"ฉวนอี้... เจ้าจำสัญญาระหว่างเราใต้ต้นท้อพันปีเมื่อสามปีก่อนไม่ได้แล้วหรือ?"
เสียงของหลี่มู่เหยียนทุ้มต่ำและแหบพร่า ราวกับก้อนกรวดที่ถูกบดขยี้ในกระแสธารอันเชี่ยวกราก
เบื้องหน้าของเขาคือม่านหมอกสีชาดที่ปกคลุมหุบผาสุสานกระบี่ ลมปราณรอบกายแปรปรวนจนเกิดเป็นเกลียวคลื่นพลังสีดำทมิฬ แผ่พุ่งกดทับผืนดินจนแตករ้าวเป็นทางยาว ทว่าสิ่งที่สะเทือนใจที่สุดหาใช่แรงกดดันจากอาณาเขตพลังอันน่าสะพรึงกลัวนี้ไม่ หากแต่เป็นร่างของบุรุษในชุดคลุมสีขาวสะอาดตา ผู้ถือครองกระบี่เบญจธาตุที่เคยร่วมเป็นร่วมตายเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาเนิ่นนาน
"สัญญาอันใด ข้าไม่รู้จัก"
น้ำเสียงของไป๋ฉวนอี้ราบเรียบ เย็นชา และไร้ซึ่งจิตวิญญาณ ดวงตาคู่นั้นที่เคยเปี่ยมด้วยความจริงใจและรอยยิ้มอันอบอุ่น บัดนี้กลับว่างเปล่าราวกับสระน้ำแข็งไร้ก้นบึ้ง นัยน์ตาสีดำสนิทถูกเคลือบไว้ด้วยละอองหมอกสีม่วงเข้ม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เด่นชัดของ 'วิชาสะกดจิตวิญญาณ' ขั้นสูงสุดแห่งตระกูลเก้อ—เคล็ดวิชาต้องห้ามที่สามารถควักเอาความทรงจำและจิตสำนึกทั้งหมดของเป้าหมายออก แล้วแทนที่ด้วยความจงรักภักดีอันบิดเบี้ยว
หลี่มู่เหยียนสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความเจ็บปวดที่เสียดแท่นอยู่ในอก เขารู้ดีว่าเบื้องหลังความไร้เดียงสาของสหายรักในยามนี้ มีเงาอำมหิตของผู้อาวุโสตระกูลเก้อชักใยอยู่
"พวกมันล้างสมองเจ้า..." มู่เหยียนกล่าวต่อด้วยแววตาที่ไหววูบเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะกลับมาคมกริบดุจคมกระบี่ที่พร้อมปลิดชีพ "แต่กระบี่ในมือเจ้าในยามนี้ กำลังบอกข้าว่า... เจ้าในยามนี้สมควรได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากความอัปยศอดสูเช่นนี้"
ชั่วพริบตานั้นเอง ไป๋ฉวนอี้ไม่เอ่ยวาจาใดตอบโต้ ร่างกายของเขาเคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงจนเกิดภาพติดตา ประกายแสงสีทองจากกระบี่เบญจธาตุแหวกลมพุ่งเข้ามาประชิดลำคอของหลี่มู่เหยียนอย่างเหี้ยมเกรียม ไร้ซึ่งความลังเล ไร้ซึ่งความผูกพันหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย
*เคร้ง!*
ประกายไฟสارتกระเซ็นไปทั่วสารทิศ เมื่อนิ้วมือทั้งสองข้างของหลี่มู่เหยียนคีบคมกระบี่เอาไว้ได้อย่างแม่นยำราวดั่งจับปีกแมลงปอ แรงปะทะสะท้อนกลับจนพื้นหินใต้ฝ่าเท้าของทั้งสองยุบตัวลงเป็นหลุมลึก ปราณกระบี่และจิตสังหารปะทะกันจนเกิดเสียงระเบิดกัมปนาทสะท้อนก้องหุบผา
"เจ้าอ่อนแอลงนะ มู่เหยียน" ไป๋ฉวนอี้เอ่ยขึ้นด้วยมุมปากที่กระตุกยิ้มอย่างเย้ยหยัน ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่หลี่มู่เหยียนไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต
"ไม่ใช่ข้าที่อ่อนแอลง..." หลี่มู่เหยียนกระซิบตอบด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบจนน่าขนลุก ปราณกระบี่เก้าชั้นฟ้าในตันtian (จุดตันเถียน) เริ่มหมุนวนด้วยความเร็วดุจพายุหมุน ทะลวงผ่านจุดชีพจรทั่วร่างจนเกิดเสียงคำรามต่ำในลำคอ "แต่เป็นเพราะข้า... กำลังยั้งมือต่อสหายผู้โง่เขลาต่างหาก!"
