สัมผัสเย็นยะเยือกของกระจกแก้วทรงสูงในมือไม่ได้ช่วยลดทอนอุณหภูมิความระอุที่กำลังแผดเผาอยู่กลางอกของรินรดาเลยแม้แต่น้อย ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อร่างสูงโปร่งในชุดสูทสั่งตัดเข้ารูปของบุคคลที่เธอกลัวที่สุดในตอนนี้ก้าวเข้ามาประชิด ระยะห่างระหว่างเธอกับชายหนุ่มผู้เป็นอดีตเจ้าหนี้และเจ้าของปัญหาเก่าร่นระยะจนเหลือเพียงแค่ก้าวเดียว
"ไม่คิดเลยนะคะว่าจะได้เจอคุณที่งานเลี้ยงระดับนี้... รินรดา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยทักทายพร้อมรอยยิ้มพรายที่เคลือบยาพิษ แววตาของเขาพราวระยับด้วยความเจ้าเล่ห์ยามกวาดมองสำรวจเรือนร่างในชุดราตรีสั้นเข้ารูปของหญิงสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างไม่ปิดบัง
รินรดาเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง หัวใจเต้นรำรัวด้วยความตื่นตระหนก มือเล็กที่ถือแก้วไวน์เผลอกำก้านแก้วแน่นขึ้นจนข้อ้วนิ้วขาวซีด สมองพยายามประมวลผลอย่างรวดเร็วเพื่อหาทางหลบเลี่ยงสถานการณ์น่าอึดอัดนี้ เธอถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ ทว่าอีกฝ่ายกลับขยับตามมาอย่างไร้มารยาท
"ถอยไปค่ะ ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ" รินรดาเอ่ยเสียงลอดไรฟัน ดวงตาดุฉายแววไม่ยอมคนเช่นเคย แม้ในใจจะเริ่มหวาดหวั่นกับสายตาคุกคามคู่นั้น
"ใจร้ายจังครับ เราเคย... สนิทกันมากกว่านี้นี่นา ลืมหนี้บุญคุณที่ผมเคยช่วยไว้แล้วหรือไง หืม?" ชายหนุ่มโน้มตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นน้ำหอมราคาแพงระคนกลิ่นแอลกอฮอล์โชยเข้าจมูกจนรินรดารู้สึกพะอืดพะอม
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่รินรดากำลังจะเอאะปากตอกกลับด้วยถ้อยคำเจ็บแสบ ร่างสูงสง่าในชุดราตรีสีดำสนิทของใครอีกคนก็ก้าวเข้ามาแทรกกลางระหว่างพวกเขาราวกับภูตผีที่ไร้เสียง
บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนติดลบในทันทีที่พิมพิศาปรากฏกายขึ้น ประธานบริหารสาวแห่งอาณาจักรธุรกิจยักษ์ใหญ่ส่งสายตาดุดันคมกริบราวกับใบมีดโกนอาบยาพิษไปยังชายหนุ่มปริศนา รังสีความเย็นชาและอำนาจมืดแผ่ซ่านออกมาจากตัวเธอจนคนรอบข้างต้องรีบถอยร่นโดยอัตโนมัติ
"มีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ... คุณรินรดา"
เสียงหวานกึ่งราบเรียบทว่าทรงพลังเอ่ยถามขึ้น ดวงตาคู่คมกวาดมองชายแปลกหน้าหัวจรดเท้าด้วยความเหยียดหยามอย่างไม่คิดจะซ่อนเร้น พิมพิศาขยับตัวเข้ามาประชิดรินรดามากกว่าเดิม มือเรียวสวยเอื้อมไปโอบรอบเอวบางของเลขาฯ สาวอย่างถือวิสาสะ แต่กลับเป็นการแสดงออกทางอาณาเขตที่ชัดเจนจนรินรดาถึงกับสะดุ้งวาบด้วยความตกใจ
ชายหนุ่มชะงักไปชั่วขณะเมื่อเจอรัศมีกดดันระดับพรีเมียมของประธานสาว เขาหัวเราะกลบเกลื่อน "อ๋อ... ขอโทษทีครับ พอดีผมแคทักทายคนรู้จักเก่าเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรครับคุณ..." เขาเว้นวรรคเพื่อรอฟังชื่อ
"คุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะมองหน้าเธอด้วยซ้ำค่ะ ถ้าไม่อยากให้หุ้นในบริษัทของคุณดิ่งลงเหวภายในสิบวินาทีนี้... เชิญไสหัวไปให้พ้นจากตรงนี้ซะ" พิมพิศากล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท แต่ทุกคำพูดเต็มไปด้วยน้ำหนักที่พร้อมจะเหยียบย่ำอีกฝ่ายให้จมดิน ดวงตาสีนิลวาวโรจน์ด้วยความไม่พอใจอย่างรุนแรงที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้มาดนิ่ง
ชายหนุ่มหน้าเสียไปถนัดตาเมื่อรู้ว่ากำลังต่อกรอยู่กับใคร เขาเหลือบมองรินรดาก่อนจะยอมถอยกรูดออกไปอย่างเสียหน้า ทิ้งให้บริเวณมุมห้องจัดเลี้ยงกลับมาเงียบสงบลงท่ามกลางเสียงดนตรีคลอเบาๆ
รินรดาผ่อนลมหายใจออกมาพรืดใหญ่ ความตึงเครียดเมื่อครู่คลี่คลายลงเล็กน้อย เธอหันไปมองคนข้างกายที่ยังคงตีสีหน้าเรียบเฉย ทว่าดวงตากลับฉายแววขุ่นเคืองอย่างชัดเจน
"คุณพิศามาได้ยังไงคะเนี่ย..." รินรดาเอ่ยถามเสียงเบา พยายามจะขยับตัวถอยห่างออกมาจากอ้อมแขนที่ยังคงโอบเอวเธอไว้แน่น
"ถ้าฉันไม่มา คุณคงยืนให้ไอ้โรคจิตนั่นแทะโลมสายตาใส่จนพอใจแล้วมั้งคะ" พิมพิศาตอกกลับทันควัน น้ำเสียงเจือความหึงหวงและประชดประชันอย่างปิดไม่มิด ดวงตาคู่คมจ้องมองใบหน้าเนียนของเลขาฯ สาวเขม็ง "ปากเก่งกับฉันนัก แต่ทำไมเวลาเจอผู้ชายพวกนั้นถึงได้ยืนแข็งทื่อ ทำตัวเหมือนแมวตื่นตูมไปได้ล่ะคะ"
"ฉันไม่ได้ตื่นตูมสักหน่อยค่ะ! แล้วอีกอย่าง... มันก็เรื่องส่วนตัวของฉัน คุณมีสิทธิ์อะไรมาวุ่นวายล่ะคะเนี่ย" รินรดาเถียงกลับทันควัน ดวงตาดุกร้าวขึ้นมาทันทีเมื่อเจอคำพูดขัดหู
"สิทธิ์เหรอคะ?" พิมพิศาแค่นหัวเราะในลำคอ ใบหน้าสวยคมโน้มเข้าไปใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้าหากันจนรินรดาต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "ในฐานะเจ้านาย... ฉันมีสิทธิ์ตักเตือนพนักงานที่ทำตัวเสี่ยงต่อชื่อเสียงบริษัทค่ะ และในฐานะ..." ประธานสาวเว้นจังหวะไว้แค่นั้น ดวงตาวาววับชวนใจสั่นจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของอีกฝ่าย
รินรดาใจเต้นรำไม่เป็นจังหวะ สมองขาวโพลนขึ้นมาดื้อๆ กับประโยคที่ถูกกลืนหายไป เธอจ้องมองริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันเล็กน้อยของคนตรงหน้า ความเงียบก่อตัวขึ้นระหว่างพวกเธอท่ามกลางความอลวนของงานเลี้ยง
"ในฐานะอะไรคะ..." รินรดาเผลอหลุดปากถามออกไปด้วยความลืมตัว น้ำเสียงแผ่วเบากว่าปกติ
พิมพิศายกยิ้มมุมปากอย่างเหนือกว่า มือที่โอบเอวบางกระชับแน่นขึ้นจนร่างทั้งสองแนบชิดกันอย่างไร้ช่องว่าง เธอกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำตอบที่ทำเอาคนฟังต้องร้อนผ่าวไปทั้งร่าง ทว่า...
