่รู้ตัว ปราณเย็นเยียบแผ่ซ่านรอบตัวนางจนหยาดน้ำค้างบนราวระเบียงกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง *เจ้าคนดื้อรั้น... เหตุใดจึงชอบหาญกล้าท้าทายฟ้าดินอยู่ร่ำไป...* เซียนจินหลิงรำพึงในใจ สายตาเต็มไปด้วยความห่วงใยที่ซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากอันเย็นชา บนลานประลอง เก้อเทียนเฉิงหรี่ตาลง มุมปากยกยิ้มด้วยความสมเพชระคนเหี้ยมเกรียม "โอ้? ที่แท้ก็เป็นสุนัขจรจัดที่เคยถูกขับไล่ออกไปนี่เอง หลี่มู่เหยียน เจ้ามีความกล้าหาญชาญชัยอันใด ถึงกล้าเสนอหน้าขึ้นมาเหยียบบนเวทีประลองนี้? หรือว่าความเจ็บปวดเมื่อปีก่อนยังไม่สาแก่ใจเจ้า" หลี่มู่เหยียนหยุดยืนห่างออกไปสามจั้ง สายตาของเขาไม่ได้มีความโกรธเกรี้ยว มีเพียงความว่างเปล่าที่ล้ำลึกดุจก้นบึ้งมหาสมุทร "ข้ามาเพื่อทวงคืน" น้ำเสียงของหลี่มู่เหยียนราบเรียบ ทว่าก้องกังวานทรงพลัง ราวกับเสียงระฆังโบราณที่สั่นสะเทือนวิญญาณของผู้ฟัง "ทวงคืน? ฮ่าๆๆๆ!" เก้อเทียนเฉิงเงยหน้าหัวเราะลั่นจนฟ้าสะเทือน "เจ้าคิดว่าร่างกายที่ไร้ลมปราณบริสุทธิ์ของเจ้า จะเอาอะไรมาทวงคืนตระกูลเก้อ? ในเมื่อเจ้าอยากหาที่ตายนัก ข้าก็จะสงเคราะห์ให้เจ้าได้นอนตายบนกองเลือดสมใจ!" สิ้นคำพูด เก้อเทียนเฉิงระเบิดพลังปราณสีแดงฉานออกมาจากร่าง รัศมีเปลวเพลิงแผดเผาอากาศรอบตัวจนบิดเบี้ยว กระบี่เพลิงนภาในมือถูกตวัดขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อเกิดเป็นพายุดาบอัคคีพุ่งเข้าใส่หลี่มู่เหยียนด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ! ความร้อนระอุแผ่ซ่านจนผู้ชมแถวหน้าต้องถอยร่นด้วยความหวาดกลัว การโจมตีนี้ไม่มีความปรานี มุ่งหมายจะสังหารหลี่มู่เหยียนให้สิ้นซากในกระบวนท่าเดียว หลี่มู่เหยียนไม่ขยับเขยื้อน ราวกับเขารอเวลานี้มาเนิ่นนานนับร้อยปี ในวินาทีที่คมกระบี่อัคคีพุ่งเข้ามาใกล้จนเหลือระยะห่างเพียงแค่คืบ แววตาดำขลับของเขาก็เปล่งประกายแสงสีทองวับวามขึ้นวูบหนึ่ง *วิ้ง—* เสียงกระบี่สั่นสะเทือนเบาๆ ดังขึ้นจากฝักไม้เก่า0ที่เหน็บอยู่ข้างเอว ไม่มีใครทันมองเห็นว่าเขาชักกระบี่ออกมาตั้งแต่เมื่อใด รู้ตัวอีกที... แสงกระบี่สีครามประกายเงินก็พาดผ่านอากาศราวกับสายฟ้าที่ฉีกกระชากผืนนภา *ฉึบ!* เวลาในลานประลองคล้ายหยุดชินไปชั่วขณะ พายุอัคคีที่โหมกระหน่ำถูกตัดขาดเป็นสองส่วนอย่างสะอาดสะอ้าน ราวกับกระดาษที่ถูกกรรไกรคมกริบตัดผ่าน เก้อเทียนเฉิงเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก รอยยิ้มเย้ยหยันแข็งค้างอยู่บนใบหน้า ความรู้สึกหนาวเหน็บแล่นริ้วจากกระดูกสันหลังขึ้นสู่สมอง เส้นผมบนศีรษะของเก้อเทียนเฉิงเส้นหนึ่งค่อยๆ หลุดร่วงลงสู่พื้น ตามมาด้วยรอยขีดบางๆ ที่ปรากฏขึ้นบนแก้มซ้ายของเขา และหยดโลหิตสีแดงฉานที่ค่อยๆ ไหลซึมออกมา ความเงียบสงัดสนิทแผ่ปกคลุมไปทั่วลานประลองอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้... เต็มไปด้วยความตกตะลึงพรึงเพริดจนแทบหยุดหายใจ เซียนจินหลิงที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ผ่อนลมหายใจยาวออกมาอย่างโล่งอก มุมปากบางเฉียบยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มจนภูผาน้ำแข็งรอบกายแทบละลาย เก้อเทียนเฉิงถอยหลังไปสามก้าว ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด เขาจ้องมองชายหนุ่มเบื้องหน้าด้วยความหวาดกลัวสุดขีด "เจ้า... วิชาดาบนั่นมันอะไรกัน? ปราณของเจ้า..." หลี่มู่เหยียนเก็บกระบี่เข้าฝักช้าๆ สีหน้ายังคงราบเรียบไร้ระลอกคลื่น เขามองคู่ต่อสู้ด้วยสายตาที่ดุจดั่งพญายมพิพากษา "นี่เป็นเพียงแค่ก้าวแรก..." หลี่มู่เหยียนกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าทรงพลังอำนาจจนทำให้ผู้คนในที่นั้นต้องสั่นสะท้าน "หนี้เลือดที่ตระกูลเก้อติดค้างข้า... ถึงเวลาต้องเริ่มชำระคืนแล้ว" ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงปรบมือช้าๆ และกังวานใสก็ดังขึ้นจากทางเข้าลานประลอง ท่ามกลางความตกใจของทุกคน ร่างของชายชราในชุดคลุมสีทองปักลายเมฆาปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับกลิ่นอายกดดันระดับจักรพรรดิที่แผ่ซ่านกดทับผู้คนนับพันจนแทบทรุดเข่าลงกับพื้น และวาจาที่เอ่ยออกมาทำเอาหลี่มู่เหยียนต้องหรี่ตาลงทันที... ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและคมกระบี่ไปด้วยกันในบทนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่ง ข้ามภพมาสยบตระกูลเก้อ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%