รอยยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะของพิมพิศายังคงค้างเติ่งอยู่บนใบหน้าเรียบเนียน ทว่าในเสี้ยววินาทีต่อมา เสียงสัญญาณเตือนภัยอันน่าสะพรึงกลัวก็ดังลั่นกังวานไปทั่วตึกระฟ้า *กริ๊งงงง!* ตามด้วยแรงกระชากวูบใหญ่ที่ทำให้กระเพาะอาหารของทุกคนแทบจะพลิกกลับขึ้นมาอยู่บนลำคอ
พรึ่บ!
ไฟฟ้ารอบตัวดับสนิทลงในพริบตา ความมืดมิดเข้ากลืนกินทุกตารางนิชภายในห้องโดยสารลิฟต์วีไอพีอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าหมึกดำหยดลงบนกระดาษขาว รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ สัญชาตญาณการเอาตัวรอดทำให้มือเรียวคว้าหมับเข้าที่แขนเสื้อสูทของคนข้างกายโดยไม่รู้ตัว ขณะที่เมย์ร่ากรีดร้องออกมาเสียงหลงจนแทบจะแก้วหูแตก
"กรี๊ด! เกิดอะไรขึ้นเนี่ย!" เสียงแหลมสูงของเมย์ร่าสะท้อนก้องในความแคบ
"เงียบซะเมย์ร่า!" พิมพิศาตวาดกร้าว ความเยือกเย็นที่เคยมีหลุดหายไปชั่วขณะเมื่อความมืดเข้าประชิดตัว ทว่าร่างสูงในชุดสูทเนี๊ยบกลับขยับตัวอย่างรวดเร็ว มือเรียวยาวคว้าโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าขึ้นมาเปิดไฟฉายเพื่อส่องนำทาง แม้แสงสีขาวนวลจะสว่างขึ้นมาบ้าง แต่มันก็ทำให้อุณหภูมิความตึงเครียดภายในลิฟต์พุ่งสูงปรี๊ด
รินรดากะพริบตาถี่เพื่อปรับโฟกัส หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับมีกลองชุดมาตีอยู่ข้างหู ยิ่งเหลือบไปเห็นใบหน้าของพิมพิศาที่เริ่มซีดเผือดลงเล็กน้อยและหน้าผากมีเม็ดเหงื่อผุดพรายออกมาทั้งที่แอร์ในลิฟต์เย็นเฉียบ เธอก็พอจะเดาอะไรบางอย่างได้
"คุณ... กลัวที่แคบเหรอคะ ท่านประธาน" รินรดาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามคุมให้ราบเรียบที่สุด แม้ในใจจะสั่นไม่แพ้กัน
"พูดอะไรไร้สาระ รินรดา หน้าฉันดูเหมือนคนสติแตกหรือไง" พิมพิศาตอบสวนกลับทันควัน น้ำเสียงแข็งกระด้างที่พยายามกลบเกลื่อนความสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคู่คมหลบวูบไปทางอื่นเมื่อแสงไฟฉายกระทบเข้ากับใบหน้าของเธอเอง
เมย์ร่าที่ตอนนี้พยายามเคาะประตูลิฟต์อย่างหัวเสีย หันมาแหวใส่รินรดาด้วยความโมโห "เธอจะมาต่อปากต่อคำอะไรตอนนี้ยะ! ช่วยกันหาทางออกสิ หรือเธอสมองทึบจนคิดอะไรไม่ออกแล้ว?"
