กลิ่นอายของกาแฟดำคั่วเข้มผสมกับความตึงเครียดของโลหะเคลือบสีเทาในห้องสอบสวนพิเศษ อาคารกองบังคับการปราบปราม ช่างเป็นส่วนผสมที่รินรดาคุ้นเคยดีเสียจนมันกลายเป็นรสชาติความขมที่ติดอยู่ในปลายลิ้นทุกครั้งที่เธอต้องก้าวเข้ามาทำหน้าที่ทนายความผู้ปกป้องสิทธิ์
เบื้องโต๊ะสเตนเลสสตีลฝั่งตรงข้าม ร่างสูงโปรดในชุดสูทสีชาโคลเข้มกำลังนั่งไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ ข้อศอกข้างหนึ่งท้าวพนักเก้าอี้ ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะช้าๆ ราวกับกำลังจับเวลาชีวิตของใครสักคน ธันวา... ผู้ชายที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นอุณหภูมิอุ่นที่สุดในคืนอันหนาวเหน็บของเธอ แต่ในยามนี้เขากลับกลายเป็น "พยานปากเอก" ผู้กุมกะโหลกศีรษะของคดีฆาตกรรมอำพรางที่ใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ และที่สำคัญที่สุด... เขาส่งสายตาสนเท่ห์กลับมาหาเธอราวกับเธอกับเขาเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่บังเอิญเดินสวนกันในสถานีรถไฟใต้ดิน
"คุณจ้องผมมาสามนาทีกับสี่สิบวินาทีแล้วครับ คุณทนายรินรดา" เสียงทุ้มต่ำนั้นเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงัดข้อทางจิตวิทยาลงอย่างไม่ไยดี "หรือว่าผมบังเอิญไปละม้ายคล้ายกับใครในอดีตของคุณเข้า จนทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายผู้ไร้พ่าย เสียสมาธิได้ขนาดนี้"
รินรดากลืนก้อนความขมฝืดคอลงคออย่างเงียบเชียบ เธอยังคงรักษาใบหน้ารabฐ์เรียบเฉยราวน้ำแข็งสลัก ปลายนิ้วเรียวภายใต้ถุงมือหนังสีดำจัดระเบียบแฟ้มเอกสารคดีในมืออย่างเชื่องช้า เพื่อซื้อเวลาในการควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจที่กระโชกแรงเกินความจำเป็นใต้เสื้อสูทสั่งตัด
"ดิฉันกำลังประเมินความน่าเชื่อถือของพยานครับ คุณธันวา" รินรดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้คลื่นอารมณ์ แต่แฝงด้วยความเฉียบคมระดับศัลยแพทย์ "คนที่สูญเสียความทรงจำจากอุบัติเหตุระเบิดคลังสินค้าเมื่อห เดือนก่อน มักจะมีความบกพร่องในการประมวลผลข้อเท็จจริง แต่ดูท่าทางคุณแล้ว... สมองส่วนความจำระยะยาวของคุณคงไม่ได้ถูกทำลายไปเสียทั้งหมด ไม่อย่างนั้นคุณคงจำไม่ได้หรอว่า ฉันเกลียดกาแฟรสชาติแบบไหน"
เธอดันแก้วกระดาษสีน้ำตาลที่วางอยู่บนโต๊ะข้ามไปเบาๆ มันคืออเมริกาโน่ไม่ใส่น้ำตาล ชนิดเดียวกับที่เธอเคยดื่มเมื่อสามปีก่อน ตอนที่พวกเขายังนั่งอยู่คนละฝั่งของโต๊ะทำงานในสำนักงานทนายความเล็กๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา—ก่อนที่ความลับขององค์กรเถื่อนจะพัดพาร่างของเขาหายไปในคืนเดือนมืด และส่งเขากลับมาในฐานะพยานผู้รอดชีวิตที่มีความจำเสื่อมบางส่วนเป็นเกราะคุ้มกัน
ธันวาก้มมองแก้วกาแฟนั้น รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นช้าๆ เป็นรอยยิ้มที่เธอจำได้แม่นยำ—รอยยิ้มที่ผสมผสานระหว่างความเจ้าเล่ห์และความอ่อนโยนที่มักจะทำให้เธอใจอ่อนยวบทุกครั้ง แต่ในแววตาสีดำสนิทคู่นั้น กลับไม่มีร่องรอยของความคุ้นเคยหลงเหลืออยู่เลย มันว่างเปล่า เย็นชา และเต็มไปด้วยปริศนา
"น่าประทับใจ..." ธันวาเอ่ยเบาๆ พร้อมกับโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนสัมผัสได้ถึงกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ภายใต้ความขัดแย้งทางวิชาชีพ "คุณพยายามดึงผมกลับมาในอดีต เพื่อจะพิสูจน์ว่าภายใต้คราบความจำเสื่อมนี้ ผมยังคงเป็นคนเดิม... คนที่คุณเคยรัก หรือ คนที่คุณอยากจะเกลียดกันแน่ล่ะครับ คุณทนาย"
"ดิฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อรื้อฟื้นเรื่องส่วนตัว คุณธันวา" รินรดากระชากเสียงให้ต่ำลงเล็กน้อยเพื่อกดข่มแรงดึงดูดประหลาดที่กำลังคุกคามสติสัมปชัญญะของเธอ เธอใช้สันปกแฟ้มเอกสารกระแทกลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่นเพื่อเรียกสมาธิ "ในฐานะทนายจำเลย ฉันมีสิทธิ์ซักค้านคำให้การของคุณในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 402/67 และตามบันทึกการสอบสวนเมื่อวานนี้ คุณระบุว่าคุณเห็นจำเลยอยู่ในที่เกิดเหตุเมื่อเวลา 23.15 น. แต่จากรายงานการเดินทางของรถไฟฟ้าใต้ดินขบวนสุดท้าย... คุณไม่มีทางยืนอยู่ตรงจุดนั้นในเวลานั้นได้ เว้นเสียแต่ว่า... คุณไม่ได้มีความจำเสื่อมจริง หรือคุณกำลังโกหกเพื่อปกป้องใครบางคนในองค์กรนั้น"
บรรยากาศในห้องสอบสวนเย็นเยียบลงทันตาเห็น แสงไฟนีออนบนเพดานกะพริบเบาๆ สอดรับกับความตึงเครียดที่พุ่งสูงจนแทบจะได้ยินเสียงเส้นประสาทดีdกัน
ธันวาไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย เขายังคงจ้องมองเธอด้วยสายตาที่ลุ่มลึกราวกับกำลังอ่านหนังสือที่เขาแต่งขึ้นเอง เขายกมือขึ้นประสานกันบนโต๊ะ ก่อนจะโน้มเข้าไปใกล้เธออีกนิด จนกลิ่นน้ำหอมกลิ่นเดิม—กลิ่นซีดาร์และพริกไทยดำที่เคยฝังอยู่ในความทรงจำของรินรดา—ลอยเข้าแตะจมูก
"ถ้าผมบอกคุณว่า..." ธันวาพูดด้วยน้ำเสียงกระซิบที่แผ่วเบาจนมีเพียงเธอเท่านั้นที่ได้ยิน "บางที... การที่ผมจำคุณไม่ได้ อาจจะเป็นวิธีเดียวที่จะปกป้องคุณจากคนที่กำลังจ้องมองเราผ่านกระจกเงาทางเดียวแผ่นนั้นก็เป็นได้"
รินรดานิ่งงิ่งไป สมองของเธอประมวลผลคำเตือนนั้นอย่างรวดเร็ว เธอเหลือบหางตาไปยังกระจกเงาบานใหญ่ทางฝั่งซ้าย ซึ่งสะท้อนภาพเงาของเจ้าหน้าที่สืบสวนที่กำลังยืนดูเหตุการณ์อยู่ แต่ก่อนที่เธอจะได้กล่าวสิ่งใดตอบโต้ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งตามด้วยการเปิดผางอย่างกะทันหัน
เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้อง ใบหน้าซีดเผือกด้วยความตื่นตระหนก เขากระซิบอะไรบางอย่างข้างหูของร้อยตำรวจเอกผู้ควบคุมการสอบสวน ทำให้สีหน้าของนายตำรวจใหญ่เปลี่ยนเป็นสีเทาคล้ำในทันที
รินรดารู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง สัญชาตญาณทนายความของเธอกรีดร้องเตือนภัย เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จ้องมองธันวาที่ยังคงนั่งนิ่งด้วยสีหน้าเรียบเฉยราوهกับคาดการณ์เหตุการณ์นี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว
"คุณรินรดาครับ..." นายตำรวจหันมามองเธอด้วยสายตาสั่นระริก "เราเพิ่งได้รับรายงานด่วนจากนิติวิทยาศาสตร์... ลายนิ้วมือแฝงที่พบอาวุธปืนในจุดเกิดเหตุเมื่อคืนนี้ ไม่ใช่ของจำเลย... และก็ไม่ใช่ของพยานธันวา"
รินรดาขมวดคิ้วแน่น "แล้วเป็นของใคร?"
นายตำรวจกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเอ่ยชื่อที่ทำให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันราวกับถูกแช่แข็ง
"เป็นลายนิ้วมือของ... อดีตคู่หมั้นของคุณ ที่เสียชีวิตในเหตุระเบิดเมื่อหกเดือนก่อนครับ"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
คดีรักลวงโลก: ทนายสาวกับอดีตคนรักที่จำไม่ได้•ตอนที่ 2
สัมผัสที่คุ้นเคยในห้องสืบสวน
ผลงานโดย พยานปากเอก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คดีรักลวงโลก: ทนายสาวกับอดีตคนรักที่จำไม่ได้ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!