ความเงียบงันภายในห้องสตูดิโอขนาดกว้าง ณ ใจกลางย่านศิลปะกรุงปารีสไม่ได้ให้ความรู้สึกสงบเลยสักนิด ตรงกันข้าม... มันกลับหนักอึ้งจนคล้ายกับอากาศถูกสูบออกไปจากปอดจนหมดสิ้น ปลายนิ้วเรียวยาวของอคินยังคงสั่นเทาเล็กน้อยในยามที่เขาปล่อยมือจากไหล่เล็กของเด็กชายแปลกหน้าคนนั้น
ดวงตากลมโตเป็นประกายคู่นั้น จมูกโด่งรั้นที่เชิดขึ้นนิดๆ ยามที่เจ้าตัวเอียงคอมองเขาอย่างสงสัย และโดยเฉพาะรอยยิ้มมุมปากที่เจือความดื้อรั้นเล็กๆ นั่น... มันไม่ใช่แค่ความบังเอิญ ไม่ใช่ความคล้ายคลึงที่เกิดจากความคิดไปเอง แต่มันคือการย่อส่วนของตัวเขาเองในอดีตลงมาในร่างของเด็กชายวัยสี่ขวบอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
"คุณอา... หน้าตาคุ้นจังเลยครับ เหมือนคุณแม่เคยบอกว่า..."
เสียงใสแจ๋วของเด็กชายถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อร่างระหงในชุดเดรสผ้าไหมสีเขียวมรกตเข้มก้าวเข้ามาหยุดยืนแทรกกลางระหว่างเขากับเด็กน้อย รินรดาในยามนี้ไม่ได้มีสภาพของภรรยาผู้เคยหลั่งน้ำตาอ้อนวอนขอความรักจากเขาอีกต่อไปแล้ว ความสง่างาม เยือกเย็น และราวกับรูปปั้นหินอ่อนที่ถูกแกะสลักขึ้นมาด้วยความตั้งใจสูงสุดของศิลปินผู้ไร้หัวใจ คือสิ่งที่ฉาบอยู่บนใบหน้าเรียວสวยนั้น
ดวงตาคู่คมที่เคยสะท้อนภาพความอ่อนหวานของเธอ บัดนี้ราบเรียบ ไร้คลื่นอารมณ์ และเย็นชาเสียยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลก
"ต้นกล้า... มาหาแม่ค่ะลูก อย่าไปรบกวนแขกแปลกหน้าเลย"
น้ำเสียงนุ่มนวลที่เอ่ยกับลูกชายช่างแตกต่างลิบลับกับสายตาที่เธอกวัดแกว่งมาปักตรึงร่างของอคินให้ตรึงอยู่กับที่ ความเย็นชาของเธอในวินาทีนี้... คืออาวุธที่ร้ายแรงและเฉียบคมที่สุด ยิ่งกว่าใบมีดแกะสลักใดๆ ที่เขาเคยใช้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกเสียอีก มันกรีดลึกลงมาที่ขั้วหัวใจของประติมากรผู้เย่อหยิ่งจนชาหนึบ
อคินรู้สึกราวกับตัวเองกำลังจมดิ่งลงสู่ก้นบึงที่มืดมิดและหนาเหน็บ ลมหายใจสะดุดติดขัด สมองที่เคยเฉียบคมและคำนวณทุกอย่างในชีวิตได้อย่างแม่นยำ กลับขาวโพลนจนคิดคำพูดใดๆ ไม่ออก
นี่คือ... ลูกของเขาอย่างนั้นหรือ?
