เสียงกัมปนาทสะท้านสะเทือนผืนปฐพีดังขึ้นติดต่อกันเก้าครั้งราيهاอสวรรค์กริ้วโกรธ เป็นสัญญาณเตือนว่าม่านค่ายกลโบราณหน้าประตูใหญ่สำนักเมฆาจันทรากำลังถูกกระแสพลังอันน่าสะพรึงกลัวกดทับจนแทบแหลกสลาย
"ตึง! ตึง! ตึง!"
ศิษย์สายในนับร้อยที่ยืนเรียงรายอยู่เบื้องล่างต่างหน้าถอดสี เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มกรอบหน้า พวกเขาล้วนเป็นยอดฝีมือรุ่นเยาว์ที่ผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มงวด แต่ในเวลานี้ กลับไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะหายใจแรง ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันจนแทบหยุดหายใจนี้ สายตาทุกคู่ต่างพากันจับจ้องไปยังร่างโปร่งในชุดคลุมสีขาวสะอาดตาผู้หนึ่ง
หลี่มู่เหยียน ยืนสงบนิ่งอยู่บนลานหินสีนิล ดวงตาคมกริบดุจคมกระบี่ที่เพิ่งออกจากฝักคู่นั้นกวาดมองป้ายหยกสีหยกขาวสลักอักษร 'ศิษย์สายใน' ในมือของตนเองอย่างเชื่องช้า รัศมีปราณกระบี่อันลึกล้ำที่แผ่ออกมาจากร่างของเขากดดันให้มวลอากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น นี่มิใช่การทดสอบธรรมดา แต่เป็นการประกาศศักดาอย่างเงียบงันว่า ยุคสมัยของตระกูลเก้อที่เคยเรืองอำนาจในสำนักแห่งนี้ กำลังจะพังทลายลงด้วยมือของบุรุษผู้ถูกตราหน้าว่าเป็นขยะมาเน่าหนอน
"เจ้า... เจ้าใช้กลโกงใดกันแน่!"
เสียงคำรามด้วยความเคียดแค้นดังขึ้นจากมุมหนึ่งของลานประลอง เก้อหลาง ผู้อาวุโสฝ่ายกิจการศิษย์สายใน ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนจนน่ากลัว เขาเป็นผู้สนับสนุนหลักของตระกูลเก้อในสำนักเมฆาจันทรา การที่หลี่มู่เหยียนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งศิษย์สายในได้สำเร็จด้วยผลงานระดับสร้างตำนาน—ผ่านด่านทดสอบเก้าอัสนีโดยไร้รอยขีดข่วน—ย่อมเท่ากับตบหน้าผู้อาวุโสเช่นเขาอย่างฉาดใหญ่กลางฝูงชน
หลี่มู่เหยียนมิได้หันกลับไปมองทันที เขายังคงใช้นิ้วเรียวยาวลูบไล้พื้นผิวเย็นเฉียบของป้ายหยกอย่างใจเย็น ก่อนจะค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายด้วยมุมปากที่ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยียบเย็น
"กลโกง?" หลี่มู่เหยียนทวนคำ น้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากลับทรงพลังจนกดขี่ข่มขวัญผู้คนรอบข้าง "ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ผู้ที่อ่อนแอคือเหยื่อ ผู้ที่แข็งแกร่งคือผู้กำหนดกฎเกณฑ์ ผู้อาวุโสเก้อ... หรือว่าท่านแก่จนเลอะเลือน จนแยกแยะไม่ออกว่ากระบวนท่ากระบี่ของข้าเมื่อครู่ คือความสามารถแท้จริง หรือเป็นเพียงปาินิหาริย์ที่ท่านไม่อาจยอมรับได้กันแน่"
วาจานั้นคมกริบยิ่งกว่ากระบี่บิน ทิ่มแทงเข้าไปในจิตใจของเก้อหลางจนกระอักเลือดคำโตออกมาอย่างอดไม่ได้ ผู้อาวุโสแซ่เก้อตัวสั่นเทาด้วยความแค้น แต่เบื้องหน้ากฎเหล็กของสำนักเมฆาจันทรา และต่อหน้าสายตาของเหล่าผู้อาวุโสฝ่ายในที่นั่งสังเกตการณ์อยู่บนตำหนักสูง เขาไม่กล้าลงมือทำลายกฎโดยพลการ
ในขณะนั้นเอง ร่างระหงในชุดกระโปรงยาวสีฟ้าครามราวกับธารน้ำแข็งบริสุทธิ์ก็ก้าวเดินออกมาจากเงาเสาหยกขาว นางคือ เซียนจินหลิง ธิดาแห่งสำนักเซียนอันดับหนึ่งผู้ดำรงตำแหน่งศิษย์เอกสายใน ความงามของนางเยือกเย็นและสูงส่งจนผู้คนไม่กล้าแม้แต่จะคิดล,บู่ แต่ในยามนี้ สายตาคู่สวยที่เคยเย็นชาไร้คลื่นอารมณ์ กลับทอดมองไปยังหลี่มู่เหยียนด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนยากจะหยั่งถึง
"มู่เหยียน..." น้ำเสียงหวานใสแต่เย็นเยียบดั่งหิมะโปรยปรายลงกลางฤดูร้อนเอ่ยขึ้น "เจ้าก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แล้วจริงๆ สินะ"
