ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะกระจกสามครั้งดังผ่านม่านบังตาเข้ามาในความเงียบงันของห้องทำงานทนายความ รินรดากลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว สันชาตญาณความเป็นนักกฎหมายที่ต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงมาค่อนชีวิตส่งสัญญาณเตือนภัยสีแดงฉานในโสตประสาท ขณะที่ธันวาขยับตัวอย่างเงียบเชียบ มือหนาของอดีตคนรักเอื้อมไปแตะข้อศอกเธอไว้เบาๆ เป็นเชิงห้ามปรามไม่ให้เธอเคลื่อนไหวบุ่มบ่าม สายตาคมกริบของเขาส่อประกายระแวดระวังเต็มพิกัด ราวกับสัตว์ป่าที่กำลังประเมินภัยคุกคามในอาณาเขต
ไม่มีเสียงพูดคุยจากบุคคลภายนอก มีเพียงเงาทะึมของร่างสูงใหญ่ที่ทาบทับอยู่หลังบานกระจกฝ้า เงาร่างนั้นหยุดนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหินที่จงใจกดดันสภาพจิตใจของผู้ที่อยู่ภายในให้แตกสลายทีละน้อย
"คุณรินรดาครับ... เปิดประตูให้ผมหน่อยสิครับ"
เสียงทุ้มต่ำและนุ่มนวลดังลอดผ่านรอยต่อของบานประตูเข้ามา เสียงนั้นไม่ได้เจือความเกรี้ยวกราดหรือคุกคาม ตรงกันข้าม มันสุภาพจนน่าขนลุก และเต็มไปด้วยความคุ้นเคยอย่างประหลาดจนรินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เสียงนี้... เสียงที่เธอเคยได้ยินผ่านเอกสารสำนวนคดีนับร้อย และเสียงที่ดังก้องอยู่ในฝันร้ายของใครหลายคน
รินรดาสบตากับธันวาเพียงเสี้ยววินาที ทั้งคู่สื่อสารกันด้วยความเงียบและความเข้าใจอันลึกซึ้งที่สั่งสมมาจากความสัมพันธ์อันซับซ้อน ธันวาพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะขยับกายไปยืนแนบชิดมุมมืดของผนังห้อง มือขวาลากลิ้นชักโต๊ะทำงานออกอย่างเงียบเชียบเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝัน
รินรดาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉย เยือกเย็น และปราศจากความหวาดกลัวสมกับสถานะทนายความมืออาชีพ เธอย่างสามขุมเข้าไปใกล้ประตู ก่อนจะหมุนลูกบิดและดึงบานประตูให้เปิดออกกว้าง
แสงไฟสลัวจากโถงทางเดินสาดกระทบเข้ากับใบหน้าของผู้มาเยือน ร่างในชุดสูทตัดเย็บอย่างประณีตรับกับเรือนร่างสมส่วน รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากและแววตานิ่งสงบราวกับผิวน้ำในบึงลึกทำให้รินรดาชะงักงัน ลมหายใจสะดุดกึกไปชั่วขณะ
"ไม่คิดว่าทนายความมือหนึ่งอย่างคุณรินรดา จะต้อนรับแขกยามวิกาลด้วยการปิดล็อคประตูแน่นหนาขนาดนี้"
ผู้มาเยือนกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พร้อมกับก้าวล่วงล้ำเข้ามาในห้องโดยไม่รอคำอนุญาต กลิ่นน้ำหอมราคาแพงเจือจางปะปนกับกลิ่นอายความเย็นยะเยือกของค่ำคืนลอยเข้าแตะจมูก
รินรดาก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่าง "คุณอนันต์... ไม่สิ เราควรเรียกว่าท่านประธานอนันต์ดีล่ะครับ... อ้อ หรือต้องเรียกว่าผู้บงการตัวจริงเบื้องหลังคดีทั้งหมดกันแน่" เธอจงใจใช้สรรพนามและน้ำเสียงเชือดเฉือนเพื่อทดสอบปฏิกิริยา
อนันต์ หัวหน้าคณะผู้บริหารบริษัทกฎหมายยักษ์ใหญ่และเป็นบุคคลทรงอิทธิพลระดับประเทศ หัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความรื่นรมย์ เจือด้วยความเย้ยหยันและเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด เขากวาดสายตามองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดสายตาอยู่ที่ร่างของธันวาซึ่งยืนกอดอกนิ่งอยู่ในเงาดำ
