กลิ่นอายอับชื้นของคุกใต้ดินตระกูลเก้อคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและหยาดน้ำตาแห่งความสิ้นหวัง แสงไฟจากคบเพลิงวับแวมสะท้อนเงาโครงเหล็กแหลมคมที่ใช้ทรมานเชลย ทว่าบรรยากาศ ณ เบื้องหน้าห้องขังเดี่ยวกลับเงียบสงบจนน่าขนพองสยองเกล้า เงาร่างหนึ่งในชุดคลุมสีเทาเข้มยืนหันหลังให้ ประกายเนตรสีนิลคู่นั้นกวาดมองแผ่นป้ายไม้สลักรายนามผู้ถูกลงทัณฑ์ด้วยความรู้สึกที่แทบไม่หลงเหลือความเป็นมนุษย์
"เจ้าสำนักเก้อคงไม่คาดคิดกระมัง ว่าวันนี้ศิษย์ปลายแถวที่เคยถูกพวกเจ้าเหยียบย่ำจนจมดิน จะก้าวเดินกลับเข้ามาในคุกใต้ดินแห่งนี้ด้วยสองเท้าของตนเอง"
เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังก้องกังวาน ทำลายความเงียบงันจนผู้อาวุโสตาบอด "เก้อชาง" ซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนฟางเน่าๆ ถึงกับสะดุ้งสุดตัว ดวงตาที่บอดสนิททั้งสองข้างหรี่ลงพยายามเพ่งมองฝ่าความมืด แม้จะมองไม่เห็นด้วยตาเนื้อ แต่สัญชาตญาณดิบของยอดฝีมือขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นปลายกลับร่ำร้องเตือนภัยว่า บุรุษผู้ยืนอยู่ตรงหน้าคือกาลีภิדורที่พร้อมจะผลาญชีวิตตนให้ดับดิ้นได้ในพริบตา
เก้อชางแค่นเสียงหัวเราะแหบแห้ง รอยยิ้มเหี่ยวย่นบิดเบี้ยวด้วยความเคียดแค้น "ฮ่าๆๆ... เป็นเจ้าเองหรอกหรือ หลี่มู่เหยียน! สุนัขไร้ค่าที่ข้าเคยหักกระดูกเส้นเอ็นเมื่อสามปีก่อน ไม่นึกเลยว่าสุนัขตัวนี้จะมีปัญญาปีนป่ายกลับมาเห่าหอนถึงถ้ำเสือ คิดว่าบรรลุวิชาประหลาดมาแล้วจะต่อกรกับผู้อาวุโสเช่นข้าได้หรือ เจ้าเด็กโง่เขลา!"
หลี่มู่เหยียนไม่แสดงอารมณ์โกรธเกรี้ยวแม้แต่น้อย เขาย่างก้าวเข้าไปช้าๆ เสียงฝีเท้ากระทบพื้นหินดัง ก้องกังวาน ราวกับเสียงเคาะระฆังแห่งความตาย
"ความทรงจำของท่านช่างดีนัก เก้อชาง..." หลี่มู่เหยียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี "จำได้แม้กระทั่งเสียงร้องครวญครางของข้าในวันนั้น แต่ท่านคงลืมไปแล้วกระมังว่า ในคืนที่หิมะโปรยปรายเมื่อสามปีก่อน ข้าคุกเข่าอ้อนวอนขอความเมตตาให้ท่านไว้ชีวิตมารดาของข้าอย่างไร... ท่านตอบข้าว่าอย่างไรนะ? ท่านบอกว่าสวะไร้ค่าอย่างพวกเรา เป็นเพียงมดปลวกที่เหยียบย่ำเมื่อใดก็ได้ใช่หรือไม่"
สิ้นคำพูดนั้น แรงกดดันมหาศาลระดับมหาเทพก็ทะลักทะลายออกจากร่างของหลี่มู่เหยียน พลังลมปราณสีครามเข้มแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง บีบอัดอากาศในคุกใต้ดินจนหนาทึบ ผนังหินแกร่งเริ่มปริร้าวเป็นทางยาว เปลวไฟจากคบเพลิงสั่นไหวและดับวูบลงทีละดวง ความมืดมิดเข้าปกคลุม ทว่ากลับมีรัศมีกระบี่สีเงินยวดยิ่งเปล่งประกายเจิดจ้าออกมาจากปลายนิ้วของหลี่มู่เหยียนแทน
เก้อชางหน้าถอดสี เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มใบหน้ายับย่น พลังปราณที่กดทับลงมานี้หนักหน่วงเสียยิ่งกว่าภูเขาทั้งลูกทับถมร่าง เขารีบโคจรลมปราณคุ้ม体เพื่อต้านทาน แต่ทว่า... เส้นชีพจรลมปราณของเขากลับถูกกดทับจนแทบหยุดนิ่ง ราวกับมดปลวกที่กำลังเผชิญหน้ากับพญามังกร
"เป็นไปไม่ได้! พลังปราณระดับนี้... เจ้า... เจ้าทะลวงขอบเขตสวรรค์ขั้นใดกันแล้ว!" เก้อชางแผดเสียงร้องด้วยความตื่นตระหนก ความยโสโอหังในอดีตมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวที่กัดกินขั้วหัวใจ
ในขณะเดียวกัน ที่เบื้องบนคุกใต้ดิน เซียนจินหลิงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายเมฆา ยืนสง่างามอยู่บนยอดหลังคาเรือนรับรองของตระกูลเก้อ ดวงตาดั่งหงส์มองลงมาเบื้องล่างด้วยแววตาเรียบเฉย เย็นชาดุจน้ำแข็ง ไร้ความรู้สึกใดๆ ทว่ารอบกายกลับปรากฏไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมาราวกับเทพธิดาน้ำแข็งผู้ลงมาพิพากษาโลกมนุษย์ ยอดฝีมือตระกูลเก้อหลายสิบคนที่พยายามจะเข้ามาขัดขวางล้วนถูกกระบี่น้ำแข็งของนางตรึงร่างไว้กับพื้น ขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้ว
