“ไม่เจอกันนานเลยนะ... น้องชายตัวแสบ”
ประโยคทักทายอันชวนคลื่นไส้จากชายร่างท้วมในชุดสูทแบรนด์เนมราคาแพงลิบลิ่วลอยเคว้งคว้างอยู่กลางห้องประชุมใหญ่ชั้น 50 ของตึกวินเทค กรุ๊ป บรรยากาศรอบโต๊ะประชุมหินอ่อนขัดเงาวับกดดันเสียจนแทบหายใจไม่ออก เหล่าบอร์ดบริหารอาวุโสต่างนั่งตัวเกร็งราวกับกำลังรอฟังคำพิพากษาประหารชีวิต ทว่าเป้าสายตากลับไม่ได้พุ่งไปที่ผู้มาเยือนใหม่ แต่กำลังจดจ้องไปยังชายหนุ่มที่นั่งไขว่ห้างอยู่หัวโต๊ะด้วยท่าทีเอื่อยเฉื่อย
วิน... เจ้าของอาณาจักรหมื่นล้านคนปัจจุบัน ในชุดนอนผ้าสักหลาดลายเป็ดน้อยสีเหลืองอ๋อย กางเกงขาย้วยย้วยที่ผ่านการซักมาไม่ต่ำกว่าร้อยครั้ง และบนหัวยุ่งเหยิงราวกับรังนกกระจอกเทศ
“ใครคือน้องชายนายวะครับคุณพี่” วินหาววอดใหญ่ มือข้างหนึ่งควักถุงขนมขบเคี้ยวซองละสิบบาทขึ้นมาเคี้ยวกร้วมๆ เสียงดังลั่นห้องประชุม “ผมลูกคนเดียวครับ แม่ผมไม่ได้ไปเก็บหมาตัวไหนแถวตลาดสดมาเลี้ยงเพิ่มหรอกนะ”
คุณชายใหญ่ หรือ ‘วินัย’ ผู้กุมอำนาจบริหารเดิมถึงกับหน้าดำคร่ำเครียด เส้นเลือดข้างขมับปูดโปนเต้นตุบๆ เขาอุตส่าห์บินด่วนข้ามประเทศมาเพื่อเปิดฉากกดดันและยึดอำนาจเบ็ดเสร็จในวาระประชุมฉุกเฉิน แต่นี่มันคืออะไรกันวะครับเนี่ย? คู่แข่งทางธุรกิจที่เขากลัวนักหนากลับแต่งตัวเหมือนคนเพิ่งตื่นนอนแล้วเดินละเมอเข้าตึกสำนักงานใหญ่!
รินรดา ซึ่งยืนกอดเอกสารอยู่ด้านหลังเก้าอี้ของวิน แอบยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมตามขมับ แม้เธอจะคุ้นชินกับความกวนประสาทของแฟนหนุ่มผู้นี้มานานตั้งแต่สมัยยังกินมาม่าประทังชีวิต แต่การพาชุดนอนลายเป็ดบ้องแบ๊วมาเผชิญหน้ากับบอร์ดบริหารที่ถือหุ้นรวมกันกว่าสี่สิบเปอร์เซ็นต์ มันคือความทรมานทางจิตวิทยาระดับสิบกะโหลกชัดๆ
“วิน! นี่ไม่ใช่เวลามาเล่นขายของนะ” วินัยตบโต๊ะเสียงดังสนั่น ลุกขึ้นยืนค้ำหัวด้วยความโมโหจนพุงเกือบปริ “นายคิดว่าบริษัทนี้เป็นสนามเด็กเล่นของเด็กอมมือหรือไง ถึงได้กล้าเรียกประชุมด่วนฉุกเฉินระดับบอร์ดบริหาร แล้วตัวเองดันใส่ชุดนอนหมาๆ แมวๆ แบบนี้เข้ามาเนี่ยนะ! แกเห็นหัวผู้ถือหุ้นคนอื่นบ้างไหม!”
“อ้าว... คุณพี่เสียงดังทำไมล่ะครับ เดี๋ยวต่อมทอนซิลอักเสบขึ้นมาผมไม่มีประกันสังคมจ่ายให้นะครับ” วินทำหน้าตาตื่นตระหนกแกล้งๆ ก่อนจะชะโงกหน้าไปมองสมุดบัญชีในมือ “แล้วที่เรียกประชุมด่วนเนี่ย เพราะผมเบื่อขี้หน้าพวกคุณต่างหากล่ะครับ นั่งหายใจทิ้งไปวันๆ เปลืองแอร์บริษัทชะมัด”
เสียงฮือฮาดังระเบิดขึ้นทันที บอร์ดบริหารอาวุโสคนหนึ่งทุบโต๊ะลุกขึ้นชี้หน้าวินด้วยความโกรธเกรี้ยว
“ประธานวิน! คุณจะดูถูกพวกเรามากเกินไปแล้วนะ! พวกเราทำงานเหนื่อยยากร่วมหัวจมท้ายสร้างบริษัทนี้มาตั้งแต่รุ่นพ่อ แล้วคุณเป็นใคร... แค่เด็กเมื่อวานซืนที่ฟลุ๊คได้หุ้นใหญ่มาจากการโอนย้าย มีสิทธิ์อะไรมาพูดจาดูหมิ่นพวกเราแบบนี้!”
