"ฮ่าๆๆ... ในที่สุดทายาทคนสุดท้ายของตระกูลจ้าวก็ยอมเปิดประตูผนึกด้วยโลหิตของตนเองเสียที!"
เสียงหัวเราะก้องกังวานดั่งอสนีบาตฟาดผ่ากลางฤดูร้อน สะท้อนก้องไปทั่วโถงศิลาโบราณที่อับชื้นและเปี่ยมด้วยกลิ่นไออสกุศล แรงกดดันจากพลังปราณระดับจิตวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งออกมาจากเงามืด กดทับร่างของจ้าวหานจนกระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่นดังกรอบแกรบ โลหิตสีแดงฉานยังคงไหลรินหยดติ๋ๆ จากรอยแผลบนฝ่ามือที่เขาใช้ทาบลงบนศิลาผนึก เบื้องหน้าของเขาคือประตูหินมหึมาที่สลักลวดลายอสูรโบราณกำลังอ้าปากกว้างราวกับรอคืนกินวิญญาณ
จ้าวหานกัดฟันแน่นจนมุมปากปริแตก ดวงตาคมกริบฉายแววเย้ยหยันและเด็ดเดี่ยวในคราวเดียวกัน เขารู้ตัวดีว่าถูกหลอกใช้ แผนการทั้งหมดของสำนักมารโลหิตคือการใช้สายเลือดบริสุทธิ์แห่งตระกูลจ้าวเป็นกุญแจดอกสุดท้ายในการปลดปล่อยพลังมารที่ถูกกักขังมานับพันปี
"มารสารเลว..." จ้าวหานเค้นเสียงลอดไรฟัน ร่างกายของเขาแทบไม่เหลือเรี่ยวแรงจะยืนหยัด ลมปราณในตันtian (ตันเถียน) ปั่นป่วนราวกับคลั่งไคล้ พิษโลหิตมารกำลังกัดกินเส้นชีพจรของเขาอย่างรวดเร็ว
เงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวออกมาจากความมืด ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกปกกั้นด้วยหน้ากากกระดูกอสูร มันคือผู้อาวุโสรองแห่งพรรคมารโลหิต ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการล่มสลายของตระกูลจ้าวเมื่อสิบปีก่อน
"จ้าวหาน เจ้าช่างโง่เขลาเสียจริง การล้างมลทินให้ตระกูลเจ้างั้นหรือ? ฝันไปเถอะ! วันนี้ที่นี่จะกลายเป็นหลุมศพของเจ้า และเมื่อประตูผนึกเปิดออก แผ่นดินยุทธภพจะนองไปด้วยเลือด!" ผู้อาวุโสพรรคมารสะบัดมือ พลังปราณสีโลหิตพุ่งทะยานเป็นรูปหอกอสูรหมายเสียบทะลวงหัวใจของจ้าวหานในคราเดียว
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง จ้าวหานเตรียมใจรับความตายอย่างอาจหาญ เขากำกระบี่ไร้คมในมือแน่น แม้จะตาย เขาก็จะลากมันลงนรกไปด้วยกันสักคน!
*เคร้ง!*
ประกายแสงสีเงินยวดระเบิดขึ้นราวกับดาราดับแสง ก,ระบี่เล่มยาวที่สะท้อนความเย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็งพันปีพุ่งแหวกอากาศเข้ามาขวางกั้นหอกโลหิตเอาไว้ได้อย่างเฉียดฉิว แรงปะทะสะท้อนจนพื้นศิลาแตกร้าวเป็นใยแมงมุม ร่างระหงในชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ดั่งเซียนจำศีลลอยตัวลงมาเคียงข้างจ้าวหานอย่างสง่างาม เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวตามแรงลมปราณ นางคือ หลี่มู่เหยา ศิษย์เอกแห่งหุบเขาหิมะไร้ลักษณ์
"มู่เหยา..." จ้าวหานอุทานด้วยความตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อย เขารู้ดีว่าความแค้นระหว่างตระกูลของเขากับหุบเขาหิมะไร้ลักษณ์นั้นลึกซึ้งปานใด เหตุใดนางถึง...
"หุบปากซะ เจ้าคนโง่" เสียงหวานใสแต่เยือกเย็นดั่งน้ำแข็งเอ่ยขึ้น นางไม่แม้แต่จะหันมามองเขา ดวงตางามดั่งหงส์จ้องมองผู้อาวุโสพรรคมารด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น "คนที่ตระกูลจ้าวติดค้าง... มีเพียงข้าผู้เดียว ผู้อื่นไม่มีสิทธิ์สังหารเจ้าทั้งสิ้น!"
