วิถีกระบี่เดี่ยวพิชิตฟ้า กับนางเซียนผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 8

ความลับใต้เงาจันทร์

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
กลิ่นอายโลหิตและไอเย็นจากเกล็ดหิมะยังคงค้างเติ่งอยู่ในอากาศ ยามที่แสงจันทร์สีนวลสาดส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้เก่าคร่ำคร่าของโรงเตี๊ยมร้าง ณ ชายแดนรกร้าง "เจ้ายังมีหน้ามาถามหาเหตุผลของการเดินทางครั้งนี้อีกหรือ จ้าวหาน" เสียงหวานกังสดาลแต่เย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ฤดูดังขึ้น ทำลายความเงียบงัด หลี่มู่เหยา องครักษ์เสื้อแพรแห่งหุบเขาหิมะไร้ลักษณ์ นางนั่งอยู่บนตั่งไม้โดยไม่ขยับกาย ร่างระหงห่อหุ้มด้วยอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ตัดกับผ้าคลุมไหล่สีชาด ทว่า ปลายกระบวนท่ามือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อยังคงแฝงประกายปราณกระบี่ที่พร้อมทะลวงชีพจรหัวใจของบุรุษเบื้องหน้าได้ทุกเมื่อ จ้าวหานไม่สะดุ้งสะเทือน เขายืนพิงกรอบประตู มือข้างหนึ่งถือจอกสุราที่รินค้างไว้ ปราณกระบี่ไร้คมที่สะพายอยู่บนหลังสั่นระริกเบาๆ ราวกับรับรู้ถึงจิตสังหารที่แผ่ออกมาจากสตรีตรงหน้า บุรุษหนุ่มแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเย้ยหยันต่อชะตากรรม "ข้าเพียงแต่คิดว่า... การที่ศิษย์เอกแห่งหุบเขาหิมะไร้ลักษณ์ ยอมลงทุนลงแรงติดตามมือกระบี่ตกอับเช่นข้าข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงแดนประจิมนี้ ย่อมไม่ใช่แค่เพราะคำสั่งของอาจารย์เจ้ากระมัง" จ้าวหานทอดเสียงยาว ดวงตาคมกริบดั่งพยัคฆ์ยามล่าเหยื่อจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่ซ่อนความร้าวรานไว้ภายใต้ความเย็นชา "หรือว่า... เจ้ามีความลับบางอย่างที่ไม่อาจบอกกล่าวแก่ผู้คนในยุทธภพ?" คำพูดนั้นราวกับเข็มพิษที่ปักลงกลางใจ หลี่มู่เหยาชะงักไปชั่วลมหายใจ ร่างอรชรเกร็งขึ้นเล็กน้อยก่อนจะผ่อนคลายลงอย่างรวดเร็ว นางแค่น "หึ" ออกมาคำหนึ่ง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเหยียดหยัน "เจ้าเข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว จ้าวหาน... ข้าไม่ได้มาเพื่อปกป้องมลทินของเจ้า หรือมาเพื่อรำลึกถึงวันวานอันเน่าเฟะที่ตระกูลจ้าวของเจ้าสร้างไว้" นางลุกขึ้นยืนช้าๆ ก้าวเดินเข้ามาหาเขาทีละก้าว เสียงฝีเท้าเบาราวกับแมียวนป่า แต่ทุกย่างก้าวกลับกดทับบรรยากาศรอบตัวให้หนักอึ้งดั่งขุนเขาไท่ซาน "เป้าหมายของข้ามีเพียงหนึ่งเดียว... นั่นคือการทวงคืน 'กระบี่เพลิงสุริยัน' สมบัติล้ำค่าแห่งหุบเขาเราที่ถูกบรรพบุรุษตระกูลเจ้าปล้นชิงไปเมื่อสามสิบปีก่อน!" สิ้นคำพูด บรรยากาศภายในห้องก็พลันอุณหภูมิลดฮวบลงจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งเกาะตามขอบหน้าต่าง ปราณกระบี่สีครามแผ่พุ่งออกจากร่างของหลี่มู่เหยาจนเสื้อผ้าโบกสะบัด จ้าวหานหรี่ตาลงเล็กน้อย หัวใจกระตุกวูบ ปมในใจที่เขาเพียรพยายามค้นหาความจริงเกี่ยวกับการตายของปรมาจารย์และการใส่ร้ายป้ายสีตระกูลของตน บัดนี้กลับถูกเปิดเผยด้วยเหตุผลที่เต็มไปด้วยความแค้นฝังรากลึก นางไม่ได้เดินทางมาร่วมทางกับเขาด้วยความบังเอิญ แต่ทุกย่างก้าวที่ผ่านมาคือนักล่าที่กำลังต้อนเหยื่อให้จนมุม "ที่แท้... ก็คือเรื่องนี้" จ้าวหานพึมพำ น้ำเสียงเรียบสนิทจนน่ากลัว เขาเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายโดยไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย "เจ้าเชื่อคำกล่าวอ้างของคนพวกนั้นจริงๆ หรือว่าตระกูลจ้าวของข้าเป็นโจรชิงสมบัติ?" "หลักฐานคาตาและคัมภีร์โลหิตที่ปรากฏในห้องลับของบิดาเจ้า ยังกล้าปฏิเสธอีกหรือ!" หลี่มู่เหยาตวาดกลับ เสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกกดทับมานานหลายปี "หากไม่ใช่เพราะตระกูลจ้าวโลภโมโทสัน อาจารย์ของข้าคงไม่ต้องตรอมใจตาย! และข้า... คงไม่ต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้งนี้ไว้คนเดียว!" ความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์นางเซียนผู้ไร้ใจเผยออกมาให้เห็นในเสี้ยววินาทีนั้น จ้าวหานมองเห็นหยดน้ำตาที่เอ่อคลอขึ้นในหน่วยตาคู่สวยของนาง แต่มันกลับถูกแผดเผาด้วยไอเย็นของพลังวัตรจนแห้งเหือดไปในพริบตา สตรีผู้นี้ผ่านการฝึกฝนวิชาตัดขาดอารมณ์เพื่อบรรลุขอบเขตขั้นสูงสุด แต่หัวใจนางกลับยังคงร่ำไห้ให้กับอดีต ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหนาวที่พัดหวีดหวิวอยู่ภายนอก จ้าวหานสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นอายความเป็นลูกผู้ชายและจิตวิญญาณแห่งวิถีกระบี่แผ่ซ่านออกจากร่าง เขาก้าวเข้าไปประชิดตัวนางในระยะที่ห่างกันเพียงคืบ กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์ปะปนกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ จากการต่อสู้เมื่อครู่ลอยเข้าจมูก "ถ้าเช่นนั้น..." จ้าวหานกระซิบชิดริมฝีปากของนาง ดวงตาคมปลาบจับจ้องไม่กะพริบ "หากเจ้าแน่ใจนักว่าตระกูลจ้าวเป็นผู้ทำลายล้างหุบเขาหิมะไร้ลักษณ์ เหตุใดตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เจ้าจึงไม่ลงมือสังหารข้าเสียตั้งแต่ค่ำคืนแรกที่พบกัน?" หลี่มู่เหยาชะงักงัน ลมหายใจสะดุด ร่างกายแข็งทื่อ ใบหน้างามที่เคยเยือกเย็นพลันปราศจากคำตอบ ปากบางเม้มเข้าหากันแน่นจนซีดเผือด นางหลบสายตาคู่นั้นของเขาโดยสัญชาตญาณ ราวกับถูกล่วงล้ำเข้าไปในส่วนที่ลึกที่สุดของดวงใจ ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ความเงียบงันกำลังกลืนกินทั้งคู่ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก็ดังขึ้นสะท้านสะเทือนผืนป่ารอบด้าน ตามมาด้วยเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ก้องกังวานมาจากความมืดมิดเบื้องล่างหน้าโรงเตี๊ยม "ฮ่าๆๆๆ! ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง ศิษย์เอกแห่งหุบเขาหิมะไร้ลักษณ์ กับทายาทคนสุดท้ายของตระกูลจ้าวผู้ทรยศ!" เสียงนั้นแฝงไว้ด้วยพลังปราณอันกล้าแข็งจนแก้วหูแทบแตก จ้าวหานและหลี่มู่เหยาผละออกจากกันในพริบตา สัญชาตญาณนักยุทธภพตื่นตัวถึงขีดสุด ทั้งสองหันขวับไปมองยังหน้าต่างที่บานกระจกแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ เงาร่างนับสิบพุ่งทะยานเข้ามาล้อมกรอบพวกเขาทั้งสองไว้ในวงล้อมแห่งความตาย และผู้ที่ก้าวล้ำนำหน้าเข้ามาคือบุรุษในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าสวมหน้ากากรูปอสูรยิ้มเยาะ มือข้างหนึ่งถือป้ายคำสั่งโลหิตที่สลักตราสัญลักษณ์ลึกลับซึ่งทั้งจ้าวหานและหลี่มู่เหยาต่างคุ้นเคยเป็นอย่างดี... สัญลักษณ์ของพรรคอัคคีทมิฬที่ควรจะสูญสลายไปตั้งแต่สามสิบปีก่อน! "พวกเจ้า... ไม่ต้องเสียเวลาหาความจริงกันอีกต่อไปแล้ว" บุรุษหน้ากากอสูรหัวเราะเสียงแหลมสูง พลางชี้กระบี่มายังคนทั้งคู่ "เพราะวันนี้... ทั้งสมบัติกระบี่เพลิงสุริยัน และชีวิตของพวกเจ้าทั้งสอง... จะต้องดับสูญ ณ ที่แห่งนี้!"
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่เดี่ยวพิชิตฟ้า กับนางเซียนผู้ไร้ใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%