คราบหยดน้ำบนกระจกหน้าต่างรถยนต์สะท้อนแสงไฟนีออนสีส้มสลัวจากป้ายร้านสะดวกซื้อริมทาง ยามที่ฝนห่าใหญ่เทกระหน่ำลงมาซัดสาดกระทบตัวถังราวกับเสียงกลองที่ไร้ความปรานี ภายในห้องโดยสารที่แคบและอับชื้น มีเพียงความเงียบงันและไออุ่นจางๆ จากเครื่องปรับอากาศที่ทำหน้าที่แข่งกับความเย็นเยียบภายนอก
รินรดานั่งกอดอก ขาเรียวไขว่ห้างแน่น มือข้างหนึ่งยกขึ้นกุมขมับที่เต้นตุบๆ จากความเครียดสะสมตลอดสัปดาห์ ใบหน้าคมคายที่มักจะสวมหน้ากากแห่งความเยือกเย็นและตรรกะอันไร้ที่ติในห้องพิจารณาคดี ยามนี้กลับซีดเผือด ริมฝีปากที่เคยเคลือบลิปสติกสีเข้มเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง เพื่อสะกดกลั้นความสั่นเทาที่เริ่มลามเลียไปทั่วร่าง
"ดื่มเสียหน่อยเถอะครับ มันจะช่วยให้คุณอุ่นขึ้น"
เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบของธันวาดังขึ้นทำลายความเงียบ เขาไม่ได้หันมามองเธอในทันที แต่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ถนนเบื้องหน้า มือข้างหนึ่งบังคับพวงมาลัยรถให้อยู่ในเลน ท่ามกลางทัศนวิสัยที่ย่ำแย่ ขณะที่มืออีกข้างยื่นแก้วกระดาษบรรจุชาร้อนกรุ่นส่งมาให้
รินรดาเหลือบมองแก้วในมือเขานิ่งนาน ราวกับมันคือวัตถุอันตราย เธอยังคงถืออีโก้ของทนายความมือหนึ่งไว้แน่น ไม่ยอมแพ้แม้กระทั่งความอ่อนแอของร่างกายตัวเอง "ฉันไม่เป็นไร... ขอบคุณสำหรับที่หลบฝน แค่นี้ก็รบกวนคุณมากพอแล้ว ธันวา"
ธันวาถอนหายใจเบาๆ เสียงถอนหายใจนั้นเจือรอยยิ้มขมขื่นที่มุมปาก เขามิได้ดึงมือกลับ แต่กลับวางแก้วชานั้นลงบนคอนโซลกลางรถแทน ก่อนจะหันมามองเธอเต็มตา ดวงตาคมกริบของอดีตคนรักที่สูญเสียความทรงจำคู่นั้น เต็มไปด้วยประกายความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่เธอคาดคิด
"คุณรินรดา... ทนายความสาวผู้ไม่เคยแพ้ใครในศาล" ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่บาดลึก "คุณบอกตัวเองว่าไหวมาตลอดตั้งแต่ก้าวเข้าสู่วิชาชีพนี้ แต่บนโลกนี้ ไม่มีกฎหมายข้อไหนห้ามไม่ให้มนุษย์คนหนึ่งพังทลายลงในรถคันเล็กๆ ท่ามกลางสายฝนหรอกนะครับ"
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนกุญแจดอกสุดท้ายที่ไขประตูห้องลับในใจของรินรดา
กำแพงหนาเตอะที่เธอสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองจากความโหดร้ายของคดีฆาตกรรม อำนาจมืด และรอยแผลเป็นในอดีต พังทลายลงในพริบตา ร่างเพรียวบางสะท้านเฮือก ดวงตาที่เคยแข็งกร้าวมาตลอดเริ่มร้อนผ่าว หยาดน้ำใสๆ เอ่อคลอเบ้าก่อนจะรินไหลลงมาอาบแก้มอย่างเงียบงัน โดยไม่มีเสียงสะอื้นแม้แต่น้อย
