เสียงตบโต๊ะไม้สนกระแทกดังปังจนถ้วยชาเคลือบกระเบื้องสั่นสะเทือน น้ำชาสีอำพันกระเซ็นเปรอะเปื้อนกระดาษสัญญาแบ่งแยกครอบครัวที่เพิ่งหมึกแห้งสนิท
"หลินฟาง! เจ้าคิดดีแล้วหรือที่จะเอาเศษดินแห้งแล้งหลังเรือนผุๆ นั่นเป็นส่วนแบ่งทั้งหมด? ดี! อย่ามาคลานเข่าร้องขอความช่วยเหลือจากบ้านใหญ่ก็แล้วกัน!"
น้ำเสียงแหลมสูงของป้าสะใภ้ใหญ่เจือด้วยความสะใจอย่างไม่ปิดบัง นางกวาดตามองหลินฟางด้วยแววตารังเกียจราวกับมองสุนัขข้างถนน ก่อนจะรีบคว้ากระดาษแผ่นนั้นยัดใส่สาบเสื้อด้วยความกลัวว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ ท่าทีโลภโมกข์ของคนตระกูลหลินช่างน่าสมเพชจนหญิงสาวทำเพียงแค่น่นหัวเราะในลำคออย่างเยือกเย็น
"คำพูดของป้าสะใภ้ใหญ่ช่างน่าฟังนัก... หวังว่าเมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว พวกท่านจะไม่มายืนน้ำลายสอหน้าประตูบ้านข้าก็พอ" หลินฟางตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่เคลือบยาพิษ ดวงตากลมโตฉายแววเฉียบคมจนอีกฝ่ายชะงักไปชั่วขณะ
จ้าวเหวินที่ยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหลังภรรยาขยับกายเล็กน้อย ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อผ้าเก่าคร่ำคร่าแต่สะอาดสะอ้านแผ่รังสีคุกคามอันน่าเกรงขามโดยไม่ต้องเอวาจา มือหนาหยาบกร้านจากการจับจอบจับดาบเอื้อมไปกุมมือเรียวเล็กของภรรชาไว้แน่น สัมผัสอุ่นซ่านที่ส่งผ่านมาช่วยขับไล่ไอเย็นยามต้นฤดูใบไม้ผลิให้จางหายไป
"กลับบ้านเรากันเถอะ... ฟางเออร์" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นสั้นๆ ทว่าเต็มไปด้วยความหนักแน่นและปกป้อง
ทั้งสองเดินแยกตัวออกมาท่ามกลางสายตาสสมเพชเวทนาและเสียงนินทาไล่หลังของชาวบ้านที่มารุมล้อมมุงดู ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าของหลินฟางในยามนี้นั้น มิใช่รอยยิ้มของคนสิ้นไร้ไม้ตอก หากแต่เป็นรอยยิ้มของผู้กุมความลับอันยิ่งใหญ่ที่จะพลิกผันชะตากรรมของพวกเขาทั้งคู่ไปตลอดกาล
ณ เรือนพักหลังเก่าทรุดโทรมที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวติดเชิงเขา ด้านหลังมีเพียงแปลงดินรกร้างเต็มไปด้วยวัชพืชและเศษหิน ทว่าในห้วงความคิดของหลินฟางเวลานี้ กลับมีเสียงสะท้อนกังวานของระบบมิติลับที่นางเพิ่งค้นพบโดยบังเอิญเมื่อคืนก่อนดังขึ้น
*[ตรวจพบเจ้าของสิทธิ์คนใหม่: หลินฟาง]*
*[ปลดล็อกพื้นที่จัดเก็บระดับเริ่มต้น: โกดังโอสถและพรรณพืชโบราณ]*
หญิงสาวกวาดสายตามองรอบบริเวณ เมื่อมั่นใจว่าจ้าวเหวินกำลังก้มหน้าก้มตาซ่อมแซมรั้วไม้ไผ่หน้าบ้านอย่างขะมักเขม้น นางจึงปลีกตัวเดินลึกเข้าไปยังมุมอับหลังเรือน ซึ่งมีแนวไผบทึบหนาบังสายตา
หลินฟางสูดลมหายใจเข้าลึก หลับตาลง แล้วส่งจิตอธิษฐานไปยังพื้นที่ว่างในห้วงจิตสำนึก พริบตานั้น ร่างของนางก็วับหายไปจากโลกภายนอก ราวกับถูกกลืนกินเข้าไปในความว่างเปล่า
ความเย็นสบายราไอหมอกบนยอดเขาสูงโอบล้อมกาย ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้หลินฟางต้องเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง เบื้องหน้าของนางคือโกดังไม้โบราณหลังมหึมา สถาปัตยกรรมแกะสลักด้วยลวดลายวิจิตรบรรจง กลิ่นอายของไม้จันทน์หอมผสมผสานกับกลิ่นดินชื้นหลังฝนตกโชويเข้าจมูกอย่างผ่อนคลาย
เมื่อนางผลักบานประตูไม้หนาหนักเข้าไป ด้านในมิใช่ห้องเก็บของธรรมดา แต่กลับแบ่งออกเป็นสัดส่วนราวกับคลังสมบัติของจักรพรรดิ ชั้นวางยาสมุนไพรทอดยาวสุดสายตา กล่องไม้แกะสลักนับร้อยใบ และที่สะดุดตาที่สุดคือ "เมล็ดพันธุ์หายาก" ที่สูญพันธุ์ไปจากแผ่นดินยุคนี้แล้วนับไม่ถ้วน ทั้งโสมป่าพันปี เมล็ดข้าวสาลีวิญญาณ และพืชผลที่เร่งการเจริญเติบโตเร็วกว่าปกติถึงสิบเท่า!