"อุ๊ย! ขอโทษทีค่ะ ขัดจังหวะอะไรสำคัญอยู่หรือเปล่าคะเนี่ย"
เสียงหวานหยาดเยิ้มที่คุ้นเคยดังแทรกขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูลงอย่างไม่ไว้หน้า รินรดารีบผลักอกพิมพิศาออกทันทีด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีแดงก่ำ ขณะที่ประธานสาวตวัดสายตาคมกริบหันไปมองผู้มาใหม่ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกขัดจังหวะ
เมย์ร่าก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเยาะเย้ย ชุดราตรีสีแดงเพลิงขับเน้นให้เธอดูโดดเด่นและร้อนแรงในเวลาเดียวกัน ดวงตาสวยเฉี่ยวคู่นั้นกวาดมองพิมพิศาและรินรดาด้วยความรู้สึกสนุกสนาน
"ไม่นึกเลยนะคะว่าจะได้เห็นท่านประธานคนเก่ง ลงทุนมาคอยกันท่าผู้ชายให้เลขานุการด้วยตัวเองแบบนี้... ดูสนิทสนมกันเกินคำว่าเจ้านายกับลูกน้องไปเยอะเลยนะคะเนี่ย" เมย์ร่าลากเสียงยาวอย่างจงใจสร้างความร้าวฉาน
รินรดากัดริมฝีปากแน่น กำลังจะอ้าปากสวนกลับเพื่อปกป้องตัวเองและเจ้านาย แต่ทว่าพิมพิศากลับยกมือขึ้นห้ามด้วยสีหน้านิ่งสนิท ก่อนที่ประธานสาวจะก้าวเข้าไปประชิดเมย์ร่าด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่น่ากลัวกว่าเดิมหลายเท่า
"เรื่องของเรามันคงไม่หนักหัวคุณหรอกนะคะ เมย์ร่า..." พิมพิศากล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น "แต่ถ้าคุณยังไม่เลิกทำตัวเป็นหมาหวงก้างแถวนี้... ฉันนี่แหละที่จะทำให้คุณไม่มีที่ยืนในวงการธุรกิจนี้อีกต่อไป!"
บรรยากาศรอบตัวพลันเย็นเยียบลงจนน่าขนลุก เมย์ร่าหุบยิ้มฉับพลัน สีหน้าเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ ทว่ายังไม่ทันที่ใครจะได้เอ่ยอะไรต่อ ประตูบานใหญ่ด้านหน้าห้องจัดเลี้ยงก็ถูกผลักเปิดออกเสียงดังปัง! พร้อมกับการปรากฏตัวของบุคคลที่สามที่ไม่มีใครคาดคิด... ร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูทรubหรูเดินดุ่มเข้ามาพร้อมกับการ์ดส่วนตัวหลายคน สายตาของเขากวาดมองหาเป้าหมายก่อนจะมาหยุดอยู่ที่รินรดา พร้อมรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่ทำให้เลือดในกายของหญิงสาวเย็นเฉียบลงในพริบตา!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและเป็นกำลังใจให้กันเสมอนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
พันธนาการรักฉบับประธานร้าย•ตอนที่ 7
สายตาที่เกินเพื่อนร่วมงาน
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธนาการรักฉบับประธานร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!