เด็กผู้ชายคนนี้... เลือดเนื้อเชื้อไขของเขาที่ถูกซ่อนเร้นเอาไว้ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา รินรดาเป็นคนพรากมันไปจากเขาอย่างนั้นหรือ? ความคิดที่ตีรวนกันอยู่ในหัวทำให้ความโกรธเกรี้ยว ความตกใจ และความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่กล้าแม้แต่จะนิยามมัน พลุ่งพล่านขึ้นมาจนแทบจะระเบิดออกทางปลายนิ้ว
"ริน..." อคินเค้นเสียงลอดไรฟันออกมาได้เพียงพยางค์เดียว ดวงตาคมกริบกวาดมองผู้หญิงตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เธอยืนหยัดอย่างมั่นคง ไม่หวั่นไหว และไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัวต่อประกายตาดุดันที่เขากำลังจ้องมองเธอเลยแม้แต่น้อย
"อย่าเรียกชื่อฉันด้วยน้ำเสียงแบบนั้นเลยค่ะคุณอคิน" รินรดายิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เคลือบยาพิษความเย้ยหยันไว้บางเบา "มันฟังดูน่าสมเพชสำหรับผู้ชายที่เคยบอกว่า... เด็กในท้องฉันไม่มีค่าพอที่จะลืมตาดูโลกด้วยซ้ำไม่ใช่หรือคะ?"
คำพูดประโยคนั้นเปรียบเสมือนค้อนเหล็กอันใหญ่ที่ทุบลงกลางศีรษะของอคินจนแทบทรุด อดีตที่เขาเคยผลักไสไล่ส่งเธอให้ออกไปจากชีวิตในวันที่เธอกล่าวว่าตั้งครรภ์ ย้อนกลับมาตบหน้าเขาฉาดใหญ่ในวันนี้ คำว่า 'ไร้ค่า' ที่เขาเคยตะคอกใส่อดีตภรรยา ย้อนกลับมาหลอนหลอนราวกับคำสาปแช่งที่เขาสร้างขึ้นมาเอง
"วันนั้นฉัน..." อคินก้าวเท้าเข้าไปหาเธอโดยสัญชาตญาณ มือหนาหมายจะเอื้อมไปคว้าข้อแขนเรียวเพื่อเค้นหาความจริง แต่รินรดากลับถอยหลังหลบหนึ่งก้าวอย่างรังเกียจ สายตาที่เธอใช้มองมือของเขาที่ยื่นออกไปนั้น เต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์จนอคินต้องชะงักค้างกลางอากาศ
"ถอยไปค่ะ อย่าแตะต้องตัวฉัน" เธอเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าเฉียบขาดจนน่ากลัว "ที่นี่คือสตูดิโอของฉัน และคุณคือแขกที่ไม่ได้ถูกเชิญ กรุณากลับออกไปก่อนที่ฉันจะเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาเชิญคุณออกไปตามมารยาททางสังคม"
"รินรดา! คุณกล้าไล่ผมเหรอ? เด็กคนนี้..." เขาพยักเพยิดไปยังเด็กชายตัวน้อยที่หลบอยู่ข้างกายมารดา "เขาเป็นลูกของผมใช่ไหม? คุณกล้าดียังไงถึงปิดบังเรื่องสายเลือดของผม!"
รินรดาหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน แต่มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ถูกสะสมและบ่มเพาะจนกลายเป็นเกราะเหล็กอันแข็งแกร่ง เธอก้มลงลูบศีรษะของลูกชายเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาอคินด้วยนัยน์ตาสีเย็นชาที่ไม่ต่างอะไรกับกระจกเงาที่สะท้อนความโง่เขลาของเขาออกมา
"ลูกของคุณงั้นเหรอคะ?" เธอทวนคำด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "น่าขันสิ้นดี... ผู้ชายที่เคยเหยียบย่ามศักดิ์ศรีของฉันจนไม่เหลือชิ้นดี ผู้ชายที่บอกว่าฉันเป็นแค่นางแบบไร้เงา เป็นแค่เครื่องมือระบายอารมณ์บนเตียงและสร้างแรงบันดาลใจในงานปั้น... ตอนนี้กลับมาร้องหาความเป็นพ่อจากเด็กผู้ชายที่เกือบจะไม่มีลมหายใจตั้งแต่ตอนอยู่ในครรภ์เนี่ยนะคะ?"