"คุณรินรดานี่ยังคงเฉียบคมและใจกล้าเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน... แต่ความฉลาดมักนำพาอันตรายมาสู่ตัวเสมอ คุณก็รู้" อนันต์ปรายตาไปทางธันวา "โดยเฉพาะการเก็บ 'ขยะ' ที่องค์กรต้องการกำจัดไว้ใกล้ตัวแบบนี้"
ธันวาขยับตัวออกจากความมืด ก้าวเท้าเข้าสู่แสงไฟ ใบหน้าของเขาเรียบตึงไร้ความเกรงกลัว ดวงตาคมกิ้วจ้องมองอนันต์ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แม้ว่าความทรงจำบางส่วนของเขาจะขาดหายไป แต่สัญชาตญาณดิบและแรงกระตุ้นภายในกลับกรีดร้องบอกว่า บุคคลตรงหน้าคือต้นเหตุของความพินาศทั้งหมดในชีวิตเขา
"คุณจำผมไม่ได้สินะ ธันวา..." ออนันต์หันไปหาชายหนุ่มด้วยรอยยิ้มเยาะ "น่าเสียดายจริงๆ อุบัติเหตุรถยนต์คราวนั้นน่าจะทำลายสมองของคุณให้สิ้นซากไปเสียเลย ไม่นึกเลยว่าสัญชาตญาณหมาป่าของคุณจะฟื้นคืนชีพกลับมาแว้งกัดผู้มีพระคุณได้อีก"
กล้ามเนื้อกรามของธันวากระตุกเกร็ง มือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความทรงจำที่ปะติดปะต่อไม่ได้เริ่มส่งเสียงคำรามในหัว ภาพแฟลชแบ็กของเปลวเพลิง กลิ่นควัน และเสียงเบรกดังสนั่นแวบเข้ามาในห้วงความคิดจนศีรษะปวดแปลบ
"แก..." ธันวาเค้นเสียงลอดไรฟัน "แกคือคนที่อยู่บนรถคันนั้นในคืนที่เบรกของฉันถูกตัด"
อนันต์ไม่ปฏิเสธ เขายักไหล่อย่างไม่ยี่ห้อ ถอดถุงมือหนังออกทีละข้างอย่างใจเย็น ราวกับพวกเขากำลังพูดคุยเรื่องดินฟ้าอากาศในยามบ่าย ไม่ใช่การเผชิญหน้าระหว่างอาชญากรตัวเป้งกับเหยื่อที่รอดชีวิต
"ความจริงมักน่าเบื่อเสมอครับคุณธันวา... คุณรู้มากเกินไป รู้ว่าองค์กรใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายฟอกเงินอย่างไร และรู้ว่าบริษัทของผมพัวพันกับเครือข่ายค้ามนุษย์ข้ามชาติ การฆ่าคุณทิ้งในกองเพลิงจึงเป็นทางเลือกที่สะอาดที่สุด แต่ก็นั่นแหละ... แมลงสาบมักตายยากเสมอ" อนันต์หันกลับมามองรินรดา สายตาคมกริบกวาดสำรวจทนายสาวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า "และคุณรินรดา... ทนายสาวผู้ผดุงความยุติธรรม ก็กำลังเดินตกลหลุมพรางที่ผมขุดไว้ด้วยความเต็มใจ"
รินรดากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความเย็นเฉียบแผ่ซ่านไปทั่วปลายนิ้ว เธอยังคงรักษาความเยือกเย็นไว้ได้ภายใต้เปลือกนอก แต่อกข้างซ้ายกลับเต้นระรัวด้วยความโกรธเกรี้ยวและตื่นตระหนก "คุณคิดว่าเดินเข้ามาในห้องนี้คนเดียวแล้วจะได้ออกไปง่ายๆ อย่างนั้นหรือคะหลักฐานทั้งหมดที่มัดตัวคุณถูกส่งไปยังอัยการสูงสุดแล้ว"
อนันต์ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น ห้องทำงานเงียบสงบพลันสะท้อนก้องด้วยเสียงหัวเราะเยาะหยันที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ เขายกมือขึ้นปัดเสื้อสูทเบาๆ ก่อนจะเอียงคอมองรินรดาด้วยสายตาเวทนา
"หลักฐานเหรอครับ? คุณรินรดาผู้รอบคอบ... คุณคิดจริงๆ หรือว่าไฟล์ข้อมูลดิจิทัลและเอกสารที่คุณอุตส่าห์เก็บรวบรวมไว้ในเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัว จะยังคงปลอดภัยดีในตอนนี้?"