เธอยกมือขึ้นปิดใบหน้า ปล่อยให้ความเปราะบางที่สะสมมาแรมปีระบายออกมาในพื้นที่ส่วนตัวที่มีเพียงเขากับเธอ
ธันวาขยับตัวเข้าใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นอายเฉพาะตัวของเขาลอยปะปนกับกลิ่นฝนจางๆ ชายหนุ่มไม่ได้เอ่ยคำปลอบโยนน้ำเน่าใดๆ เขาเพียงแค่มือเอื้อมไปหยิบแก้วชาร้อนขึ้นมาอีกครั้ง แล้วประคองมันมาแนบ1ที่ฝ่ามืออันเย็นเฉียบของเธอ บังคับให้ปลายนิ้วเรียวสั่นเทานั้นโอบกอบความอุ่นไว้
"ร้องออกมาเถอะครับ" เขากระซิบแผ่วเบา ใกล้ชิดจนลมหายใจอุ่นปัดป่ายผ่านเส้นผมที่ชื้นเหงื่อของเธอ "ตรงนี้ไม่มีผู้พิพากษา ไม่มีลูกความ และไม่มีศัตรู มีแค่คุณ... รินรดา คนเดิมที่ผมเคยรู้จัก"
สัมผัสจากฝ่ามืออุ่นของธันวาที่กุมทับมือเธอไว้ ส่งผ่านกระแสความอบอุ่นและความเข้าใจที่เธอโหยหามาเนิ่นนาน รินรดาซบหน้าลงกับลาดไหล่กว้างของเขาอย่างไร้การป้องกัน เธอปล่อยให้ความเหนื่อยล้า ความหวาดกลัว และความรู้สึกผิดที่กัดกินหัวใจ ได้ระบายออกมาผ่านหยดน้ำตาที่ซึมผ่านเนื้อผ้าเสื้อเชิ้ตของชายหนุ่ม
ความเงียบโรยตัวปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงฝนที่ซัดสาดกระทบหลังคาและกระจกรถเป็นจังหวะ บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยแรงดึงดูดทางจิตวิญญาณที่สรกเสประสานความเจ็บปวดของคนสองคนไว้ด้วยกัน ธันวายกมือขึ้นโอบกอบร่างที่สั่นเทานั้นไว้อย่างทะนุถนอม ปลายจมูกของเขาแตะเบาๆ ที่เรือนผมหอมกรุ่น สัมผัสที่เต็มไปด้วยความคุ้นเคย แม้ความทรงจำในอดีตของเขาจะขาดหาย แต่สัญชาตญาณในส่วนลึกของหัวใจกลับจำความรู้สึกนี้ได้ดีกว่าสิ่งอื่นใด
"ทำไม..." เสียงของรินรดาอู้อี้อยู่บริเวณอกของเขา เธอดันตัวออกเล็กน้อยเพื่อสบตาเขา แววตาคู่สวยแดงก่ำแต่กลับมีความดื้อรั้นเจืออยู่ "ทำไมคุณต้องทำดีกับฉัน ทำไมต้องเข้ามาพัวพันกับความยุ่งเหยิงนี้ ทั้งที่คุณควรจะหนีไปให้พ้นจากอันตรายพวกนั้นเสียด้วยซ้ำ"
ธันวายิ้มบางๆ นิ้วเรียวยาวเอื้อมไปเกลี่ยปอยผมที่เปียกชื้นออกจากหน้าผากมนของเธออย่างแผ่วเบา สัมผัสแสนอ่อนโยนที่ขัดแย้งกับคดีฆาตกรรมและเกมการเมืองใต้ดินที่พวกเขากำลังเผชิญหน้า
"เพราะผมอาจจะลืมอดีตทั้งหมดไปแล้ว..." ธันวาตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงจัง "แต่หัวใจของผมมันจำความรู้สึกเดียวได้ขึ้นใจ... นั่นคือการปกป้องคุณ ไม่ว่าผมจะเป็นใครในอดีต หรือพวกมันจะเป็นใครก็ตาม"
คำพูดนั้นชatดเจนและทรงพลังยิ่งกว่าคำสารภาพรักใดๆ ในโลก รินรดานิ่งงัง หัวใจเต้นระรัวในอกอย่างไม่เป็นจังหวะ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีทางวิชาชีพถูกแผดเผาด้วยความโหยหาที่ซ่อนเร้นมานาน
