“เลือดของเจ้า... เจือกลิ่นอายของผู้อาฆาตแห่งห้วงนรกภูมิ เหตุใดข้าต้องยอมสยบให้แก่เศษสัจธรรมของมนุษย์ผู้หนึ่งด้วยเล่า!”
เสียงคำรามทุ้มต่ำดุจสนั่นหวั่นไหวจากอัคคีโลกันตร์ดังสะท้อนก้องกังวานอยู่ภายในถ้ำผนึกมังกร ท่ามกลางประกายไฟสีชาดที่แผดเผาผิวดินจนละลายกลายเป็นลาวาเดือดพล่าน ความร้อนระอุระดับนี้หากเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมรวมลมปราณทั่วไป คงถูกแผดเผาร่างสลายกลายเป็นเถ้าธุลีไปภายในชั่วพริบตาแล้ว ทว่า หลี่มู่เหยียนกลับยืนหยัดอยู่อย่างมั่นคงราวกับขุนเขาคีรีที่ค้ำจุนผืนฟ้า แววตาของเขาสงบนิ่งดุจผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นพรั่นพรึงแม้แต่น้อย
ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทสะท้อนประกายแสงจันทร์ยามต้องเงาอัคคี มือขวาของเขายกขึ้นระดับอก ปลายกระบี่โบราณในมือสั่นระริกเบาๆ ราวกับกำลังส่งเสียงคํารามรับรู้ถึงจิตสังหารอันดุร้ายที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างมหึมาเบื้องหน้า
เบื้องหลังของหลี่มู่เหยียน ร่างระหงของเซียนจินหลิงยืนสง่างามอยู่บนแท่นศิลาโบราณ นางถ่ายทอดพลังปราณบริสุทธิ์สายหนึ่งเข้าสู่แผ่นหลังของชายหนุ่มอย่างต่อเนื่อง เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้าผากนวลเนียน แต่แววตาคู่คมของนางกลับฉายแววดุดันและเด็ดเดี่ยว นางรู้ดีว่าการทำสัญญาเลือดกับ "มังกรเพลิงทมิฬ" อสูรบรรพกาลผู้หลับใหลมานับหมื่นปีนั้นเดิมพันด้วยชีวิต หากหลี่มู่เหยียนพลาดพลั้งเพียงนิดเดียว วิญญาณของทั้งคู่จะแหลกสลายไม่เหลือแม้แต่ซาก
“เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร... มังกรเพลิงอัคคีผลาญภพ?” หลี่มู่เหยียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าทุกคำที่เปล่งออกมากลับทรงพลังกดดันจนมวลอากาศรอบด้านบิดเบี้ยว “ในยุคบรรพกาล บรรพบุรุษของเจ้ายังต้องคุกเข่าคำนับต่อหน้ากระบี่ของข้า การที่ข้ามาเยือนถึงถ้ำแห่งนี้ และมอบโอกาสให้เจ้าได้ใช้เลือดเนื้อร่วมกับข้า ถือเป็นเกียรติสูงสุดที่สัจธรรมแห่งฟ้าดินเมตตาต่ออสูรเดรัจฉานอย่างเจ้าแล้ว”
“สามหาว!”
มังกรเพลิงทมิฬคำรามลั่น ดวงตาสสีแดงฉานขนาดเท่ากงล้อรถพุ่งตรงมายังร่างของหลี่มู่เหยียน มันอ้าปากพ่นเปลวเพลิงสีดำสนิทที่สามารถเผาผลาญได้แม้กระทั่งวิญญาณ พลังทำลายล้างพุ่งทะยานเข้าใส่ราวกับคลื่นยักษ์สึนามิแห่งไฟโลกันตร์
“ระวัง!” เซียนจินหลิงอุทานเบาๆ หัวใจของนางกระตุกวูบ
ทว่า หลี่มู่เหยียนไม่แม้แต่จะหลบเลี่ยง เขาก้าวเท้าซ้ายออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าวอย่างมั่นคง ฝ่ามือซ้ายกรีดผ่านอากาศวาดเป็นอักขระโบราณกลางห้วงนรก พลังปราณสีครามเข้มระเบิดออกปกป้องร่างของเขากับนางไว้ในคราเดียว เพลิงทมิฬที่โหมกระหน่ำเข้ามาเมื่อปะทะเข้ากับม่านพลังปราณกลับถูกดูดกลืนหายไปในพริบตา ราวกับหินผาที่รองรับคลื่นลมอันเกรี้ยวกราดมานับพันปี
“วิชา... กระบี่ไร้ลักษณ์ขั้นที่เจ็ด... กลืนนภา!”
หลี่มู่เหยียนคำรามในลำคอ ดวงตาคมกริบทอประกายแสงสีทองวาววับ เขากัดปลายนิ้วชี้ข้างขวาจนเลือดสีแดงสดหยดลงบนคมกระบี่ เลือดหยดนั้นมิได้ร่วงหล่นลงพื้น แต่กลับซึมซาบเข้าสู่เนื้อเหล็กโบราณจนเกิดเสียงครางหึ่งๆ ดังก้องกังวาน ราวกับกระบี่เล่มนี้มีความนึกคิดและกำลังกระหายเลือด
วิ้ง!
