"ตึง!"
เสียงกระบี่เหล็กกล้าฟาดกระทบโต๊ะไม้เนื้อแข็งจนแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ เศษไม้ปลิวว่อนคละคลุ้งไปกับฝุ่นผง ท่ามกลางบรรยากาศในโรงเตี๊ยม 'มังกรทะยาน' ที่ควรจะเงียบสงบยามวิกาล กลับถูกแผดเผาด้วยไอสังหารอันเข้มข้นจนแทบหายใจไม่ออก
จ้าวหานยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเดิม ใบหน้าหล่อเหลาคมคายฉายแววราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก สายตาของเขามองทอดไปยังจอกสุราตรงหน้า ราวกับว่ากลุ่มคนชุดดำสวมหน้ากากรูปอสูรที่ยืนล้อมรอบอยู่สิบกว่าคนนั้น เป็นเพียงฝุ่นผงที่ถูกลมพัดผ่านเท่านั้น
"หึ! จ้าวหาน รนหาที่ตายนักนะ เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าหนีพ้นเงื้อมมือของสำนักปีศาจทมิฬไปได้?" เสียงแหบพร่าดั่งก้อนหินเสียดสีกันดังขึ้นจากปากของบุรุษร่างยักษ์ผู้ถือดาบใหญ่โลหิต เขาคือ 'เป่ยซาน' หนึ่งในยอดฝีมือขั้นหลอมรวมลมปราณระดับเจ็ด สมุนมือขวาของประมุขมาร
รอบกายของเป่ยซานแผ่พุ่งไอสีดำทะมึนออกมาเป็นระลอก นั่นคือวิชา 'โลหิตาคมกลืนวิญญาณ' อันชั่วร้าย ที่ทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปเพียงแค่สัมผัสก็รู้สึกวิงเวียนคลื่นไส้แล้ว
ทว่า ในมุมมืดของโรงเตี๊ยม หลี่มู่เหยา ศิษย์เอกแห่งหุบเขาหิมะไร้ลักษณ์ กลับนั่งจิบชาอย่างสง่างาม อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางราวกับตัดขาดจากความโสมมรอบกาย ใบหน้างามล้ำเลิศไร้ที่ติประดับด้วยรอยยิ้มเย็นชา นางไม่แม้แต่จะชายตามองกลุ่มคนชุดดำเหล่านั้นด้วยซ้ำ ราวกับกำลังรอชมละครฉากหนึ่งที่พระเอกของเรื่องกำลังจะแสดงให้ดู
"สำนักปีศาจทมิฬ..." จ้าวหานเอ่ยปากขึ้น น้ำเสียงของเขาแหบต่ำแต่มั่นคงกังวาน ราวกับเสียงระฆังสำริดที่สะท้อนจากหุบเขา "พวกเจ้าตามรังควานข้าไม่เลิกราเช่นนี้ คงไม่ได้มาเพื่อดื่มสุราสนทนาแน่... อยากได้หัวของข้า หรืออยากได้คัมภีร์กระบี่ไร้คมกันแน่?"
"ฮ่าๆๆๆ เจ้ารู้ตัวดีนี่!" เป่ยซานหัวเราะลั่นอย่างลำพองใจ "ส่งกระบี่ไร้คมมา แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า ให้เจ้าตายอย่างสบายหน่อย... มิฉะนั้น ข้าจะถลกหนังหัวเจ้าไปเสียบประจานหน้าหุบเขา!"
จ้าวหานค่อยๆ วางจอกสุราลงบนโต๊ะอย่างช้าๆ ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบหยุดหายใจ นิ้วเรียวยาวของเขาแตะลงที่ด้าม 'กระบี่ไร้คม' อาวุธประจำกายที่ดูทื่อด้านและไร้ซึ่งประกายคมกริบใดๆ แต่มันกลับเก็บซ้ำความแค้นและวิถีกระบี่อันหนักหน่วงนับร้อยปีไว้ภายใน
"เสียดาย..." จ้าวหานพึมพำเบาๆ แววตาคมกราบพลันเปลี่ยนเป็นดุดันราวกับพยัคฆ์ร้าย "ข้าเองก็มีสุราดีที่ยังดื่มไม่หมด... และไม่มีนิสัยชอบยกของให้โจรชั่วเสียด้วย"
"รนหาที่ตาย!"
เป่ยซานคำรามลั่น พลังปราณสีดำพวยพุ่งระเบิดออกจากร่าง ดาบใหญ่โลหิตในมือฟันผ่าอากาศลงมาด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ เกิดเป็นเสียงหวีดหิวของภูตผีดังสนั่นหวั่นไหว แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านจนพื้นไม้ใต้เท้าของจ้าวหานปริแตกเป็นทางยาว
นี่คือกระบวนท่า 'อสุราตัดเศียร' ที่รวบรวมลมปราณโลหิตทั้งหมดโจมตีในดาบเดียว หวังปลิดชีพเป้าหมายให้สิ้นซากในกระบวนท่าเดียว!