วินไม่ได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย เขายื่นมือไปหยิบรีโมทคอนโทรลบนโต๊ะ กดเปิดจอโปรเจกเตอร์ขนาดยักษ์หน้าห้องประชุมอย่างใจเย็น ภาพกราฟิกตัวเลขพุ่งดิ่งเหวสีแดงฉานปรากฏขึ้นหราบนจอ
“อืม... พูดถึงเรื่องทำงานเหนื่อยยากเนี่ยนะ” วินลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างในชุดนอนลายเป็ดเดินไปที่หน้าจอ “ผมลองให้ระบบอัจฉริยะส่วนตัวเช็กบัญชีลับของบริษัทดูเมื่อคืน ปรากฏว่า... ตลอดสามปีที่ผ่านมา มีเงินสิบล้านบาทถูกโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของพวกคุณทุกคนอย่างสม่ำเสมอทุกวันที่สิบห้าของเดือน โดยอ้างว่าเป็นค่า ‘ที่ปรึกษาพิเศษ’ สินะครับ?”
บรรยากาศในห้องประชุมเปลี่ยนจากเดือดดาลเป็นเย็นยะเยือกในพริบตา ใบหน้าของบรรดาบอร์ดบริหารอาวุโสและวินัยซีดเผือดลงทันทีราวกับคนเสียเลือด น้ำลายเหนียวหนืดถูกกลืนลงคออย่างยากลำบาก
“นะ... นั่นมันเอกสารเท็จ! แกแอบแฮกข้อมูลและสร้างหลักฐานเท็จขึ้นมาใส่ร้ายพวกเรา!” วินัยเสียงสั่นพร่า พยายามตะโกนกลบเกลื่อนความพิรุธ
“เท็จเหรอครับ?” วินยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้คนที่มองรู้สึกเสียวสันหลังวาบราวกับยืนอยู่ปากเหว “ถ้าเท็จ... แล้วทำไมบริษัทลูกในเครือที่เกาะเชจูถึงเพิ่งยื่นเรื่องล้มละลายเมื่อสิบนาทีที่แล้วล่ะครับคุณพี่? อ้อ ลืมบอกไป... ผมเพิ่งซื้อหนี้ทั้งหมดของบริษัทนั้นด้วยเงินสดส่วนตัวเมื่อตอนตีสามที่ผ่านมา ตอนนี้ผมคือเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของพวกคุณทุกคนแล้วนะครับ”
“บ้าน่า! เป็นไปไม่ได้! นายเอาเงินที่ไหนไปซื้อหนี้ระดับพันล้านในเวลาแค่นั้น!” วินัยทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ดวงตาเบิกโพงด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
รินรดาที่ยืนมองอยู่ด้านหลังแอบอมยิ้มกริ่มในใจ เธอรู้ดีว่าแฟนหนุ่มตัวแสบคนนี้มี ‘ระบบกระเป๋าเงินไร้ขีดจำกัด’ ที่ไม่ว่ายอดหนี้จะมหาศาลแค่ไหน แค่ปลายนิ้วสัมผัสหน้าจอโทรศัพท์ เงินสดกองโตก็พร้อมถมทับให้คู่ต่อสู้จมดินตายคาที่ทันที
“เงินมาจากไหนไม่สำคัญหรอกครับ สำคัญคือ... ตอนนี้พวกคุณหมดสิทธิ์พูดแล้ว” วินเดินเข้าไปใกล้โต๊ะประชุมโน้มตัวลงกระซิบเสียงต่ำแต่วิสัยทัศน์เฉียบคม “เชิญเก็บข้าวของแล้วไสหัวออกไปจากตึกของผมซะ ก่อนที่ผมจะแจ้งข้อหายักยอกทรัพย์แล้วส่งพวกคุณไปนอนกอดลูกกรงกินข้าวแดงด้วยกันทั้งคณะ”
ความเงียบงันเข้าปกคลุมทั่วห้องประชุม ไม่มีใครกล้าส่งเสียงแม้แต่แอะเดียว แรงกดดันมหาศาลจากอำนาจเงินตราและหลักฐานมัดตัวทำให้เสือหิวหลายตัวกลายเป็นลูกแมวเชื่องๆ ในพริบตา
วินยืนยืดอกเต็มความสูงในชุดนอนลายเป็ดน้อยสีเหลืองอ๋อย เตรียมจะประกาศปิดการประชุมอันแสนน่าเบื่อนี้ ทันใดนั้น... เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งอย่างเป็นจังหวะ ก่อนที่บานประตูไม้สักทองจะถูกผลักเปิดออกโดยเลขาหน้าห้อง
“ท่านประธานคะ... มีแขกไม่ได้รับเชิญคนสำคัญมารอพบที่ชั้นล่างค่ะ เขาบอกว่าเป็นตัวแทนจาก ‘สมาคมการค้าระดับโลก’ และกำลังขึ้นมาที่นี่ด้วยเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวค่ะ”
วินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ขณะที่วินัยและเหล่าบอร์ดบริหารที่กำลังจะเดินคอตกออกจากห้องต่างหันขวับกลับมามองด้วยความตกตะลึงระลอกใหม่
ก่อนที่วินจะได้เอ่ยปากถามอะไร เสียงฝีเท้าหนักแน่นและเสียงฮือฮาจากโถงทางเดินก็ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พร้อมกับร่างของชายชราในชุดสูททักซิโดสีดำสนิทผู้ทรงอิทธิพลระดับโลก ที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องประชุมด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามความกวนประสาทของเศรษฐีพันล้านคนนี้ด้วยนะครับ!
ขอโทษทีครับ พอดีผมมีเงินล้นกระเป๋าจนรำคาญ•ตอนที่ 13
ประชุมบอร์ดบริหารแบบปั่นๆ
ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอโทษทีครับ พอดีผมมีเงินล้นกระเป๋าจนรำคาญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!