คราบหมึกสีชาดบนฎีกาฉบับนั้นยังไม่ทันแห้งสนิทดีด้วยซ้ำ กลิ่นอายความอับชื้นของตำหนักบูรพาเคล้ากลิ่นธูปหอมหมื่นลี้ก็ถูกแทนที่ด้วยความเย็นยะเยือกของคมมีดที่ซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้ม
"สนมเอกสุ่ย... พระเนตรของพระองค์ช่างมืดบอดเสียจริง ถึงได้มองไม่เห็นว่าหมากบนกระดานตานี้ ผู้ใดกันแน่ที่เป็นฝ่ายถือตักศิลา"
เสียงหวานใสที่เอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในตำหนักซูฝู ดังก้องกังวานบาดลึกราวกับเสียงสายน้ำแข็งที่กำลังปริร้าว หลินฟางเซียนในอาภรณ์สีม่วงเข้มปักลายหงส์ทองเยื้องย่างเข้ามาอย่างเชื่องช้า ทุกย่างก้าวของนางเปี่ยมด้วยความมั่นคงดุจขุนเขาที่ไร้ซึ่งความหวั่นไหว ในมือเรียวระหงประคองถาดไม้จันทน์หอม ซึ่งบนนั้นมีเพียงกาสุราหยกขาวสลักลายวิจิตร และจอกสุราคว่ำสนิทสองใบ
สุ่ยอี้หลัน สนมเอกผู้เคยคุมอำนาจฝ่ายในมาเนิ่นนาน ขยับกายลุกขึ้นจากตั่งมุกด้วยความเกรี้ยวกราด ใบหน้าที่เคยงดงามหยาดเยิ้มบิดเบี้ยวด้วยโทสะ ดวงตาคู่คมจ้องมองผู้มาใหม่ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ นางแค่นเสียงหัวเราะในลำคออย่างดูแคลน
"หลินฟางเซียน! เจ้าคิดว่าปีนขึ้นมาจากโคลนตมแล้วจะกลายเป็นหงส์ได้หรือ? เจ้ามันก็เป็นแค่เครื่องมือชิ้นหนึ่งที่ฉีจิ้นอ๋องหยิบมาใช้คั่นเวลาเท่านั้น อย่าได้ลำพองใจให้มากนัก!"
ฟางเซียนไม่โกรธเคือง นางเพียงแย้มสรุปมุมปากน้อยๆ รอยยิ้มที่ไม่อาจคาดเดาความหมายได้นั้น กลับทำให้บรรยากาศภายในห้องลดฮวบลงจนน่าขนลุก ดวงตากลมโตคู่นั้นกวาดมองเครื่องประดับทองคำและไข่มุกราตรีที่ประดับอยู่เต็มเรือนร่างของอีกฝ่าย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าทรงพลังยิ่งนัก
"เครื่องมือหรือพญาสัตว์... ประวัติศาสตร์มักถูกเขียนโดยผู้ชนะเสมอ พระสนมเพคะ ท่านคิดว่าฎีกาถอดถอนฐานันดรที่ฝ่าบาทเพิ่งลงพระปรมาภิไธยเมื่อหนึ่งเค่อก่อน เกิดจากฝีมือของใครกันเล่า?"