ทว่า จ้าวหานหาได้หลบหนีไม่
ร่างของเขากลับไหววูบดั่งเงาพราย วิชาตัวเบา 'ย่างก้าวเมฆาคล้อย' ถูกใช้ออกอย่างแนบเนียน ไร้ร่องรอย ไร้เสียง แหวกผ่านช่องว่างอันตรายของคมดาบได้อย่างน่าอัศจรรย์ ประหนึ่งใบไม้ที่ปลิวผ่านพายุหมุนโดยไม่แม้แต่จะถูกละอองฝน
เป่ยซานเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ฟันดาบวืดไปโดนความว่างเปล่า แรงปะทะทำให้โต๊ะเก้าอี้ด้านหลังแหลกละเอียด
"เร็ว... เร็วมาก!" เป่ยซานอุทานในใจด้วยความตื่นตระหนก
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง จ้าวหานก็ปรากฏกายขึ้นเบื้องหลังของเป่ยซานอย่างเงียบเชียบ ราวกับภูตผีที่ก้าวออกมาจากความมืดมิด กระบี่ไร้คมที่ยังอยู่ในฝักถูกยกขึ้น ใช้สันกระบี่ฟาดเข้าที่จุดชีพจรกลางหลังของเป่ยซานอย่างแม่นยำดั่งจับวาง!
ปัง!
เสียงทึบดังสนั่นสะท้อนก้อง ร่างกายของเป่ยซานแข็งค้างไปชั่วขณะ ลมปราณในร่างปั่นป่วนจนกระอักเลือดคำโตออกมาสาดกระเซ็นเต็มพื้น
"อัก... เป็นไปได้... อย่างไร? ข้าอยู่ในขั้นหลอมรวมลมปราณระดับเจ็ดเชียวนะ!" เป่ยซานคำรามด้วยความเคียดแค้น ดวงตาแดงก่ำด้วยความคลุ้มคลั่ง
สมุนชุดดำที่เหลือเห็นหัวหน้าถูกโจมตีจนบาดเจ็บ ต่างก็คำรามลั่นและชักอาวุธพุ่งเข้าใส่จ้าวหานพร้อมกันจากทุกทิศทุกทาง แสงประกายของศาสตราวุธสะท้อนกับแสงไฟในโรงเตี๊ยมระยิบระยับ กลายเป็นตาข่ายสังหารที่ปิดตายทุกเส้นทางหนี
ในมุมห้อง หลี่มู่เหยายังคงจิบชาอย่างใจเย็น ปลายนิ้วเรียวบางของนางเคาะโต๊ะเป็นจังหวะช้าๆ ดวงตางามลึกล้ำมองการต่อสู้เบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก นางรู้ดีว่านี่เป็นเพียงการหยั่งเชิงเท่านั้น เบื้องหลังของสำนักปีศาจทมิฬในครั้งนี้ ย่อมมีปลาตัวใหญ่กว่านี้ซ่อนอยู่
จ้าวหานยืนหยัดอยู่ท่ามกลางวงล้อมของคมดาบและหอกยาว ลมหายใจของเขาผ่อนเข้าออกอย่างเป็นจังหวะสม่ำเสมอ สัจธรรมแห่งวิถีกระบี่หลั่งไหลอยู่ในกระแสโลหิต ท่ามกลางวิกฤตอันตายรอบด้าน แววตาของเขากลับเปล่งประกายเจิดจ้าดั่งดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน
เขายกมือขึ้นจับด้ามกระบี่ไร้คมอีกครั้ง
และในวินาทีที่กระบี่กำลังจะถูกชักออกจากฝักนั้นเอง ประตูไม้หนาหนักของโรงเตี๊ยมก็ถูกซัดจนแหลกเป็นผุยผงด้วยพลังปราณอันมหาศาลที่เย็นยะเยือกเสียยิ่งกว่าน้ำแข็งพันปี!
เงาร่างหนึ่งในชุดคลุมสีเทาเก่าคร่ำคร่า ก้าวเท้าเดินเข้ามาท่ามกลางละอองฝุ่น ลมปราณกดดันระดับ 'เบิกนภา' ที่หลุดรอดออกมาเพียงน้อยนิด ทำให้ผู้คนในโรงเตี๊ยมถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้นทันที แม้แต่เป่ยซานยังต้องตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
จ้าวหานชะงักมือที่กำลังจะชักกระบี่ ดวงตาหรี่แคบลงทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคยและน่าสะพรึงกลัวที่แฝงมากับผู้มาใหม่
"ไม่นึกเลยว่า... เจ้าหนูตระกูลจ้าว จะยังหลงเหลือเดนตายมาถึงดินแดนรกร้างแห่งนี้ได้"
เสียงแหบแห้งเย็นเยียบราวดังมาจากขุมนรกดังขึ้น พร้อมกับใบหน้าใต้ฮู้ดสีเทาที่ค่อยๆ เงยขึ้นเผยให้เห็นรอยแผลเป็นน่าเกลียดน่ากลัวพาดผ่านดวงตาข้างหนึ่ง—มันคือคนผู้เดียวกันกับที่เคยใส่ร้ายปรมาจารย์ของเขาเมื่อสิบปีก่อน!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
"พยัคฆ์ขาวคำราม"
วิถีกระบี่เดี่ยวพิชิตฟ้า กับนางเซียนผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 3
ปะทะฝีมือกลางโรงเตี๊ยม
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่เดี่ยวพิชิตฟ้า กับนางเซียนผู้ไร้ใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!