"จงบอกข้ามา... ร่างกายสวะชิ้นนี้ ทำไมจึงซุกซ่อนสิ่งที่เป็นดั่งคำสาปของทวยเทพเอาไว้"
ความเงียบงันภายในห้องโถงร้างอันอับชื้น มีเพียงเสียงหอบหายใจแผ่วเบาของหลี่มู่เหยียนที่ดังสะท้อนก้องกาลเวลา ดวงตาคู่นั้นมิได้ทอประกายแห่งความตื่นตระหนก มีเพียงความเย็นเยียบราวจับวางอยู่บนปากเหวแห่งความเป็นความตาย สติสัมปชัญญะของเขาดิ่งลึกเข้าสู่ห้วงทะเลจิตอันเวิ้งว้าง ที่ซึ่งเปลวเพลิงแห่งปราณอัคคีกำลังแผดเผาเส้นชีพจรสายหลักที่เคยตีบตันจนแหลกละเอียด
การทะลวงขอบเขตพลังในคืนนี้มิใช่การฝืนชะตากรรมธรรมดา แต่เป็นการ "รื้อถอน" และ "ประกอบสร้าง" ร่างกายเนื้อนี้ขึ้นมาใหม่ด้วยเคล็ดวิชาแห่งมหาเทพ
กระแสลมปราณสีครามเข้มไหลวนอยู่รอบร่างของชายหนุ่มราวกับพายุหมุนขนาดย่อม ฝุ่นผงบนพื้นศิลาถูกแรงกดดันมหาศาลกดทับจนยุบตัวลงเป็นแอ่งกระทะ เสื้อผ้าขาดวิ่นปลิวสะบัดตามแรงคลื่นพลังที่แผ่ซ่านออกมาจากจุดตันเทียน หยาดเหงื่อกาฬไหลรินอาบไล้แผ่นอกกำยำที่เต็มไปด้วยบาดแผลเก่า ทว่าในยามนี้ กล้ามเนื้อทุกมัดกลับเต้นเร่าด้วยพลังชีวิตอันดิบเถื่อนและทรงพลัง
"ตระกูลเก้อ... พวกเจ้าคงคิดไม่ถึงสินะ ว่าเศษสวะที่พวกเจ้าขับไล่ไสส่งและเหยียบย่ำราวกิ้งกือไส้เดือน จะถือครองสิ่งนี้อยู่"
ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มเยาะหยัน ดวงตาคมกริบกวาดมองเข้าไปในห้วงลึกของกระดูกสันหลัง ที่ซึ่งความเจ็บปวดเสียดแทงราวกับมีเข็มนับพันเล่มกำลังทิ่มแทง แต่นั่นเป็นเพียงภาพลวงตา เบื้องหลังความเจ็บปวดสาหัสสากรรจ์นั้น คือ "สมบัติลับ" ที่เจ้าของร่างเดิมไม่เคยล่วงรู้เลยแม้แต่น้อยว่ามันถูกผนึกไว้
มันคือ "กระดูกมังกรบรรพกาล" และ "ผนึกโลหิตเซียนสวรรค์" ที่ตกทอดมาจากยุคบรรพกาล!
ในอดีตชาติ หลี่มู่เหยียนเคยพบเห็นสมบัติล้ำค่ามานับไม่ถ้วน ทว่าการได้พบเจอรากฐานที่ทรงพลังถึงเพียงนี้ในร่างมนุษย์ปุถุชน ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน ร่างกายนี้... มีสายเลือดที่เชื่อมโยงกับมหาภัยพิบัติเมื่อหมื่นปีก่อน การที่มันถูกสะกดผนึกไว้ด้วยค่ายกลโบราณ ย่อมหมายความว่ามีผู้ทรงอิทธิฤทธิ์จงใจปิดบังตัวตนที่แท้จริงของเจ้าของร่างนี้เอาไว้ เพื่อหลบเลี่ยงสายตาของเงื้อมมือมัจจุราชแห่งแดนเซียน
*เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!*
เสียงกระดูกลั่นดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงฟ้าผ่ากลางฤดูร้อน เส้นชีพจรสีทองเส้นแรกปรากฏขึ้นบนผิวหนังช่วงไหปลาร้าของหลี่มู่เหยียน มันทอแสงเรืองรองตัดกับความมืดมิดภายในห้อง ราวกับอัคคีที่ลุกโชนขึ้นกลางมหาสมุทรน้ำแข็ง ความเจ็บปวดระดับที่สามารถทำให้ยอดฝีมือสำนักใหญ่กระอักเลือดจนสิ้นใจตายได้ กลับไม่สามารถทำให้คิ้วของเขาขมวดมุ่นได้แม้แต่น้อย ความทระนงและจิตวิญญาณแห่งมหาเทพผู้ไม่ก้มหัวให้ผู้ใด คือเกราะคุ้มกันอัน The unbreakable ที่คอยค้ำจุนเขาไว้
ในห้วงจิตสำนึก... ภาพของหญิงสาวนางหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างเลือนราง
เซียนจินหลิง...
สตรีผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของเก้าสวรรค์ ใบหน้างดงามล่มเมืองที่มักจะปกคลุมด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี ในยามที่นางสบตาเขาครั้งสุดท้ายก่อนที่เขาจะจุติลงมายังแดนมนุษย์ แววตานั้นไหววูบราวกระจกที่ถูกโยนก้อนหินลงไป แม้นางจะไม่เอ่ยวาจาใดๆ ออกมาสักคำ แต่ความผูกพันและคำสัญญาที่เงียบงัน กลับฝังรากลึกอยู่ในดวงจิตวิญญาณของเขายิ่งกว่าสิ่งใด
*ข้ากลับมาแล้ว... และข้าจะไปพบนางอย่างสมศักดิ์ศรี*
หลี่มู่เหยียนคำรามก้องในใจ แรงระเบิดจากจุดตันเทียนแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง กำแพงหินของห้องโถงร้างเริ่มปริร้าว เศษหินร่วงหล่นลงมาดั่งฝนห่าใหญ่ พลังปราณระดับก่อเกิดขั้นที่เก้าถูกทะลวงผ่านไปในพริบตาเดียว! และมันยังไม่หยุดยั้งเพียงแค่นั้น ปราณมังกรบรรพกาลที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากการหลับใหลกำลังดูดกลืนพลังฟ้าดินรอบรัศมีสี่สิบย่างก้าวเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างบ้าคลั่ง
ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงตระกูลเก้อในยามวิกาล บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มอย่างไร้สาเหตุ เมฆฝนก่อตัวหมุนวนเป็นรูปเกลียวคลื่นขนาดมหึมา ราวกับมีอสูรกายกำลังแหวกว่ายอยู่เหนือหมู่เมฆ แรงกดดันจากสวรรค์แผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทุกตารางนิ้ว ทำให้เหล่าสัตว์อสูรและผู้ฝึกยุทธ์ในรัศมีร้อยลี้ต่างต้องคุกเข่าลงด้วยความหวาดกลัวต่ออำนาจอันน่าสะพรึงกลัวที่ไร้ที่มา
ภายในจวนตระกูลเก้อ ผู้อาวุโสสูงสุดผู้เก็บตัวฝึกตนมานานนับสิบปีถึงกับลืมตาโพลงด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าเหี่ยวย่นซีดเผือกไร้สีเลือด เขารีบพุ่งตัวออกมาจากเรือนพักด้วยความเร็วสูงสุด ดวงตาจ้องมองไปยังทิศทางของห้องโถงร้างท้ายตระกูลด้วยความหวาดระแวง
"พลังปราณระดับนี้... หรือว่าจะมีสมบัติล้ำค่าระดับนภาปรากฏขึ้น?!" ผู้อาวุโสแซ่เก้อพึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นเทา หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองศึก "รีบไปตรวจสอบ! ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร มันต้องตกเป็นของตระกูลเก้อเราเท่านั้น!"