"นังเด็กไร้ยางอายจากหุบเขาหิมะไร้ลักษณ์ เจ้าคิดว่าเพียงลำพังคนเดียวจะต้านทานพวกเราได้งั้นรึ?" ผู้อาวุโสพรรคมารแค่นเสียงหัวเราะอย่างดูแคลน มันโบกมือเรียกสมุนนับสิบคนพุ่งเข้าใส่ทันที
การต่อสู้ตะลุมบอนระเบิดขึ้นในพริบตา หลี่มู่เหยาเคลื่อนไหวราวนกกระเรียนรำแพน เพลงกระบี่หิมะไร้ลักษณ์ร่ายรำออกไปอย่างงดงามแต่ไร้ซึ่งความปรานี เกล็ดหิมะโปรยปรายเปลี่ยนโถงศิลาให้กลายเป็นแดนน้ำแข็ง ทว่า ฝ่ายตรงข้ามมีจำนวนมากกว่าและยังมีพลังมารที่แข็งแกร่งคอยสนับสนุน หลี่มู่เหยาต้องรับมือกับยอดฝีมือถึงสามคนพร้อมกัน กระทั่งนางยังเริ่มมีลมหายใจติดขัด มุมปากบางปรากฏคราบโลหิตสีแดงสดตัดกับผิวขาวราวกระเบื้องเคลือบ
ในจังหวะที่หลี่มู่เหยาเผลอเปิดช่องว่างจากการช่วยปัดป้องการโจมตีให้จ้าวหาน ผู้อาวุโสพรรคมารฉวยโอกาสซัดฝ่ามือโลหิตอัดกระแทกเข้าที่แผ่นหลังของนางอย่างเต็มแรง!
*ตูม!*
"อัก!" หลี่มู่เหยากระอักเลือดออกมาคำใหญ่ ร่างระหงทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น พลังปราณในร่างปั่นป่วนย้อนกลับจนเส้นชีพจรเกือบขาดสะบั้น
"มู่เหยา!" จ้าวหานคำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว ความรู้สึกเจ็บปวดเสียดแทงลึกลงไปในขั้วหัวใจ ภาพของหญิงสาวที่เคยเย่อหยิ่งเย็นชา บัดนี้กลับยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องเขา สัจธรรมแห่งยุทธภพและบุญคุณความแค้นหลอมรวมกันอยู่ในอกจนระอุเดือด
"อย่าเข้ามา..." หลี่มู่เหยาฝืนยันกายลุกขึ้น ดวงตาของนางยังคงความทะนงตน แต่นางรู้ดีว่าขีดจำกัดของตนมาถึงแล้ว หากปล่อยไว้ ทั้งนางและเขาต้องดับสูญที่นี่
ทว่า จ้าวหานกลับไม่ฟังคำทัดทาน เขาก้าวเข้ามาประคองร่างของนางไว้ อ้อมแขนที่แข็งแกร่งโอบกอดเอวบางเอาไว้แน่น กระบี่ไร้คมในมือถูกปักลงกับพื้นเพื่อพยุงร่างทั้งสอง
"เจ้ามัน... คนดื้อรั้น" หลี่มู่เหยาพึมพำ น้ำเสียงสั่นเทาเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มเป็นครั้งแรก แววตาที่เคยไร้ใจและเย็นชา บัดนี้กลับสะท้อนภาพของเขาไว้อย่างชัดเจน ลึกซึ้ง และอ่อนโยนอย่างที่ไม่มีผู้ใดเคยได้เห็น
"ข้ารับปากว่าจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนทำร้ายเจ้า... แม้กระทั่งตัวเจ้าเองก็ไม่มีสิทธิ์" จ้าวหานกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่มั่นคงดั่งขุนเขา
ทันใดนั้น หลี่มู่เหยาก็ตัดสินใจกระทำสิ่งที่คาดไม่ถึง นางรวบรวมลมปราณเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่ทั้งหมดในตันเถียน พลังปราณบริสุทธิ์แห่งหุบเขาหิมะไร้ลักษณ์ที่สะสมมาแรมปีถูกถ่ายทอดผ่านฝ่ามือเรียวงามเข้าสู่จุดชีพจรหัวใจของจ้าวหานโดยตรง!