แสงกระบี่เจิดจ้าพุ่งทะยานเสียดฟ้า ทะลุทะลวงเพดานถ้ำหินหนาจนเศษหินนับล้านชิ้นร่วงหล่นลงมาดั่งห่าฝน แรงกดดันระดับมหาเทพกดทับลงบนร่างของมังกรเพลิงทมิฬจนมันต้องย่อตัวลงต่ำ ดวงตาที่เคยดุดันฉายแววตื่นตระหนกอย่างปิดไม่มิด มันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตายที่แท้จริง—กลิ่นอายของผู้ที่เคยเหยียบย่ำทัณฑ์สวรรค์มาแล้ว
“จงยอมจำนนซะ!”
หลี่มู่เหยียนพุ่งทะยานขึ้นสู่กลางอากาศ ร่างกายของเขาร1วบรวมพลังปราณฟ้าดินทั้งหมดเข้าไว้ที่ปลายกระบี่ ก่อนจะตวัดลงมาอย่างเด็ดขาด คมกระบี่กรีดผ่านอากาศเกิดเป็นรอยแยกสีดำสนิทของมิติที่ฉีกขาด พลังปราณสายหนึ่งพุ่งตรงเข้าผ่ากลางหน้าผากของมังกรเพลิงทมิฬทันที!
ตูมมม!
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย คลื่นกระแทกมหาศาลซัดสาดจนเซียนจินหลิงต้องถอยหลังไปสามก้าว ฝุ่นควันและละอองไฟคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ จนมองไม่เห็นร่างของทั้งสองฝ่าย
เวลาผ่านไปชั่วอึดใจ... บรรยากาศภายในถ้ำกลับมาเงียบสงบลงอย่างประหลาด มีเพียงเสียงหอบหายใจแผ่วเบาของมังกรยักษ์ที่ลดความดุดันลงไปนับส่วน
มังกรเพลิงทมิฬค่อยๆ หลับตาลงอย่างอ่อนแรง หยดเลือดสีทองสายหนึ่งไหลรินจากหว่างคิ้วของมันตรงเข้าสู่กลางอกของหลี่มู่เหยียน สัญลักษณ์อัคคีโบราณปรากฏขึ้นชั่วขณะบนหน้าผากของชายหนุ่ม ก่อนจะเลือนหายไปในผิวเนื้อ
สัญญาเลือด... สำเร็จแล้ว!
หลี่มู่เหยียนยืนนิ่งอยู่บนแท่นศิลา ร่างกายของเขากำลังดูดซับพลังปราณอสูรบรรพกาลที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไร้ขีดจำกัด ขอบเขตพลังปราณของเขาจากเดิมที่อยู่จุดสูงสุดของขั้นหลอมรวมวิญญาณ บัดนี้กำลังสั่นคลอนและทะยานขึ้นสู่ "ขอบเขตราชันย์ศักดิ์สิทธิ์" อย่างบ้าคลั่ง!
เซียนจินหลิงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก นางก้าวเข้าไปใกล้เตรียมจะเอ่ยปากแสดงความยินดี ทว่า ทันใดนั้น สีหน้าของหลี่มู่เหยียนกลับเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นมาในทันที ดวงตาของเขาหันขวับไปมองยังปากทางเข้าถ้ำมืดสนิท
เบื้องนอกถ้ำ... ปรากฏเสียงฝีเท้าแผ่วเบาราวกับไร้น้ำหนัก ทว่ากลับเต็มไปด้วยจิตสังหารอันเย็นเยียบที่แผ่ซ่านเข้ามาปกคลุมทั่วทุกอณูอากาศ
“ไม่นึกเลยว่า... นายน้อยตระกูลเก้อผู้ไร้ค่า จะซ่อนตัวอยู่ในถ้ำลึกถึงเพียงนี้เพื่อทำพันธสัญญาต้องห้าม”
เสียงหัวเราะเยือกเย็นดังแว่วมาจากความมืด พร้อมกับร่างเงาสวมชุดคลุมสีเงินปักลายพยัคฆ์เหินหาวหกนายที่ก้าวเดินออกมาจากเงาจันทร์ ปลายกระบี่ของพวกมันเปื้อนคราบเลือดสดๆ และผู้นำกลุ่มคือ "เก้อเทียนหลาง" ย우ะโสแห่งตระกูลเก้อผู้ถือครองคัมภีร์อัคคีสวรรค์ขั้นสมบูรณ์!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและคมกระบี่ไปด้วยกันในบทนี้นะครับ
เซียนกระบี่คลั่ง ข้ามภพมาสยบตระกูลเก้อ•ตอนที่ 26
พันธสัญญาอสูรบรรพกาล
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่ง ข้ามภพมาสยบตระกูลเก้อ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!