ทว่า ในขณะที่ความโกลาหลกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ หลี่มู่เหยียนกลับนั่งนิ่งสงบดั่งขุนเขา ดวงตาทั้งสองข้างปิดสนิท ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอดุจสายน้ำไหลเอื่อย ทว่ารอบกายกลับถูกห่อหุ้มด้วยเกราะอัคคีสีทองอร่ามที่แผ่ไอความร้อนระอุออกมาจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว
เขารับรู้ได้ถึงการมาเยือนของเหล่าเงาเคลื่อนไหวที่รายล้อมอยู่รอบกำแพงพังทลาย เสียงฝีเท้าเบาหวิวแต่เต็มไปด้วยจิตสังหารกำลังคืบคลานเข้ามาประชิดตัวทีละน้อย
หลี่มู่เหยียนค่อยๆ ลืมตาขึ้น ช้าๆ ทว่ามั่นคง
นัยน์ตาคู่นั้นมิใช่สีดำสนิทอีกต่อไป หากแต่ทอประกายระยิบระยับดุจดวงดาราคู่นึ่งที่ส่องสว่างอยู่ท่ามกลางห้วงอวกาศอันเวิ้งว้าง ความลึกล้ำและเยือกเย็นแผ่ซ่านออกมาจนผู้ที่แอบซ่อนอยู่ถึงกับสันหลังวาบ ราวกับถูกคมกระบี่ที่มองไม่เห็นจ่อเข้าที่ลำคอ
"ช่างรบกวนเวลาอันสงบสุขของข้าเสียจริง..."
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแผ่วเบา รอยยิ้มที่มุมปากช่างเย็นชาและเปี่ยมด้วยรัศมีแห่งการพิพากษา มือขวาของเขายื่นออกไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ราวกับกำลังคว้าจับอากาศธาตุ ทันใดนั้น เงาร่างของนักฆ่าผู้หนึ่งก็พุ่งทะลุกำแพงเข้ามาพร้อมกับประกายกระบี่คมกริบที่มุ่งตรงมายังจุดตายกลางหว่างคิ้วของเขา!
ความเร็วของกระบี่นั้นรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ ทว่าในสายตาของหลี่มู่เหยียน มันกลับเชื่องช้าราวกับเต่าคลาน เขามิได้หลบหลีก มิได้ตื่นตระหนก มีเพียงปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางที่ประสานกันเป็นรูปกระบี่พุ่งออกไปปะทะอย่างแม่นยำ
*เคร้ง!*
เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหว ประกายไฟแตกกระจายสว่างวาบไปทั่วความมืด นักฆ่าผู้นั้นเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบถลนออกมาเมื่อพบว่า ปลายนิ้วมือเปล่าของเป้าหมายสามารถหยุดยั้งคมกระบี่เหล็กกล้าชั้นดีเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย ราวกับมันเป็นเพียงกิ่งไม้แห้ง
"เจ้า... เป็นใครกันแน่?!" นักฆ่าส่งเสียงร้องด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
หลี่มู่เหยียนไม่ตอบคำถาม รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะเอ่ยประโยคที่ทำให้อีกฝ่ายหัวใจหยุดเต้น
"บอกนายของพวกเจ้า... ว่าของขวัญที่พวกเจ้าเคยฝังไว้ในร่างนี้ ข้าขอรับคืนพร้อมกับดอกเบี้ยมหาศาลแล้ว"
สิ้นเสียงคำรามแผ่วเบາ ร่างของนักฆ่าผู้นั้นก็ระเบิดออกเป็นละอองเลือดสีแดงฉานทันที โดยที่ยังไม่ทันได้ส่งเสียงร้องโหยหวนออกมาด้วยซ้ำ! และในวินาทีต่อมา ประตูห้องโถงพังทลายลงพร้อมกับการปรากฏตัวของเงาร่างนับสิบที่ปลดปล่อยจิตสังหารอันรุนแรงพุ่งเข้าประชิด...
แต่ทว่า ก่อนที่คมกระบี่เล่มแรกจะทันได้แตะต้องชายหนุ่ม เสียงทุ้มกังวานและทรงอำนาจเสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากความมืดเบื้องนอก พร้อมกับร่างของสตรีในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ที่ก้าวเดินเข้ามาอย่างสง่างามราวกับเทพธิดาล่องหน
"มู่เหยียน... หากเจ้ายังไม่หยุดมือ เกรงว่าเลือดในเมืองนี้คงไม่พอให้เจ้าล้างแค้นกระมัง?"
ดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องมองเขาด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย ทั้งตัดพ้อ ห่วงหา และท้าทายในเวลาเดียวกัน
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปพร้อมกับข้า... แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ หมื่นกระบี่คืนรัง
เซียนกระบี่คลั่ง ข้ามภพมาสยบตระกูลเก้อ•ตอนที่ 4
ของขวัญจากอดีต
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่ง ข้ามภพมาสยบตระกูลเก้อ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!