"คนที่สมองทึบและสร้างความน่ารำคาญน่าจะเป็นคุณมากกว่านะคะ เมย์ร่า" รินรดาตอกกลับทันควัน นัยน์ตาสีเข้มฉายแวววาวโรจน์ในความมืด "ถ้าไม่อยากให้ฉันใช้เท้าถีบประตูนี้ ช่วยยืนหุบปากแล้วรอความช่วยเหลือเงียบๆ ดีกว่าค่ะ"
"เธอ!" เมย์ร่าหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธ แต่ทว่าจังหวะนั้นเอง แรงสั่นสะเทือนระลอกใหม่ก็โถมเข้ามาอีกครั้ง ตัวลิฟต์ทรุดฮวบลงไปอีกครึ่งเมตรก่อนจะหยุดนิ่งสนิท แรงเหวี่ยงนี้ทำให้เมย์ร่าเสียหลักล้มพับลงไปกองกับพื้น ส่วนพิมพิศาที่ยืนอยู่ใกล้ผนังลิฟต์และพยายามทรงตัว เซถลาเข้าหารินรดาอย่างเต็มแรง
ร่างบางของรินรดาถูกชนจนกระแทกกับผนังด้านหลัง โดยมีร่างเพรียวของประธานสาวทับซ้อนเข้ามา แนบชิดจนแทบไม่มีช่องว่างให้อากาศผ่าน ไหล่บางถูกตรึงไว้ด้วยวงแขนแข็งแกร่งของพิมพิศาที่ยันผนังไว้เพื่อไม่ให้ทับอีกฝ่ายจนเกินไป ทว่าใบหน้าของทั้งคู่กลับห่างกันแค่คืบ ลมหายใจอุ่นร้อนที่เจือกลิ่นน้ำหอมราคาแพงระรินรดรดแก้มใส รินรดากลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ Nนัยน์ตากลมโตสบประสานเข้ากับนัยน์ตาสีดำสนิทที่สะท้อนแสงไฟฉายวาววับในระยะประชิด
"ปล่อยฉันนะคะ..." รินรดากระซิบเสียงเบาหวิว ความมั่นใจทั้งหมดที่มีเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความรู้สึกประหลาดที่ตีรวนอยู่ในอก
"ใครอยากจะกอดเธอ... ถ้าลิฟต์มันไม่เหวี่ยงจนฉันเสียหลัก" พิมพิศาพึมพำตอบ เสียงของประธานสาวแผ่วเบากว่าปกติ ความแข็งกร้าวเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความสั่นไหวบางเบาที่ซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้า ลมหายใจของพิมพิศาติดขัด ไม่ใช่เพราะความโกรธ แต่เป็นเพราะกลิ่นกายหอมละมุนอ่อนๆ จากตัวของเด็กสาวตรงหน้าที่กำลังปั่นป่วนประสาทสัมผัสของเธอจนแทบควบคุมไม่ได้
"งั้นก็... ถอยออกไปสิคะ ตัวคุณหนักจะตาย" รินรดาแสร้งทำเป็นเชิ่ดหน้าขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนความวูบไหวในหัวใจ แม้ปากจะบอกให้ถอย แต่สองมือกลับเผลอวางทราบลงบนลาดไหล่กว้างของอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว
"ปากเก่งไม่เปลี่ยน..." พิมพิศาแค่นหัวเราะในลำคอ แต่ใบหน้าคมกลับไม่ได้ขยับหนี สายตาคู่คมกวาดมองริมฝีปากอิ่มที่เม้มเข้าหากันอย่างเผลอไผล บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกลดอุณหภูมิลงจนร้อนระอุ แม้รอบกายจะมืดสนิทและอับทึบ แต่หัวใจของคนทั้งคู่กลับเต้นดังแข่งกับเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ตอนนี้เงียบลงไปแล้ว
"ท่านประธานคะ... คุณเหงื่อออกเยอะมากเลยนะ" รินรดาเอ่ยทักด้วยความอดไม่ได้ เมื่อสังเกตเห็นหยดเหงื่อใสไหลซึมลงมาตามกรอบหน้าคมคายของคนตัวโต ความรู้สึกรำคาญใจเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความห่วงใยอย่างประหลาด มือเรียวข้างหนึ่งยกขึ้นโดยไม่ทันคิด ปลายนิ้วแตะซับเหงื่อบริเวณขมับให้พิมพิศาอย่างแผ่วเบา
พิมพิศาชะงักกึก ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ ไม่เคยมีใครกล้าทำกิริยาอ่อนโยนกับเธอแบบนี้มาก่อน ยิ่งเป็นรินรดา... เด็กสาวที่คอยแต่จะต่อปากต่อคำกับเธอทุกครั้งที่เจอ ยิ่งทำให้หัวใจที่ด้านชามานานหลายปีเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง
"อย่ามาทำคะเน... รินรดา" พิมพิศากระซิบเสียงพร่า ริมฝีปากเรียวสวยเคลื่อนเข้าไปใกล้ใบหูของอีกฝ่ายจนรู้สึกได้ถึงความอุ่น "เธอคิดจะทำอะไรกันแน่ หืม? หรือจริงๆ แล้ว... เธอไม่ได้กลัวความมืด แต่ชอบเวลาที่อยู่ใกล้ฉันกันแน่"