นางไม่ได้เอ่ยวาจาใดๆ แต่การปรากฏตัวของนางคือการประกาศิตว่า 'ไม่มีใครในตระกูลเก้อผู้ใดกล้าเข้ามารบกวนการชำระแค้นของบุรุษผู้นั้น' สายตาของนางทอดมองไปยังทิศทางที่หลี่มู่เหยียนอยู่ แววตาที่เคยเย็นชากลับทอประกายความอ่อนโยนล้ำลึกที่มอบให้แก่เขาเพียงผู้เดียว
"เก้อชาง" เสียงของหลี่มู่เหยียนดังก้องขึ้นอีกครั้ง ราวกับเสียงพิพากษาจากยมโลก เขาย่างสามขุมเข้าไปใกล้ชายชราตาบอด "หนี้เลือดต้องชดใช้ด้วยเลือด สิ่งที่ท่านเคยทำกับข้าและมารดา วันนี้ข้าจะขอทวงคืนทีละส่วน"
"เจ้ากล้าหรือ! ข้าเป็นถึงผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลเก้อ หากเจ้าฆ่าข้า เจ้าสำนักและปรมาจารย์รุ่นก่อนไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่!" เก้อชางพยายามขู่ขวัญ แม้เสียงจะสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด
"ตระกูลเก้อหรือ?" หลี่มู่เหยียนมุมปากยกย่องขึ้นเล็กน้อย แววตาดุดันอำมหิต "ต่อให้ตระกูลเก้อของพวกเจ้ามีเซียนสวรรค์หนุนหลังอยู่จริง วันนี้ข้า 'หมื่นกระบี่คืนรัง' ก็จะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ล้างบางตระกูลพวกเจ้าให้สิ้นซาก!"
สิ้นคำพูดนั้น หลี่มู่เหยียนสะบัดมือเบาๆ คมกระบี่ลมปราณพุ่งแหวกอากาศออกไปตัดผ่านข้อศอกของเก้อชางอย่างไร้ความปรานี!
*ฉับ!*
เสียงเนื้อและกระดูกขาดออกจากกันดังสนั่น ตามด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนราวกับสัตว์เดรัจฉานของเก้อชางที่ดังลั่นคุกใต้ดิน เลือดสดๆ พุ่งกระเซ็นย้อมผนังหินสีดำให้กลายเป็นสีแดงฉาน
เก้อชางล้มลงดิ้นทุรนทุรายบนพื้น ความเจ็บปวดแสนสาหัสเล่นงานจนสติแทบหลุดลอย ดวงตาที่บอดสนิทเบิกกว้างด้วยความทุรนทุราย
หลี่มู่เหยียนก้มตัวลงมองชายชราที่นอนหายใจรวยรินเบื้องหน้า แววตาของเขายังคงไร้ซึ่งความสงสาร มีเพียงสัจธรรมแห่งวิถีกระบี่ที่ว่า 'ผู้ใดปลูกกรรมย่อมได้รับผลกรรมนั้น'
"นี่คือบทเรียนแรก สำหรับความอำมหิตที่ท่านเคยกระทำ..." หลี่มู่เหยียนกล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะยกกระบี่ในมือขึ้นชี้ตรงไปยังจุดตันtian (จุดศูนย์Iกลางลมปราณ) ของเก้อชาง "และนี่... คือการปิดฉากเส้นทางการบำเพ็ญเพียรของท่าน"
ทว่า ในวินาทีที่คมกระบี่กำลังจะพุ่งทะลวงเข้าใส่ร่างของเก้อชางเพื่อทำลายตบะทั้งหมดนั้น ประตูเหล็กหนาหนักของคุกใต้ดินก็ถูกระเบิดออกเป็นจุลด้วยพลังปราณสีทองอร่ามอันเกรี้ยวกราด แรงระเบิดส่งผลให้เศษหินและฝุ่นควันตลบอบอวล
พร้อมกันนั้น เสียงหัวเราะเย้ยหยันอันทรงพลังก็ดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วบริเวณ
"ฮ่าๆๆๆ... สามหาวนัก! คิดว่าบุกเข้ามาในเขตหวงห้ามตระกูลเก้อแล้วจะทำตามอำเภอใจได้งั้นหรือ หลี่มู่เหยียน เจ้าเด็กสารเลว วันนี้ที่นี่คือสุสานชั่วนิรันดร์ของเจ้า!"
เงาร่างมหึมาในชุดคลุมสีทองอร่ามก้าวเท้าเดินผ่านกลุ่มควันเข้ามา แผ่รังสีอำมหิตที่กดดันจนหลี่มู่เหยียนต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย เมื่อเงาร่างนั้นปรากฏชัดเจนภายใต้แสงไฟสลัว ร่างของหลี่มู่เหยียนถึงกับชะงักงัน ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจเป็นครั้งแรก บุคคลที่ก้าวเข้ามาหาใช่เจ้าสำนักเก้อตามที่คาดคิดไม่ หากแต่เป็น... ศิษย์พี่ใหญ่ผู้ทรยศที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน และคาดว่าน่าจะดับสูญในดินแดนต้องห้ามไปแล้ว!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและคมกระบี่ไปด้วยกันในบทนี้นะครับ
เซียนกระบี่คลั่ง ข้ามภพมาสยบตระกูลเก้อ•ตอนที่ 22
ผู้อาวุโสตาบอดต้องชดใช้
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่ง ข้ามภพมาสยบตระกูลเก้อ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!