ความจริงอันเจ็บปวดพวยพุ่งขึ้นมาจุกอก อคินขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ความเย่อหยิ่งทระนงตนที่เคยมีมาตลอดชีวิตพังทลายไม่เป็นท่าต่อหน้าผู้หญิงคนนี้ เขาอยากจะแก้ตัว อยากจะบอกว่าเขาในวันนั้นมันตาบอดและโง่เง่าแค่ไหน แต่ริมฝีปากกลับหนักอึ้งราวกับถูกเย็บติดกัน
"คุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเรียกชื่อเขาด้วยซ้ำค่ะคุณอคิน" รินรดาก้าวเข้ามาประชิดตัวเขาอย่างกล้าหาญ กลิ่นกายหอมหวานละมุนละไมที่คุ้นเคยเคยโอบกอดเขาในยามค่ำคืน บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นกลิ่นอายของความอันตรายที่พร้อมจะแผดเผาเขาให้มอดไหม้ เธอยื่นหน้าเข้าไปกระซิบข้างใบหูของเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่ากรีดแทงหัวใจทีละนิด "เพราะสำหรับฉันและลูก... คุณเป็นแค่คนแปลกหน้า... ที่เคยตายไปแล้วจากชีวิตของเราตั้งแต่สี่ปีก่อน"
คำพูดนั้นสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทของอคิน ความเงียบงันระหว่างเขากับเธอกลายเป็นสนามรบที่ไม่มีเสียงปืน แต่เลือดในกายของเขากลับร้อนรุ่มจนแทบจะเดือดพล่าน สัญชาตญาณความเป็นชาย ความปรารถนาอันดิบเถื่อน และแรงดึงดูดอันมหาศาลที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ความโกรธแค้น ปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง
เขาทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว...
ก่อนที่รินรดาจะทันได้ถอยหลังหนี อคมินก็เอื้อมมือคว้าเข้าที่เอวคอดกิ่วของเธอด้วยเรี่ยวแรงมหาศาล กระชากร่างบางเข้ามาริดรอนพื้นที่ว่างระหว่างกันจนแนบสนิท รินรดาอุทานออกมาด้วยความตกใจ ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเมื่อแผ่นอกกว้างของเขาแนบชิดกับอกอิ่มของเธอ
"ปล่อยฉันนะ! คุณบ้าไปแล้วหรือไง ลูกยังยืนอยู่ตรงนี้นะ!" เธอพยายามทุบตีลาดไหล่กว้างและดิ้นรนขัดขืน ทว่าอคินกลับใช้แขนอีกข้างช้อนอุ้มร่างของเด็กชายตัวน้อยขึ้นมาเบาๆ ด้วยมือข้างเดียวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้าวถอยหลังผลักประตูห้องทำงานส่วนตัวด้านในแล้วดันตัวเธอเข้าไปข้างในด้วยความเร็วแสง
*ปัง!*
เสียงประตูปิดลงพร้อมกับกลอนประตูที่ถูกล็อคจากด้านในอย่างแน่นหนา ตัดขาดโลกภายนอกและเสียงร้องตกใจของเด็กชายที่ถูกอุ้มเข้ามาด้วย
"คุณอคิน! จะทำอะไร! ปล่อยลูกฉันลงเดี๋ยวนี้!" รินรดาร้องสั่งเสียงสั่นด้วยความโกรธ ขณะที่เธอยังคงพยายามแย่งตัวเด็กชายมาจากอ้อมแขนของเขา แต่อคินกลับส่งตัวเด็กน้อยให้กับพี่เลี้ยงที่ยืนหน้าซีดตัวสั่นอยู่มุมห้องนอนด้านใน พร้อมกับเอ่ยสั่งเสียงเฉียบขาด
"พาคุณหนูไปรอที่ห้องกระจกด้านนอก ห้ามออกมาจนกว่าผมจะเรียก"
"ค่ะ... ค่ะคุณอคิน!" พี่เลี้ยงละล่ำละลักรับคำก่อนจะรีอุ้มเด็กชายที่ทำท่าจะร้องไห้งอแงออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว ประตูห้องถูกปิดทับอีกชั้น เหลือเพียงเขากับเธอตามลำพังในพื้นที่ปิดทึบที่อบอวลไปด้วยความตึงเครียดระอุ