"หลงตัวเองที่สุด!" รินรดาหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันทีในความมืด ความอายทำให้เธอออกแรงผลักอกอีกฝ่ายเต็มแรง ทว่าพิมพิศากลับคว้าข้อมือทั้งสองข้างของเธอตรึงไว้เหนือหัวด้วยมือเดียวอย่างง่ายดาย ด้วยความที่ได้เปรียบเรื่องสรีระ ร่างบางจึงถูกกักขังไว้อยู่ใต้ร่างของประธานสาวอีกครั้งอย่างแนบแน่นยิ่งกว่าเดิม
"ปากแข็ง..." พิมพิศายิ้มมุมปาก ยามนี้แววตาของประธานสาวไม่ได้มีความเย็นชาหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงประกายความเจ้าเล่ห์และความคลั่งไคล้ที่ซ่อนเร้นไว้ภายใต้หน้ากากน้ำแข็ง
ก่อนที่รินรดาจะได้อ้าปากเถียง เสียงลำโพงฉุกเฉินบนเพดานก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูอมเทานี้ทันที *“เรียนผู้โดยสารทุกท่าน ขณะนี้ทีมช่างกำลังเร่งดำเนินการแก้ไขระบบไฟฟ้าและประตูลิฟต์ ขอให้ทุกท่านอยู่ในความสงบครับ”*
บรรยากาศชวนใจเต้นแรงถูกกระชากกลับสู่โลกความเป็นจริง รินรดารีบดึงมือตัวเองกลับทันทีเมื่อพิมพิศายอมปล่อย ทว่าในจังหวะที่ประธานสาวกำลังจะก้าวถอยหลังเพื่อจัดระเบียบเสื้อผ้าให้เรียบร้อย เสียงกumกลกลมของโลหะกระทบกันที่ประตูด้านนอกก็ดังขึ้น พร้อมกับแสงไฟสว่างวาบที่สาดส่องเข้ามาเมื่อประตูลิฟต์ถูกงัดจนเปิดออกครึ่งหนึ่ง
"คุณพิม! คุณอยู่ในนั้นไหมครับ!" เสียงตะโกนของธันวาเพื่อนสนิทรินรดาดังแทรกเข้ามาพร้อมกับใบหน้ากังวลที่ชะโงกมองลอดช่องว่างของประตูลิฟต์เข้ามา
พิมพิศาขมวดคิ้วมุ่นทันทีเมื่อเห็นหน้าของตัวปัญหา ส่วนรินรดากลับถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ทว่าก่อนที่ใครจะได้พูดอะไรต่อ ธันวากลับเอื้อมมือมาดึงประตูให้เปิดกว้างขึ้น พร้อมกับอุทานออกมาเสียงดังเมื่อเห็นสภาพของเจ้านายสาวและเพื่อนสนิทที่ยืนชิดติดกันจนเกินงาม
"อุ๊ย ตายจริง..." ธันวาแสร้งทำเป็นเอามือปิดตา แต่ปลายนิ้วกางออกกว้างจนเห็นชัดเจน "นี่ผมเข้ามาขัดจังหวะอะไรสำคัญหรือเปล่าครับเนี่ย... ท่านประธาน?"
พิมพิศาปั้นหน้ากลับมาเป็นประธานสาวผู้เยือกเย็นและหยิ่งผยองได้ในเสี้ยววินาที ร่างสูงจัดเสื้อสูทให้เข้าที่อย่างเนี๊ยบกริบ ก่อนจะปรายตามองธันวาด้วยหางตาคมกริบ
"ถ้าไม่อยากโดนลดเงินเดือน ธันวา กรุณาหุบปากแล้วไสหัวไปให้พ้นหน้าฉันเดี๋ยวนี้!"
รินรดายืนหน้าแดงแจ๋ หลบสายตาอยู่ด้านหลังพิมพิศา หัวใจยังคงเต้นรัวไม่เป็นจังหวะจากเหตุการณ์เมื่อครู่ ทว่าสายตากลับเหลือบไปเห็นเงาร่างคุ้นเคยที่ยืนอยู่ด้านหลังธันวา
เมย์ร่าที่เดินตามออกมาจากลิฟต์อีกตัวที่จอดเทียบชั้นกัน ยิ้มเยาะที่มุมปากอย่างน่ากลัว ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของรินรดาเย็นเฉียบลงในพริบตา
"อุ๊ย... ดูท่าทางท่านประธานจะเอ็นดูกลุ่มเด็กฝึกงานคนนี้เป็นพิเศษนะคะ ถึงได้ตัวติดกันขนาดนี้... แต่ไม่รู้ว่าท่านประธานจะยังเก็บเด็กคนนี้ไว้ไหม ถ้ารู้ว่า 'ความลับ' เรื่องครอบครัวของเธอถูกแฉออกไปน่ะค่ะ"
รินรดาชะงักกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้เป็นหิน ประโยคของเมย์ร่าไม่ใช่แค่คำขู่ลอยๆ แต่หมายถึงปมชีวิตที่เธอพยายามปกปิดมาตลอดกำลังจะถูกกระชากออกมาประจานต่อหน้าพิมพิศา!
***
โปรดติดตามตอนต่อไปด้วยใจระทึกนะคะ
*ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "กลิ่นลิลลี่สีขาว" เสมอมาค่ะ*
พันธนาการรักฉบับประธานร้าย•ตอนที่ 5
เคมีที่อันตรายกว่างานเอกสาร
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธนาการรักฉบับประธานร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!