ร่างของจ้าวหานสั่นสะท้านอย่างรุนแรง พลังปราณอันมหาศาลและเย็นเยือกไหลทะลักเข้าสู่ร่างของเขาอย่างบ้าคลั่ง พิษโลหิตมารที่กัดกินร่างกายอยู่ถูกชะล้างด้วยความเย็นยะเยือกของพลังปราณเซียน บาดแผลภายในของเขาสมานตัวอย่างรวดเร็ว พลังปราณของจ้าวหานทะยานผ่านจุดคอขวดอย่างดุดัน ขอบเขตพลังของเขาจากขั้นจิตวิญญาณกำลังก้าวข้ามไปสู่ขั้นหลอมรวมดารา!
"มู่เหยา! เจ้า... เจ้ากำลังทำอะไร!?" จ้าวหานเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด การถ่ายทอดพลังปราณต้นกำเนิดเช่นนี้ หมายความว่าหลี่มู่เหยากำลังสละตบะบำเพ็ญเพียรครึ่งชีวิตของนางเพื่อช่วยชีวิตเขา! หากนางทำเช่นนี้ต่อไป วิยญาณยุทธ์ของนางอาจแตกสลายและกลายเป็นคนพิการไปชั่วชีวิต
ใบหน้าของหลี่มู่เหยาซีดเผือดไร้สีเลือด หยาดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้าสวย นางแย้มยิ้มออกมาบางเบา รอยยิ้มนั้นงดงามราวดอกเหมันต์ที่ผลิบานท่ามกลางพายุหิมะ งดงามจนหยุดลมหายใจของผู้พบเห็น
"นี่... คือน้ำใจที่เจ้าไม่เคยคาดคิดใช่ไหมล่ะ..." นางกระซิบเสียงแผ่วเบา ริมฝีปากสั่นระริก "จ้าวหาน... จงมีชีวิตอยู่... แทนข้า..."
สิ้นคำพูดนั้น ร่างของหลี่มู่เหยาก็อ่อนปวกเปียก ล้มลงหมดสติซบอยู่กับอกอุ่นของเขา
"ไม่... มู่เหยา!" เสียงคำรามด้วยความเจ็บปวดและบ้าคลั่งของจ้าวหานดังสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วโถงศิลา พลังปราณระเบิดออกรอบตัวเขาราวกับพายุสุริยะที่ถูกปลดปล่อย พื้นดินสั่นสะเทือน โถงศิลาโบราณเริ่มพังทลายลงมาทีละน้อย
ผู้อาวุโสพรรคมารหน้าเปลี่ยนสีทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่กำลังตื่นขึ้นจากร่างของบุรุษหนุ่ม "แย่แล้ว! รีบฆ่ามันซะ!"
จ้าวหานค่อยๆ วางร่างของหลี่มู่เหยาลงอย่างทะนุถนอมที่สุด เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ ดวงตาทั้งสองข้างเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน รังสีอำมหิตและจิตสังหารพวยพุ่งเสียดฟ้า กระบี่ไร้คมในมือที่เคยสงบนิ่ง บัดนี้สั่นสะท้านด้วยความกระหายเลือด แสงกระบี่สีครามเข้มแผ่ขยายออกไปสามสาจนน่ากลัว
เขากวาดสายตามองกลุ่มคนตรงหน้าด้วยความเย็นชาดั่งพญายมที่ก้าวออกมาจากขุมนรก
"พวกเจ้า... ทุกคน... ต้องชดใช้ด้วยชีวิต!"
เงาร่างของจ้าวหานหายวับไปจากจุดเดิมในพริบตา ความเร็วของเขาเหนือกว่าเดิมนับสิบเท่า และก่อนที่ผู้อาวุโสพรรคมารจะได้ทันตั้งตัว ปลายกระบี่ไร้คมก็จ่ออยู่ตรงหว่างคิ้วของมันแล้ว พร้อมกับเสียงกระซิบจากขุมนรกที่ดังขึ้นข้างหู...
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในยุทธภพอันกว้างใหญ่นี้ด้วยกันนะครับ
พยัคฆ์ขาวคำราม
วิถีกระบี่เดี่ยวพิชิตฟ้า กับนางเซียนผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 11
น้ำใจที่คาดไม่ถึง
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่เดี่ยวพิชิตฟ้า กับนางเซียนผู้ไร้ใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!