รินรดากัดริมฝีปากแน่น เธอยืนประจันหน้ากับเขาโดยไม่มีความหวาดกลัวเจือปน แม้ว่าแววตาของอคินในยามนี้จะลุกโชนไปด้วยไฟปรารถนาและความโกรธขึงที่ผสมผสานกันจนน่ากลัวราวกับสัตว์ป่าที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อ
"คุณมันสารเลว..." เธอกัดฟันกรอด พลางเงื้อมมือขึ้นเตรียมจะตบหน้าเขาให้สมกับความทุเรศ
แต่อคินไวกว่า เขารวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอไขว้ไว้ด้านหลังด้วยมือเดียวอย่างง่ายดาย ก่อนจะใช้มือหนาอีกข้างตรึงท้ายทอยของเธอไว้ บังคับให้ใบหน้าหวานแหงนเงยขึ้นรับสัมผัสจากเขา รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ลมหายใจของเธอติดขัดเมื่อใบหน้าคมคายโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกชนกัน
"ใช่... ผมมันสารเลว" อคินกระซิบเสียงพร่ามัว ชิดริมฝีปากอิ่มที่เม้มเข้าหากันแน่น ดวงตาคมกริบกวาดมองใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธของเธอด้วยความรู้สึกที่แทบจะคลั่ง "คุณบอกว่าผมตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ? งั้นมาดูกันซิว่า... คนตายคนนี้ จะทำให้คุณลืมความแค้นแล้วคุกเข่าอ้อนวอนผมเหมือนในอดีตได้อีกไหม!"
สิ้นคำประกาศิต ริมฝีปากหนาก็ทาบทับกลีบปากนุ่มของเธอลงมาอย่างดุดัน ไร้ซึ่งความปรานี ทว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยความโหยหาและแรงปรารถนาอันร้อนแรงที่ถูกกักเก็บมานานถึงสี่ปี
รินรดาพยายามเม้มปากแน่นและสะบัดหน้าหนีเพื่อขัดขืน แต่แรงกดดันจากมือแกร่งที่ตรึงท้ายทอยของเธอไว้ทำให้เธอไม่สามารถขยับหนีไปไหนได้เลย อคินขบเม้มริมฝีปากล่างของเธอด้วยความหมั่นเขี้ยว ก่อนจะแทรกเรียวลิ้นร้อนรุกล้ำเข้าไปกวาดต้อนความหวานล้ำภายในโพรงปากนุ่มอย่างเอาแต่ใจ รสจูบที่ทั้งดุดัน บ้าคลั่ง และแฝงไว้ด้วยความอัดอั้นตันใจ ทำให้รินรดารู้สึกราวกับสติสตางค์กำลังจะกระเจิง
สัมผัสที่คุ้นเคย กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นไม้จันทน์หอมที่เธอเคยเสพ3สุขมานับครั้งไม่ถ้วน ค่อยๆ กัดเซาะกำแพงความเย็นชาที่เธออุตส่าห์สร้างขึ้นมาอย่างยากลำบากให้พังทลายลงทีละน้อย ร่างกายของเธอเริ่มอ่อนปวกเปียกไปตามแรงอารมณ์ที่เขาเป็นผู้ชักนำ หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวจนแทบจะกระเด็นออกมานอกอก แม้เธอจะพยายามเกลียดเขามากแค่ไหน แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า... ร่างกายของเธอกลับจดจำสัมผัสของเขาได้ดีเสียยิ่งกว่าสมอง
อคินรู้สึกได้ถึงแรงต่อต้านที่ค่อยๆ ลดลง และลมหายใจที่เริ่มหอบกระชั้นของหญิงสาว รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากของประติมากรหนุ่ม มือหนาเริ่มลูบไล้ไปตามสัดส่วนโค้งเว้าของร่างระหงภายใต้ชุดเดรสผ้าไหมอย่างอารِم ปลายนิ้วร้อนผ่าวลากผ่านแผ่นหลังเนียนนุ่มจนร่างบางสะท้อนเฮือกด้วยความเสียวซ่านวาบหวาม
"ปล่อย..." เธอกระซิบเสียงสั่นพร่าเมื่อเขาผริมฝีปากออกให้เธอได้สูบฉีดอากาศเข้าปอดชั่วครู่ "อย่า... อคิน... เราจบกันไปแล้ว..."