รินรดารู้สึกเหมือนมีใครเอาค้อนมาทุบเข้าที่กลางศีรษะ ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ เธอลืมตาโพลงจ้องมองหน้าอนันต์ที่ระบายยิ้มเย็นเยียบ
อนันต์ล้วงมือหยิบสมาร์ทโฟนเครื่องหรูออกจากกระเป๋าเสื้อสูท กดหน้าจอสองสามครั้งก่อนจะพลิกหน้าจอแสดงภาพวิดีโอจากกล้องวงจรปิดภายในห้องทำงานส่วนตัวของเธอเอง ภาพบนหน้าจอแสดงให้เห็นชายชุดดำสองคนกำลังยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานของเธอ พร้อมกับถือแฟลชไดรฟ์สีดำที่เธอซ่อนไว้ในลิ้นชักลับ และก่อนที่เธอจะทันได้อุทานอะไร ภาพบนหน้าจอก็ตัดไปเป็นหน้าจอสีดำสนิทพร้อมข้อความตัวอักษรสีแดงฉานกระพริบเตือน
**"System Failure: All files have been permanently erased."**
หัวใจของรินรดาหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความพยายามตลอดหลายเดือน ความเสี่ยงที่เธอและธันวาต้องเดิมพันด้วยชีวิต ถูกทำลายราบคาบภายในพริบตาเดียว
"คุณ... ปีศาจ" รินรดาเค้นเสียงลอดไรฟัน ร่างกายสั่นเทาด้วยความคับแค้นใจ
อนันต์ยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากเบาๆ เป็นเชิงปราม "ชู้... อย่าใช้คำรุนแรงแบบนั้นเลยครับคุณรินรดา เราเป็นมืออาชีพด้วยกันทั้งคู่ เกมนี้ไม่ได้จบลงเพราะใครเก่งกว่าใคร แต่มันจบลงเพราะผู้ชนะคือผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าต่างหาก"
เขากวาดสายตามองทั้งสองคนด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันขั้นสุด ก่อนจะหมุนตัวหันหลังเตรียมเดินไปที่ประตู
"เดี๋ยวก่อน"
เสียงทุ้มต่ำทรงพลังของธันวาดังขึ้นหยุดฝีเท้าของอนันต์ไว้ อนันต์ชะงักแต่ยังไม่หันกลับมา
ธันวาก้าวเท้าช้าๆ เข้าไปหาอนันต์ เงาร่างของชายหนุ่มทาบทับแผ่นหลังของอีกฝ่ายจนมิด "แกคิดว่าแกกุมไพ่เหนือกว่าทุกใบจริงๆ งั้นเหรอ... อนันต์"
อนันต์แค่น3หัวเราะในลำคอ "ยังมีไพ่ใบไหนอีกที่คุณซ่อนไว้อีกงั้นรึ ธันวา? สมองที่เสื่อมความทรงจำของคุณน่ะ จำชื่อตัวเองได้ครบถ้วนดีแล้วหรือยัง"
ธันวาไม่ได้ตอบคำถามนั้น มือหนาคว้าหมับเข้าที่ปกเสื้อสูทของอนันต์กระชากหันกลับมาอย่างแรง พร้อมกับใช้มืออีกข้างกดปลายกระบอกปืนเย็นเฉียบแนบเข้ากับขมับด้านขวาของอนันต์ทันที!
เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ แต่ดังก้องกังวานในความเงียบ รอยยิ้มบนใบหน้าของอนันต์แข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจเป็นครั้งแรก ขณะที่รินรดากลั้นหายใจเฮือกใหญ่เมื่อเห็นสถานการณ์พลิกผันในเสี้ยววินาที
แต่ก่อนที่ใครจะได้ทันขยับตัว เสียงปรบมือแปะๆ ดังขึ้นจากความมืดตรงระเบียงด้านนอกกระจกบานเลื่อน...
อนันต์ไม่ได้แสดงอาการตกใจอย่างที่ควรจะเป็น ตรงกันข้าม มุมปากของเขากลับยกยิ้มขึ้นอีกครั้งอย่างน่ากลัว และวินาทีต่อมา ประตูห้องทำงานอีกด้านก็ถูกถีบเปิดผางออกพร้อมกับเงาร่างของชายฉกรรจ์ในชุดหน่วยรบพิเศษไม่ต่ำกว่าห้าคน ที่ยกปืนกลยาวเล็งตรงมาที่ธันวาและรินรดาอย่างพร้อมเพรียง!
"น่าประทับใจจริงๆ ครับ... แต่น่าเสียดาย ที่ผมไม่ได้มาคนเดียว" เสียงทุ้มแหบพร่าจากชายชราคนหนึ่งดังแทรกความเงียบขึ้น พร้อมกับก้าวพ้นความมืดเข้ามาในห้อง ดวงตาหรี่เล็กพินิจมองธันวาด้วยรอยยิ้มเอ็นดูราวกับผู้ล่ากำลังมองเหยื่อในกรงขัง "จำฉันไม่ได้จริงๆ งั้นเหรอ... ลูกชายตัวดีของฉัน"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดพลิกผันอันระทึกใจนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
คดีรักลวงโลก: ทนายสาวกับอดีตคนรักที่จำไม่ได้•ตอนที่ 34
หน้ากากที่หลุดลอย
ผลงานโดย พยานปากเอก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คดีรักลวงโลก: ทนายสาวกับอดีตคนรักที่จำไม่ได้ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!