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังลึกซึ้งและเปี่ยมไปด้วยความหมายนั้นเอง สายตาของธันวากลับเหลือบไปเห็นความผิดปกติบางอย่างผ่านกระจกมองข้างที่ฝนเริ่มซา
เงาดำทะทึนของรถยนต์ซีดานสีดำคันหนึ่งจอดสนิทอยู่ห่างออกไปสามช่วงตึก ไฟหน้าถูกดับสนิท ท่ามกลางความมืดมิดของซอยตันแห่งนั้น ไม่มีเหตุผลใดเลยที่รถคันนั้นจะมาจอดนิ่งสนิทในยามวิกาลเช่นนี้ หากไม่ใช่เพราะ... พวกมันกำลังสะกดรอยตามพวกเขามาตลอดทาง
ธันวาหุบยิ้มทันที แววตาเปลี่ยนจากความอ่อนโยนกลายเป็นความคมกริบดั่งใบมีดโกน เขาดึงรินรดาให้หมอบราบลงกับเบาะรถโดยไม่ทันตั้งตัว
"หมอบลงครับ!" ธันวาคำรามเสียงต่ำในลำคอ
"เกิดอะไรขึ้น...?" รินรดาตื่นตระหนก เบิกตากว้างด้วยความตกใจ
ก่อนที่ธันวาจะได้เอ่ยปากอธิบาย เสียงกระจกด้านหลังรถแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับเสียง "ปัง!" แหวกอากาศเข้ามา เสียงปืนเก็บเสียงดังสนั่นท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย เศษแก้วกระจายเกลื่อนเบาะหลัง รอยกระสุนเจาะทะลุพนักพิงศีรษะตรงจุดที่รินรดาเพิ่งพิงอยู่เมื่อครู่ห่างไปไม่ถึงคืบ!
ธันวาไม่รอช้า เขาบิดกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์คำรามกึกก้อง เหยียบคันเร่งมิดเพื่อพุ่งทะยานฝ่าความมืดออกไปทันที แต่ทว่า... หน้าจอระบบนำทาง GPS บนคอนโซลรถกลับกะพริบถี่ๆ ก่อนจะดับวูบลง และแทนที่ด้วยข้อความตัวอักษรสีแดงฉานสว่างวาบขึ้นมาบนหน้าจอ
*“ยินดีต้อนรับสู่บททดสอบสุดท้าย... ทนายรินรดา และคุณธันวา คนทรยศ”*
ข้อความนั้นกระพริบสามครั้งก่อนจะสลับเป็นภาพวิดีโอจากกล้องวงจรปิดภายในสำนักงานกฎหมายของรินรดาแบบเรียลไทม์ และภาพที่ปรากฏบนจอทำให้เลือดในกายของเธอเย็นเฉียบจนแทบหยุดไหล—เอกสารลับคดีฆาตกรรมตระกูลดังที่เธอซ่อนไว้ในตู้นิรภัย กำลังถูกเปิดออกโดยมือปริศนา และแฟ้มหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่สามารถเอาผิดองค์กรได้ ถูกเผาทำลายด้วยเปลวไฟต่อหน้าต่อตาในเวลาไม่กี่วินาที!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและร่วมลุ้นระทึกไปกับคดีนี้ด้วยนะครับ
คดีรักลวงโลก: ทนายสาวกับอดีตคนรักที่จำไม่ได้•ตอนที่ 29
ความเห็นอกเห็นใจในความมืด
ผลงานโดย พยานปากเอก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คดีรักลวงโลก: ทนายสาวกับอดีตคนรักที่จำไม่ได้ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!