หลี่มู่เหยียนหันไปสบตากับนาง แววตาที่เคยเย็นชาและดุดันพลันอ่อนลงวูบหนึ่งอย่างไม่น่าเชื่อ เขารู้ดีว่าเบื้องหลังความสำเร็จในวันนี้ สายตาของนางที่คอยปกป้องเขาจากเงามืดของตระกูลเก้อมีความหมายเพียงใด ทว่า ในยุทธภพแห่งนี้ ความรักมักมาพร้อมกับคมกระบี่ที่พร้อมจะปลิดชีพผู้คนได้ทุกเมื่อ
"ขอบคุณศิษย์พี่จินหลิงที่คอยห่วงใย" หลี่มู่เหยียนประสานมือคารวะด้วยท่าทีสุภาพสมฐานะสุภาพบุรุษ ทว่าความทระนงในน้ำเสียงกลับมิได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย "เส้นทางเซียนนี้ยาวไกลนัก หากข้าไม่ก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง เกรงว่าคงไม่มีคุณสมบัติพอที่จะยืนเคียงข้างผู้ใดได้... โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศิษย์พี่ผู้สูงส่งเช่นท่าน"
คำพูดนั้นทำเอาใบเพชรน้ำงามของเซียนจินหลิงขึ้นสีแดงระเรื่อจางๆ อย่างควบคุมไม่อยู่ นางหลบสายตาไปชั่วขณะ หัวใจดวงน้อยที่สงบนิ่งมาหลายปีกลับเต้นระรัวราวกับกลองศึก นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้ไม่เคยพูดจาหวานเลี่ยนไร้สาระ ทุกถ้อยคำของเขาล้วนกลั่นกรองมาจากความตั้งมั่นอันเด็ดเดี่ยว และนั่นคือเสน่ห์ที่ทำให้นางยอมมอบหัวใจให้เขาเพียงผู้เดียวอย่างไม่เสียดายชีวิต
"บังอาจ!" เสียงตวาดกร้าวของเก้อหลางดังขัดจังหวะขึ้นอีกครั้ง "เจ้าคิดว่าการเป็นศิษย์สายในจะคุ้มครองเจ้าจากความผิดที่สังหารศิษย์สายตรงตระกูลเก้อในแดนลับแลได้งั้นรึ! วันนี้ต่อให้เจ้ามีปีกบินได้ ก็อย่าหวังว่าจะรอดออกไปจากเขตหุบเขาเมฆาอัสนี!"
สิ้นคำพูดของเก้อหลาง ท้องฟ้าเหนือสำนักเมฆาจันทราที่เคยแจ่มใสพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำทะมึนในพริบตา เมฆฝนหนาทึบก่อตัวขึ้นพร้อมกับเสียงคำรามของสายฟ้าสีครามที่แลบแปลบปลาศ แรงกดดันระดับขอบเขตกำเนิดวิญญาณแผ่ซ่านลงมาจนศิษย์สายในหลายคนเข่าทรุดลงไปกองกับพื้น
ไม่ใช่เพราะพลังของเก้อหลาง... แต่เป็นเพราะมีบุคคลระดับผู้อำนวยการสำนักหรือสูงกว่านั้นกำลังเคลื่อนไหว!
หลี่มู่เหยียนเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ดวงตาหรี่แคบลงเล็กน้อย รอยยิ้มเย้ยหยันผุดขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง ในเมื่อตระกูลเก้อต้องการใช้กำลังกดขี่เขาให้จมดิน เช่นนั้นเขาก็จะใช้คมกระบี่ในมือนี้แหละ ผ่าสวรรค์และกดขี่พวกมันให้ดูเป็นขวัญตา!
เขากำด้ามกระบี่ไม้ไผ่ธรรมดาในมือแน่น ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ระเบิดออกรอบตัวจนพื้นหินใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเป็นใยแมงมุม
ทว่า ในวินาทีที่สายฟ้าสีเลือดเส้นใหญ่ผ่าผ่าลงมาจากฟากฟ้าตรงเข้าใส่ศีรษะของหลี่มู่เหยียนนั้นเอง เงาร่างสีดำสนิทผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างไร้ซุ่มเสียงเบื้องหน้าเขา ปลายกระบี่โบราณที่ขึ้นสนิมกรังถูกชี้ขึ้นฟ้าโดยไม่หวั่นเกรงต่อทัณฑ์สวรรค์
"ผู้ใดรังควานศิษย์น้องหลี่... จงก้าวข้ามซากศพของข้าไปก่อน"
เสียงทุ้มต่ำและเย็นชาจนกระดูกสันหลังวาบดังขึ้น พร้อมกับกลิ่นอายการฆ่าฟันอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่พุ่งจนเซียนจินหลิงยังต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและคมกระบี่ไปด้วยกันในบทนี้นะครับ
เซียนกระบี่คลั่ง ข้ามภพมาสยบตระกูลเก้อ•ตอนที่ 12
มุ่งสู่เส้นทางเซียน
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่ง ข้ามภพมาสยบตระกูลเก้อ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!