"สวรรค์... นี่มันของขวัญชิ้นใหญ่ยิ่งกว่าการถูกหวยรางวัลที่หนึ่งในชาติก่อนเสียอีก" หลินฟางพึมพำกับตัวเองด้วยหัวใจที่เต้นระรัว รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้า มือเรียวเอื้อมไปสัมผัสถุงเมล็ดพันธุ์ผักกาดขาวหิมะที่ระบุว่าให้รสชาติหวานกรอบและช่วยบำรุงกำลัง
ทว่า ในขณะที่นางกำลังเพลิดเพลินกับการสำรวจขุมทรัพย์ตรงหน้า เสียงฝีเท้าหนักแน่นพร้อมกับเสียงเรียกด้วยความตกใจของสามีก็ดังแว่วเข้ามาในห้วงความคิด
"ฟางเออร์! เจ้าหายไปไหน!"
หลินฟางสะดุ้งสุดตัว สัญชาตญาณการเอาตัวรอดทำให้รีบกอบโกยเมล็ดพันธุ์ผักสามชนิดใส่กำมือ ก่อนที่ร่างของนางจะถูกดีดกลับออกมาสู่โลกภายนอกท่ามกลางพุ่มไม้ไผ่หลังบ้านในเสี้ยววินาที
หญิงสาวหอบหายใจถี่รัว เม็ดเหงื่อผุดพรายตามกรอบหน้า ทว่าในกำมือกลับกุมถุงผ้าไหมปักลายประหลาดบรรจุเมล็ดพันธุ์เอาไว้แน่น นางรีบซ่อนมันไว้ในอกเสื้ออย่างมิดชิด ก่อนจะก้าวเท้าเดินออกไปหาชายหนุ่มที่กำลังยืนหน้าซีดเผือดด้วยความกระวนกระวายอยู่หน้าเรือน
จ้าวเหวินทิ้งค้อนในมือแล้วพุ่งเข้ามาคว้าตัวนางไว้แน่น อ้อมกอดที่สั่นเทาเล็กน้อยนั้นสะท้อนความกลัวที่จะสูญเสียภรรยาไปอย่างชัดเจน ดวงตาคมกริบฉายแววกังวลระคนดุดัน
"เจ้าหายไปไหนมา... ข้าเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ได้ยิน" เสียงทุ้มเอ่ยคาดคั้น ทว่าเจือไปด้วยความห่วงใยจนคนฟังใจกระตุก
หลินฟางเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่ม เม้มริมฝีปากเล็กน้อยก่อนจะคลายยิ้มบางๆ ออกมาเพื่อให้อีกฝ่ายคลายความกังวล นางรู้ดีว่าความลับเรื่องมิติพิศวงนี้ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะบอกใครได้ในตอนนี้ แต่ในเมื่อพวกเขากลายเป็นสามีภรรยากันตามกฎหมายและพฤตินัยแล้ว นางย่อมต้องหาจังหวะเวลาที่เหมาะสมเพื่อบอกเล่าความจริงครึ่งหนึ่งแก่เขา
"ข้าแค่... เดินไปสำรวจดินข้างหลังมาเจ้าค่ะ ท่านดูสิ ดินตรงนั้นแม้จะดูแห้งแล้ง แต่ถ้าเราจัดการดีๆ อาจจะพอปลูกผักประทังชีวิตได้นะ" หลินฟางพูดพลางหยิบเมล็ดพันธุ์ผักกาดขาวหิมะออกมาจากอกเสื้อหนึ่งเมล็ดชูให้เขาดู
จ้าวเหวินก้มมองเมล็ดพืชในมือภรรยา ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย เมล็ดพันธุ์อันใดเหตุใดจึงมีประกายเรืองแสงจางๆ เจืออยู่ราวกับมีชีวิต?
ทว่าก่อนที่ชายหนุ่มจะได้เอ่ยปากซักถามสิ่งใด เสียงเคาะประตูรั้วไม้ไผ่หน้าบ้านก็ดังขึ้นอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงตะโกนโหววกเหวกโวยวายของหญิงวัยกลางคนที่ไม่ได้รับเชิญ
"หลินฟาง! นังตัวดี! ออกมานี่นะ! พวกแกแอบขโมยของบ้านใหญ่ไปใช่ไหม?!"
ดวงตาของจ้าวเหวินหรี่แคบลงทันที รังสีสังหารแผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ราวกับพยัคฆ์หนุ่มที่พร้อมขย้ำเหยื่อ ส่วนหลินฟางกลับแย้มยิ้มเยือกเย็น นางเก็บเมล็ดพันธุ์ลงในกระเป๋าเสื้ออย่างใจเย็น ก่อนจะหันไปสบตากับสามีแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง
"ดูท่า... แขกที่ไม่ได้รับเชิญจะรีบมาให้เราทดลองฝีมือเสียแล้วล่ะท่านพี่"
***
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องไปในวิถีสโลว์ไลฟ์และแปลงผักมหัศจรรย์กับ "ใบชาหอมหมื่นลี้" ในตอนนี้ด้วยนะครับ
แม่ครัวสายสตรองกับกองทัพผักหลังบ้าน•ตอนที่ 2
พรจากมิติพิศวง
ผลงานโดย ใบชาหอมหมื่นลี้
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ใบชาหอมหมื่นลี้)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ครัวสายสตรองกับกองทัพผักหลังบ้าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!