ขอโทษทีครับ พอดีผมมีเงินล้นกระเป๋าจนรำคาญ•ตอนที่ 4

ย้ายค่ายมาอยู่กับผมไหม

ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
"คุณบ้าไปแล้วหรือวิน!" เสียงอุทานของรินรดาแทบจะจมหายไปกับเสียงเครื่องยนต์ V8 ขนาดแปดสูบของรถยนต์สปอร์ตหรูสีดำด้านคันงามที่จอดเทียบฟุตบาทหน้าตึกแถวเก่าๆ ทรุดโทรม สายตาของหญิงสาวเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงระคนหวาดหวั่น ขณะมองสลับระหว่างใบหน้าเรียเฉยของชายหนุ่มผู้เป็นคู่หมั้นกับรถราคาแพงระยับที่จอดขวางทางรถเข็นขายผลไม้ของคุณป้าข้างบ้านจนคุณป้าต้องรีบหลบให้แทบไม่ทัน วินก้าวลงจากรถด้วยท่าทางเอื่อยเฉื่อย เขาสวมเสื้อยืดสีพื้นราคาตัวละไม่กี่บาทกับกางเกงยีนส์เซอร์ๆ ทว่านาฬิกาข้อมือเรือนหรูที่สะท้อนกับแสงไฟข้างทางกลับมีมูลค่าสูงพอๆ กับตึกแถวทั้งแถบนี้รวมกัน ชายหนุ่มส่งยิ้มกวนประสาทให้รินรดาที่ยืนกอดอกถือกระเป๋าเอกสารใบเก่าด้วยความรู้สึกหลากหลาย "ผมไม่ได้บ้าครับริน แค่กำลังทำตามสัญญาที่เคยบอกไว้เมื่อตอนที่เรากินมาม่าปลากระป๋องหารครึ่งกันเมื่อปีมะነอกต่างหาก" วินยักไหล่ด้วยท่าทางสบายๆ "วันนี้ผมจะพาคุณไปกินมื้อค่ำที่ร้านอาหารที่แพงที่สุดในเมือง เพื่อเป็นการฉลอง... อืม เอาเป็นว่าฉลองที่ยอดเงินในบัญชีของผมมันเริ่มส่งเสียงรบกวนการนอนหลับก็แล้วกันครับ" รินรดาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ หญิงสาวขยับแว่นสายตาเล็กน้อยเพื่อซ่อนความกังวลใจ เธอกับวินคบหาและใช้ชีวิตร่วมกันมาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นพนักงานกินเงินเดือนต้อยต่ำ ถูกผู้จัดการแผนกกดขี่ข่มเหง และต้องทนกินข้าวแกงถุงเดียวกันเพื่อประทังชีวิต แต่จู่ๆ โชคชะตาฟ้าผ่า (หรือเรียกว่าระบบพิสดารอะไรสักอย่างที่วินชอบอ้าง) ก็ทำให้ผู้ชายคนนี้กลายเป็นมหาเศรษฐีชั่วข้ามคืน ชนิดที่ว่าเงินในบัญชีมีเลขศูนย์ต่อท้ายยาวเหยียดจนคนทำบัญชีธนาคารยังต้องเป็นลม แม้เธอจะดีใจที่พวกเขาหลุดพ้นจากความยากจนข้นแค้น แต่ความรวดเร็วระดับติดจรวดและความกวนประสาทที่ทวีคูณขึ้นทุกวันของวิน ก็ทำให้เธอต้องคอยกุมขมับอยู่บ่อยครั้ง "วิน... ฉันใส่เสื้อผ้าชุดนี้นะคะ... เอ๊ย ใส่ชุดนี้นะครับ" รินรดาเผลอหลุดปากใช้สรรพนามผิดตามความคุ้นเคย รีบแก้คำพูดแทบไม่ทันเมื่อเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปากของวิน "หมายถึงว่า ชุดที่ฉันใส่อยู่เนี่ย มันเป็นเสื้อผ้ามือสองราคาหลักร้อยนะคะ... ครับ! ร้านอาหารที่คุณพูดถึงมันคือร้านแบบไหนกันเชียว? ถ้าเป็นภัตตาคารหรูบนโรงแรมระดับห้าดาว ฉันเกรงว่าเขาจะไล่เราออกตั้งแต่ยังไม่ทันก้าวขาเข้าร้านน่ะสิครับ" วินหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างไร้ขีดจำกัด ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้หญิงสาว เอื้อมมือไปจัดปรกผมที่ตกลงมาบังใบหน้าของเธอด้วยความทะนุถนอม สัมผัสที่อบอุ่นและอ่อนโยนทำให้หัวใจของรินรดากระตุกวูบอย่างห้ามไม่ได้ "ถ้าพวกเขาไล่เราออก ผมก็จะซื้อโรงแรมนั้นแล้วไล่ผู้จัดการออกแทนครับ ง่ายนิดเดียว" วินกระซิบด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับกำลังพูดถึงการซื้อลูกอมสักเม็ด "เชื่อใจผมเถอะริน วันนี้ผมไม่ได้แค่จะพาไปกินข้าว แต่ผมจะพาคุณไปเปิดหูเปิดตาดูว่า... โลกใบนี้มันก้มหัวให้คนที่กระเป๋าตุงยังไง" รถสปอร์ตคันหรูพุ่งทะยานออกจากย่านชุมชนแออัด มุ่งหน้าสู่ย่านธุรกิจใจกลางมหานคร ตลอดเส้นทางในรถ รินรดานั่งมองอาคารบ้านเรือนที่เปลี่ยนผ่านจากตึกเก่าเป็นตึกระฟ้ากระจกใสสะท้อนแสงไฟนีออนระยิบระยับ ความรู้สึกแปลกแยกยังคงเกาะกุมจิตใจ เธอยังไม่ชินกับการใช้ชีวิตแบบนี้ เธอยังคงกังวลว่าทั้งหมดนี่อาจเป็นเพียงความฝันตื่นหนึ่ง หรือไม่ก็วินไปทำสัญญาเงินกู้นอกระบบที่ดอกเบี้ยมหาศาลเข้า "วิน... คุณแน่ใจนะว่าไม่ได้ไปปล้นธนาคารมา?" รินรดาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้นทำลายความเงียบ ขณะที่รถติดไฟแดงอยู่หน้าห้างสรรพสินค้าชื่อดังที่สุดในประเทศ "คำถามนี้คุณถามผมมาสามรอบแล้วนะครับริน รอบนี้ถ้าตอบว่าปล้น คุณจะโทรแจ้งตำรวจจับผมจริงๆ หรือเปล่า?" วินหันมาเลิกคิ้วมอง พร้อมกับรอยยิ้มกวนๆ ที่ทำให้อยากจะหยิกแขนสักทีให้หายหมั่นไส้ "เอาเป็นว่า เงินพวกนี้ถูกกฎหมายร้อยเปอร์เซ็นต์ เสียภาษีถูกต้องครบถ้วน... จนสรรพากรแทบจะส่งกระเช้าปีใหม่มาให้ผมทุกเดือนอยู่แล้วครับ" สิบนาทีต่อมา รถสปอร์ตคันงามก็เลี้ยวเข้ามาจอดที่ลานจอดรถ V.I.P. ของ 'Le Ciel Étoilé' ภัตตาคารอาหารฝรั่งเศสระดับมิชลินสามดาวที่ตั้งอยู่บนชั้นบนสุดของตึกระฟ้า ที่ซึ่งมีเพียงเศรษฐีระดับแถวหน้าของประเทศเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์จองโต๊ะได้ ทันทีที่ประตูรถเปิดออก พนักงานต้อนรับในชุดสูทสากลเนี๊ยบกริบก็รีบวิ่งกรูเข้ามาโค้งคำนับด้วยความนอบน้อมระดับเก้าสิบองศา แม้ว่าพวกเขาจะขับรถหรูมาจอด แต่ด้วยชุดลำลองธรรมดาๆ ของวินและชุดทำงานเรียบๆ ของรินรดา ก็ทำให้แขกคนอื่นๆ ที่กำลังเดินเข้าร้านอดไม่ได้ที่จะเหลียวมองด้วยสายตาดูถูกและสงสัย "ยินดีต้อนรับสู่ Le Ciel Étoilé ครับ... เอえ..." พนักงานต้อนรับชะงักไปเล็กน้อยเมื่อกวาดสายตามองสำรวจเครื่องแต่งกายของแขกทั้งสอง รอยยิ้มที่เป็นมิตรเริ่มเจือด้วยความอึดอัด "ขออทาน... อ้า, ขออภัยครับ ไม่ทราบว่าท่านได้ทำการสำรองที่นั่งไว้ล่วงหน้าหรือไม่ครับ ทางร้านของเรามีกฎระเบียบเรื่องการแต่งกายและต้องจองโต๊ะล่วงหน้าอย่างน้อยสามเดือนนะครับ" รินรดาหน้าเสียทันที เธอขยับเข้าไปใกล้-วินเพื่อจะดึงชายเสื้อเป็นการส่งสัญญาณว่า *'กลับกันเถอะวิน ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเรา'* แต่ชายหนุ่มกลับยืนนิ่ง สีหน้าไร้ความเกรงกลัว แถมยังอมยิ้มมุมปากราวกับกำลังสนุกสนานเสียเต็มประดา "ผมไม่ได้จองล่วงหน้าครับ" วินตอบเสียงเรียบ พนักงานต้อนรับถอนหายใจออกมาเบาๆ แววตาที่มองมาเปลี่ยนเป็นความดูถูกอย่างไม่ปิดบัง "ถ้าเช่นนั้น เกรงว่าทางร้านคงจะไม่สามารถ..." "แต่ผมซื้อตึกนี้แล้วครับ" วินพูดแทรกขึ้นมาหน้าตาเฉย พร้อมกับควักกระเป๋าเงินหนังแท้ราคาแพงออกมาหยิบบัตรเครดิตสีดำสนิทที่ทำจากโลหะผสมไทเทเนียมและประดับด้วยเพชรเม็ดเล็กๆ ตรงมุมบัตร ยื่นไปตรงหน้าพนักงานคนนั้น พนักงานต้อนรับรับบัตรมาด้วยความมึนงง แต่พอได้พลิกดูสัญลักษณ์บนบัตร ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างจนแทบจะถลออกมานอกเบ้า มือไม้สั่นเทาขึ้นมาทันทีราวกับคนเป็นโรคพาร์킨슨 *'Black Card ไร้ขีดจำกัดระดับจักรวาล'* บัตรในตำนานที่มีผู้ถือครองทั่วโลกไม่ถึงสิบคน! "ทะ... ท่าน... ท่านคือ..." พนักงานหน้าซีดเผือด เข่าทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นแทบจะทันที ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง เสียงหัวเราะเยาะเย้ยก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง "โอ้โห! สมัยนี้ขอทานเขาก็กล้ามาเดินเล่นในที่แบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย? แถมยังกล้าโม้ว่าซื้อตึกอีกต่างหาก หน้าไม่อายจริงๆ!" วินและรินรดาหันไปมองตามต้นเสียง ก็พบกับชายหนุ่มร่างท้วมแต่งตัวด้วยสูทแบรนด์เนมราคาแพงระยับ ควงคู่มากับหญิงสาวแต่งหน้าจัดเต็มใส่ชุดราตรีสตรีเปิดไหล่ ทั้งคู่คือ 'กรณ์' อดีตหัวหน้าแผนกจอมเผด็จการที่เคยกลั่นแกล้งวินและรินรดาอย่างหนักหน่วงสมัยที่พวกเขายังเป็นพนักงานต๊อกต๋อย และ 'มีน' เพื่อนร่วมงานจอมนินทาที่เคยเหยียดหยามรินรดามานับครั้งไม่ถ้วน กรณ์มองหน้าวินด้วยแววตาสสมเพชเวทนา ก่อนจะหันไปหัวרויกับหญิงสาวข้างกาย "อ้าว! ไอ้วิน ไอ้ลูกกระจ๊อกไส้แห้ง! แกยังไม่ตายอีกหรอกเรอะ นึกว่าลาออกไปผูกคอตายใต้สะพานลอยซะอีก แล้วนี่พาอีรินผู้หญิงโง่คนนี้มาเดินช็อปปิ้งหรอกเหรอ? เงินเดือนเดือนนึงของแก จะพอจ่ายค่าทิปพนักงานเปิดประตูที่นี่หรือเปล่าวะฮะ?" มีนยกมือขึ้นปิดปากหัวคิกคักด้วยท่าทางจริตจะก้าน "นั่นสิคะพี่กรณ์ ดูชุดที่ยัยรินใส่มือสองสภาพเปื่อยๆ นั่นสิคะ น่าสงสารจริงๆ สงสัยคงอดอยากปากแห้งจนต้องมาเดินเกาะแกะแถวนี้เพื่อหาเศษเงินสินะคะ" รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น กำมือเข้าหากันจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ ความทรงจำเลวร้ายที่เคยถูกพวกมันกดขี่ข่มเหงไสหัวใช้งานราวกับทาสผุดขึ้นมาในหัว ความโกรธและความอับอายผสมปนเปกันจนตัวสั่นเทา ทว่า... วินกลับยกมือขึ้นโอบไหล่รินรดาไว้อย่างหลวมๆ ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาถ่ายทอดความมั่น ę เติมเต็มพลังให้หญิงสาวสงบลงได้ในพริบตา วินหันไปหากรณ์ด้วยรอยยิ้มกว้าง รอยยิ้มที่สดใสราวกับเด็กน้อยกำลังจะได้ของเล่นชิ้นโปรด แต่ในแววตาสีดำสนิทคู่นั้นกลับเย็นชาและคมกริบราวกับใบมีดโกนอาบยาพิษ "อ้าว หัวหน้ากรณ์... อ้อ ไม่สิ ตอนนี้คงโดนไล่ออกเพราะยักยอกเงินบริษัทไปเล่นการพนันแล้วมั้งครับ ถึงได้มีปัญญามาเดินกินข้าวในร้านนี้ได้" วินเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงสบายๆ แต่คำพูดกลับพุ่งชนจุดตายของอีกฝ่ายเข้าอย่างจัง หน้าของกรณ์เปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียวทันทีด้วยความโกรธจัด "แก! ไอ้สวะวิน ปากดีนักนะ! แกมีปัญญาเข้ามาเหยียบร้านนี้ได้ยังไงวะ หรือแอบย่องเข้ามาลักเล็กขโมยน้อย? รปภ.! รปภ. อยู่ไหน! ลากไอ้ขี้คุกนี่ออกไปโยนทิ้งข้างถนนเดี๋ยวนี้!" พนักงานต้อนรับที่ยังคงนั่งคุกเข่าตัวสั่นอยู่บนพื้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองกรณ์ด้วยสายตาราวกับกำลังมองคนโง่เง่าที่สุดในสามโลก เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะหันมามองวินด้วยความหวาดกลัวสุดขีด "ทะ... ท่านประธาน... ครับ..." พนักงานละล่ำละลักพูดออกมาเสียงสั่นเทา "ทางเรา... ทางเราได้ทำการโอนกรรมสิทธิ์อาคารทั้งหมดตามคำสั่งซื้อด่วนของท่านเรียบร้อยแล้วครับ... เชิญท่านประธานและคุณผู้หญิงด้านในครับ ห้องอาหารV.I.P. ชั้นบนสุดเตรียมไว้พร้อมแล้วครับ!" สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศบริเวณหน้าภัตตาคารก็ตกอยู่ในความเงียบงันสนิท กรณ์และมีนอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างจนแทบหลุดจากเบ้า สมองของทั้งคู่หยุดทำงานไปชั่วขณะ *ประธาน... งั้นเหรอ?* วินยกยิ้มมุมปาก ชายหนุ่มก้าวเดินผ่านหน้ากรณ์และมีนไปอย่างช้าๆ ราวกับเดินอยู่บนพรมแดงในงานออสการ์ ก่อนจะหยุดฝีเท้าลงเล็กน้อย เหลือบสายตากลับมามองอดีตหัวหน้าจอมเผด็จการด้วยหางตา "อ้อ หัวหน้ากรณ์ครับ..." วินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "พอดีผมเพิ่งซื้อตึกนี้เมื่อกี้... และบังเอิญว่านโยบายแรกของผมในฐานะเจ้าของตึกใหม่ คือการ **'เนรเทศ'** ขยะเปียกไร้ค่าไม่ให้เข้ามาสร้างความสกปรกในพื้นที่ของผม" วินหันไปพยักหน้าให้กับการ์ดชุดสูทสีดำสี่คนที่เพิ่งวิ่งเข้ามาล้อมกรอบกรณ์กับมีนไว้ "จัดการโยนพวกมันออกไปให้พ้นสายตาผมทีครับ... และจำไว้ว่า ต่อไปนี้ ห้ามให้หมาขี้เรื้อนพวกนี้เหยียบเข้ามาในตึกของผมอีกเด็ดขาด" กรณ์หน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม อ้าปากพะงาบๆ จะพูดแต่ก็ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเมื่อถูกการ์ดร่างยักษ์ตรงเข้าล็อกตัวลากถูออกไปท่ามกลางสายตาของแขกเหรื่อคนอื่นๆ ที่ส่งเสียงซุบซิบนินทาทันที วินหันกลับมาหารินรดาที่ยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูกด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด หญิงสาวมองหน้าชายหนุ่มสลับกับบัตรเครดิตสีดำในมือของเขา สมองประมวลผลไม่ทันกับเหตุการณ์ความสะใจที่เกิดขึ้นรวดเร็วระดับติดจรวดเมื่อครู่ วินส่งยิ้มอ่อนโยนให้เธอ ยื่นมือหนาออกไปตรงหน้า "ไปครับริน ไปกินมื้อค่ำฉลองความรวยของเรากัน... บนชั้นที่สูงที่สุดของเมืองนี้" รินรดากะพริบตาปริบๆ หัวใจเต้นแรงโครมครามด้วยความตื่นเต้นและโล่งอก เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะวางมือเรียวลงบนฝ่ามือของวินอย่างมั่นใจ วินกระตุกยิ้มมุมปากอีกครั้งก่อนจะเอ่ยประโยคสุดท้ายกระซิบเบาๆ ข้างหูเธอ... "และเตรียมตัวไว้ให้ดีนะริน... เพราะพรุ่งนี้เช้า ผมตั้งใจจะกว้านซื้อบริษัทเก่าที่คุณเคยโดนรังแก เพื่อให้คุณกลับไปนั่งเก้าอี้ประธานบริหารบริษัทนั้น... แบบเท่ๆ" รินรดาเบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความช็อกสนิท... --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "ฮาไม่จำกัด" มาโดยตลอดครับ!
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอโทษทีครับ พอดีผมมีเงินล้นกระเป๋าจนรำคาญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%