สิ้นเสียงคำราม พลังลมปราณระเบิดออกรอบทิศทาง ผลักร่างของไป๋ฉวนอี้ให้กระเด็นถอยหลังไปหลายสิบก้าว รอยเท้าของไป๋ฉวนอี้ลากเป็นทางยาวบนพื้นหิน ทว่าเขายังคงตั้งหลักได้อย่างมั่นคง ดวงตาสสีม่วงเข้มเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับอักขระโบราณนับร้อยตัวที่ปรากฏขึ้นบนผิวหนังของเขา นั่นคือสัญญาณเตือนว่าพลังสะกดจิตกำลังผลักดันร่างกายของไป๋ฉวนอี้ให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ กลายเป็นเครื่องมือสังหารที่ไร้ความเจ็บปวดอย่างแท้จริง
ในขณะเดียวกัน ที่ศาลาชมจันทร์ห่างออกไปเจ็ดลี้ เซียนจินหลิงยืนสง่างามอยู่ริมขอบหน้าต่างหินหยก นางสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์พลิ้วไหวตามสายลมยามราตรี นิ้วเรียวยาวดั่งลำหยกกำลังถือหยกสื่อสารที่สั่นระริกด้วยกระแสพลังปราณอันตึงเครียด นางมองไปยังทิศทางของหุบผาสุสานกระบี่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวล
"เกิดอะไรขึ้นกันแน่..." จินหลิงพึมพำกับตนเอง นางรับรู้ได้ถึงความผันผวนของพลังระดับมหาเทพที่กำลังปะทะกันอย่างดุเดือด แม้นางจะเชื่อมั่นในฝีมือของหลี่มู่เหยียนเพียงใด แต่การต้องหันคมกระบี่ใส่สหายสนิทที่เติบโตมาด้วยกัน ย่อมสร้างรอยแผลในจิตใจที่ยากจะเยียวยารักษา และนางรู้ดีว่าความลังเลใจเพียงชั่วลมหายใจ อาจหมายถึงความตายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ทว่า ก่อนที่นางจะได้ตัดสินใจทะยานร่างออกไปช่วยเหลือ เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น!
เงาร่างสีดำทมิฬสายหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียงราวกับภูตผีจากขุมนรก มันยืนขวางทางออกของศาลาชมจันทร์ไว้ทั้งหมด กลิ่นอายโลหิตและพิษร้ายกาจแผ่ซ่านออกมาจนดอกไม้รอบบริเวณเหี่ยวเฉาลงในพริบตา
"ธิดาแห่งสำนักเซียน... ยามวิกาลเช่นนี้ ท่านคิดจะไปที่ใดหรือ?" น้ำเสียงแหบพร่าและเยือกเย็นเอ่ยขึ้นจากใต้ผ้าคลุมหน้าสีดำสนิท
เซียนจินหลิงหรี่ตาลงคมกริบ มือเรียวแตะด้ามกระบี่น้ำแข็งที่เหน็บอยู่ข้างเอวทันที ความเย็นยะเยือกแผ่ขยายออกรอบกายจนละอองน้ำในอากาศกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งโปร่งแสง นางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงอำนาจ "ผู้อาวุโสเงาโลหิต... ดูเหมือนตระกูลเก้อจะส่งสุนัขรับใช้มาเดินเพ่นพ่านแถวนี้มากเกินไปแล้วกระมัง"
บรรยากาศในศาลาชมจันทร์พลิกผันเป็นสนามรบขนาดย่อมในเสี้ยววินาที จิตสังหารของทั้งสองฝ่ายพุ่งชนกันจนเกิดประกายไฟสีฟ้าแลบแปลบปลาดท่ามกลางความมืดมิด
ตัดกลับมาที่หุบผาสุสานกระบี่
หลี่มู่เหยียนยืนเผชิญหน้ากับไป๋ฉวนอี้อีกครั้ง ห่างกันเพียงสามก้าว คมกระบี่ของทั้งคู่ต่างชี้ตรงเข้าหากัน ลมหายใจของทั้งสองสอดประสานไปกับเสียงลมพัดหวีดหวิว
"ฉวนอี้ ข้าจะให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย..." หลี่มู่เหยียนเอ่ยขึ้น แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว "จงเรียกสติของเจ้าคืนมา หรือไม่... ข้าก็ต้องเป็นคนตัดเส้นทางชีวิตของเจ้าด้วยมือคู่นี้ เพื่อไม่ให้เจ้าต้องตกเป็นทาสของพวกมันไปตลอดกาล"
ไป๋ฉวนอี้เงยหน้าขึ้น ดวงตาสีม่วงเข้มฉายแววบิดเบี้ยว ทันใดนั้น ร่างกายของเขาก็เปล่งแสงสีเลือดออกมาอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังขึ้นจากลำคอ ไม่ใช่เสียงของไป๋ฉวนอี้... แต่เป็นเสียงของผู้ควบคุมที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง!
"เด็กน้อย... เจ้าคิดว่าเจ้ากำลังจัดการกับสหายผู้หลงทางกระนั้นหรือ? ผิดแล้ว... เจ้ากำลังทำลาย 'ร่างภาชนะ' ชิ้นสุดท้าย ที่จะใช้ปลุกผนึกบรรพจารย์ตระกูลเก้อต่างหากเล่า!"
สิ้นเสียงหัวเราะก้องกังวาน ร่างของไป๋ฉวนอี้ก็สลายกลายเป็นควันสีดำสนิท พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าก่อนจะรวมตัวกันใหม่เหนือหัวของหลี่มู่เหยียน และในวินาทีนั้นเอง พื้นดินใต้เท้าของหลี่มู่เหยียนก็แตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับกระบี่เล่มที่สาม—กระบี่โบราณที่ปักผนึกอยู่ใจกลางสุสานมายาวนานนับพันปี ค่อยๆ ขยับเคลื่อนตัวหลุดออกจากพื้นดินด้วยแรงดึงดูดอันมหาศาล!
----------------------------------------
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและคมกระบี่ไปด้วยกันในบทนี้นะครับ
เซียนกระบี่คลั่ง ข้ามภพมาสยบตระกูลเก้อ•ตอนที่ 27
รอยร้าวแห่งมิตรภาพ
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่ง ข้ามภพมาสยบตระกูลเก้อ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!