เสียงปรบมือในห้องพิจารณาคดีมักเป็นภาพลวงตาที่สร้างขึ้นจากความเปราะบางของมนุษย์
รินรดาตระหนักถึงสัจธรรมข้อนี้ดี ขณะที่เธอกำลังเก็บเอกสารคดีลงในแฟ้มหนังสีดำสนิท ความเงียบงันภายในสำนักงานทนายความส่วนตัวยามค่ำคืนขับเน้นให้เสียงก๊อกแก๊กของปลายนิ้วที่กระทบลงบนแป้นพิมพ์คีย์บอร์ดดังชัดเจนขึ้น ธันวานั่งอยู่ตรงข้ามเธอ แสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะสาดกระทบสันกรามคมคายและเงาตกกระทบดวงตาคู่นั้น—ดวงตาที่ครั้งหนึ่งเธอเคยคิดว่ารู้จักทะลุปรุโปร่ง แต่ในยามนี้มันกลับว่างเปล่าและลึกลับราวกับเขาวงกตที่ไร้ทางออก
"คุณสรุปสำนวนคดีนี้เร็วเกินไป ธันวา" รินรดาเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมราวกับใบมีดที่ซ่อนอยู่ในปลอกกำมะหยี่
ธันวาหยุดพิมพ์ชั่วขณะ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานของเธออย่างไม่เร่งรีบ ร่างสูงโปรดปรานการลดระยะห่างระหว่างเขากับเธอเสมอ—เป็นกลยุทธ์ทางจิตวิทยาที่มักทำให้คู่ต่อสู้เสียศูนย์
"ความเร็วมักเป็นสิ่งจำเป็นเมื่อเรากำลังแข่งกับเวลา ริน... คุณก็รู้ว่าองค์กรของพวกมันไม่ใช่กลุ่มคนที่เล่นตามกติกา" ธันวาตอบเสียงนุ่ม แววตาไหววูบชั่วขณะก่อนจะกลับมานิ่งสนิทตามเดิม
รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา หัวใจดวงน้อยในอกข้างซ้ายเต้นผิดจังหวะไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะความสงสัยที่กำลังกัดกินเนื้อเยื่อตรรกะทีละน้อย เธอเอื้อมมือไปหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลที่เพิ่งได้รับจากสายสืบส่วนตัวขึ้นมาวางคั่นกลางระหว่างพวกเขา
"แต่ความเร็วมักมาพร้อมกับความสะดุด" เธอพูดต่อ สายตาคมกริบจดจ้องที่ใบหน้าของอดีตคนรัก "โดยเฉพาะอย่างยิ่ง... เมื่อรายละเอียดทางนิติวิทยาศาสตร์ในหน้าพยานหลักฐาน ไม่ตรงกับความทรงจำที่คุณอ้างว่าสูญหายไป"
บรรยากาศในห้องเย็นเยียบลงทันตาเห็น รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากของธันวาเลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยความเงียบงันที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก เขายังคงยืนนิ่ง ไม่แสดงอาการตื่นตระหนกหรือแก้ตัวใดๆ ซึ่งนั่นแหละคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับรินรดา คนที่บริสุทธิ์มักจะดิ้นรนหาความยุติธรรม แต่คนที่กุมความลับมักจะเลือกใช้ 'ความเงียบ' เป็นเกราะกำบัง
"คุณกำลังบอกว่าผมโกหกคุณอย่างนั้นหรือครับ ริน" ธันวาโน้มตัวลงเล็กน้อย มือหนาวางลงบนขอบโต๊ะทำงานของเธอ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของเขากับเธอลดลงจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น
"ฉันไม่ได้บอกว่าคุณโกหก... ธันวา" รินรดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงมั่นคง ไม่ยอมถอยร่นสายตาหนี "แต่ฉันกำลังตั้งคำถามว่า ใครกันแน่ที่คุณกำลังปกป้องอยู่? ตัวคุณเองในอดีตที่ฆ่าคน หรือองค์กรที่คุณบอกว่ากำลังหนีตายมา?"
คำถามนั้นทิ้งน้ำหนักลงกลางห้องราวกับก้อนหินตกลงบนผิวน้ำที่นิ่งสนิท แรงดึงดูดทางจิตวิญญาณระหว่างพวกเขายังคงทำงานอย่างรุนแรง ความใกล้ชิดที่เคยเป็นพื้นที่ปลอดภัย กลับกลายเป็นสนามรบทางจิตวิทยาที่เต็มไปด้วยกับระเบิด
ธันวาหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน รอยร้าวบนกระจกใสที่กั้นระหว่างความจริงกับคำโกหกเริ่มปรากฏรอยร้าวลึกขึ้นเรื่อยๆ เขายืดตัวตรง ถอยหลังออกไปหนึ่งก้าว ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบแฟ้มคดีที่รินรดากำลังตรวจสอบอยู่ขึ้นมาเปิดดู
"ถ้าคุณสงสัยในตัวผม ริน... ทำไมคุณยังปล่อยให้ผมยืนอยู่ตรงนี้ล่ะครับ?" ธันวากระซิบเสียงต่ำ "คุณเป็นทนายที่เก่งที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้จัก แต่บางครั้ง... ความฉลาดของคุณก็มักจะพาคุณเดินเข้าไปในกับดักที่อันตรายที่สุดเสมอ"
ก่อนที่รินรดาจะได้ทันโต้ตอบ เสียงแจ้งเตือนข้อความฉุกเฉินจากโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะก็ดังขึ้น หน้าจอสว่างวาบเผยให้เห็นภาพถ่ายหลักฐานใหม่ที่ถูกส่งตรงมาจากกองบังคับการปราบปราม เป็นภาพกล้องวงจรปิดในคืนเกิดเหตุ และบุคคลที่ยืนอยู่ข้างผู้ตายในเงามืด... คือชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ที่สวมแหวนเงินลายนกอินทรีแบบเดียวกับที่ธันวากำลังสวมอยู่บนนิ้วนางข้างซ้ายในขณะนี้
รินรดาเบิกตากว้าง หัวใจกระหน่ำเต้นรัวด้วยความตกใจ เธอยังไม่ทันเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอโทรศัพท์ ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ของเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบสามนายที่ก้าวเข้ามาพร้อมหมายค้นและหมายจับในข้อหาสมรู้ร่วมคิดในคดีฆาตกรรม!
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไขปมปริศนานี้ไปด้วยกันนะครับ
คดีรักลวงโลก: ทนายสาวกับอดีตคนรักที่จำไม่ได้•ตอนที่ 8
รอยร้าวบนกระจก
ผลงานโดย พยานปากเอก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คดีรักลวงโลก: ทนายสาวกับอดีตคนรักที่จำไม่ได้ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!