"เราไม่มีวันจบจนกว่าผมจะบอกว่าจบ รินรดา" เขาคำรามชิดริมฝีปากเธอ ดวงตาสีเข้มฉายแววปรารถนาร้อนแรงจนน่ากลัว "คุณซ่อนลูกของผมไว้ คุณต้องชดใช้... ชดใช้ด้วยร่างกายและหัวใจของคุณ เหมือนอย่างที่เคยเป็นมาตลอด!"
มือแกร่งจัดการปลดซิปชุดเดรสสีเขียวมรกตด้านหลังลงอย่างรวดเร็ว จนเนื้อผ้าเนื้อดีร่วงหล่นลงมากองที่พื้น เผยให้เห็นผิวเนียนละเอียดดั่งไข่มุกและชุดชั้นในลูกไม้สีดำสนิทที่ขับเน้นสัดส่วนเย้ายวนใจให้เด่นชัดยิ่งขึ้น อคินก้มลงซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่น ขบเม้มสร้างรอยรักสีแดงระเรื่อลงบนผิวเนื้อนุ่มอย่างเอาแต่ใจ ขณะที่มือข้างหนึ่งรวบสะโพกกลมกลึงให้แนบชิดเข้ากับแกกายที่กำลังตื่นตัวพองขยายจนคับแน่นเนื้อผ้า
รินรดาแอ่นกายหนีด้วยความสั่นสะท้าน ความรู้สึกวับวามแปลบปلمแล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กาย เธอหลับตาลงแน่น พยายามกัดริมฝีปากกลั้นเสียงครางที่เล็ดลอดออกมาอย่างน่าอาย ความโกรธแค้นในอดีตกำลังถูกไฟสวาทที่เขาสาดโถมเข้ามาแผดเผาจนมอดไหม้ กลายเป็นความหာยนะทางอารมณ์ที่เธอไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป
ในวินาทีที่อคินกำลังจะอุ้มร่างบางทุ่มลงบนเตียงนอนนุ่มกลางห้องเพื่อปลดปล่อยความเร่าร้อนทั้งหมดที่มี เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นรัวเร็วจากด้านนอก พร้อมกับเสียงของพี่เลี้ยงที่ตะโกนเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก
"คุณอคินคะ! คุณอคิน! แย่แล้วค่ะ! มีคนแอบถ่ายรูปคุณกับคุณหนูไว้ แล้วตอนนี้ภาพนั้นกำลังถูกส่งต่อไปยังสำนักข่าว..."
อคินชะงักกึก ร่างกายที่กำลังร้อนรุ่มด้วยเพลิงสวาทแข็งทื่อขึ้นมาทันที ดวงตาคมกริบหันขวับไปมองที่ประตูห้องสลับกับใบหน้าตื่นตระหนกของรินรดาที่ลืมตาขึ้นมองเขาด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปเป็นความตกใจสุดขีด
แผนการแก้แค้นของเขา... หรือความลับที่ถูกเปิดเผย... กำลังจะทำลายทุกอย่างพังพินาศในพริบตาเดียว!
*(โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ)*
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและสนับสนุน "ชฎาพรายไวน์แดง" เสมอมานะคะ!
ประติมากรผู้เย่อหยิ่งกับนางแบบไร้เงา•ตอนที่ 6
นัยน์ตาสีเย็นชา
ผลงานโดย ชฎาพรายไวน์แดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชฎาพรายไวน์แดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ประติมากรผู้เย่อหยิ่งกับนางแบบไร้เงา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!