สิ้นคำพูดนั้น สีหน้าของสุ่ยอี้หลันก็เปลี่ยนเป็นซีดเผือดราวกับกระดาษสา นางถอยหลังกรูดไปชนโต๊ะประดับมุกจนแจกันหยกโบราณหล่นลงมาแตกกระจายเสียงดังสนั่น
"เจ้า... เจ้าทำอะไรกับฝ่าบาท!" สุ่ยอี้หลันหวีดร้องออกมาอย่างไม่อาจรักษามาตรศรีของสนมเอกผู้สูงศักดิ์ได้อีกต่อไป
"หม่อมฉันไม่ได้ทำอะไรเลยเพคะ..." ฟางเซียนวางถาดไม้จันทน์ลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบa เสียงกระทบกันของไม้กับหยกกังวานก้องราวกับเสียงระฆังพิพากษา "หม่อมฉันเพียงแค่ทูลความจริงเกี่ยวกับบัญชีลับการยักยอกเสบียงคลังหลวงที่ตระกูลสุ่ยของท่านแอบทำมาตลอดสามปี... อ้อ รวมทั้งจดหมายลับที่ท่านติดต่อกับแคว้นทางเหนือเพื่อหวังโค่นล้มอำนาจของฉีจิ้นอ๋องด้วยต่างหาก"
คำว่า 'ฉีจิ้นอ๋อง' หลุดออกมาพร้อมกับเงาร่างสูงใหญ่ที่ทอดทาบลงมาจากหน้าต่างประดับลวดลาย ฉีจิ้นอ๋องก้าวเข้ามาภายในตำหนักด้วยก้าวเดินที่หนักแน่น ท่วงท่าองอาจและรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวของบุรุษผู้กุมอำนาจครึ่งแผ่นดิน ทำให้ทหารองครักษ์ที่ยืนอยู่ด้านนอกต่างก้มหน้าคุกเข่าลงทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่ง
ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวของท่านอ๋องกวาดมองสภาพความโกลาหลภายในห้อง ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างของสตรีในชุดสีม่วงเข้มผู้ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า หางตาของเขาอ่อนลงวูบหนึ่งอย่างยากจะสังเกตเห็น ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาเมื่อหันไปมองสนมเอกผู้ร่วงหล่นจากบัลลังก์
"สุ่ยอี้หลัน... โทษฐานกบฏและซ่องสุมกำลังพล ฝ่าบาทมีราชโองการให้ปลดเจ้าจากตำแหน่งสนมเอก ลดฐานันดรเป็นสามัญชน และเนรเทศไปยังชายแดนตะวันตกชั่วชีวิต ห้ามเหยียบย่างเข้าสู่เมืองหลวงอีก"
น้ำเสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจนั้นดังก้องราวกับประกาศิตจากสวรรค์ สุ่ยอี้หลันทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง นางเงยหน้าขึ้นมองบุรุษผู้เป็นดั่งฟ้าของแผ่นดินและสตรีผู้แยSยิ้มอยู่เคียงข้างเขา น้ำตาแห่งความแค้นไหลอาบแก้ม
"พวกท่าน... พวกท่านมันปีศาจ!" นางแผดเสียงหัวเราะอย่างคนเสียสติ "ฟางเซียน! เจ้าคิดว่าโค่นข้าได้แล้วเจ้าจะมีความสุขอย่างนั้นหรือ? ฮองเฮาไม่มีวันปล่อยเจ้าไว้แน่! หลุมพรางที่เจ้าร้อยเรียงขึ้นมาวันนี้ จะเป็นหลุมฝังศพของเจ้าในวันหน้า!"
ฟางเซียนย่อกายลงเล็กน้อย ดวงตาสีรัตติกาลมองตรงไปยังสตรีผู้พ่ายแพ้ด้วยความเวทนาที่เจือรอยเย้ยหยันเล็กน้อย
"ขอบพระทัยสำหรับคำเตือนเพคะ... แต่เส้นทางที่หม่อมฉันเลือกเดิน ต่อให้เบื้องหน้าคือภูเขาดาบหรือทะเลเพลิง หม่อมฉันก็พร้อมจะเดินผ่านมันไปให้ดู"
ฉีจิ้นอ๋องยื่นมือหนาออกมาคว้าข้อมือเรียวของฟางเซียนไว้ ดึงรั้งให้นางลุกขึ้นยืนเคียงข้างตนเอง สัมผัสอุ่นร้อนจากฝ่ามือของบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าโหดเหี้ยมที่สุดในราชสำนัก ส่งผ่านความมั่นคงและคำสัญญาที่ไม่ได้เอ่ยออกมาเป็นคำพูด
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังจะคลี่คลายลง ขันทีเฒ่าคนสนิทของจางฮองเฮาก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยใบหน้าตื่นตระหนก หยาดเหงื่อกาฬไหลโทรมกายจนอาภรณ์ชุ่มโชก เขาทรุดตัวลงหมอบกราบแทบเท้าของฉีจิ้นอ๋องก่อนจะละล่ำละลักกล่าวด้วยเสียงอันสั่นเครือ
"ท... ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ฮองเฮาทรง... ฮองเฮาทรงเสด็จไปยังตำหนักรับรอง และเวลานี้... องค์ชายรัชทายาททรงเสวยยาพิษสิ้นพระชนม์คาพระแท่นแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
ดวงตาของฉีจิ้นอ๋องหรี่แคบลงทันที รังสีอำมหิตพวยพุ่งทะลักออกมาจนห้องทั้งห้องแทบหยุดหายใจ ในขณะที่ฟางเซียนรู้สึกราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อม รอยยิ้มที่เคยเยือกเย็นและมั่นใจมาตลอด กลับแข็งค้างอยู่บนใบหน้า เมื่อตระหนักได้ทันทีว่า... นี่ไม่ใช่ชัยชนะของนาง แต่มันคือจุดเริ่มต้นของสงครามล้างบางที่แท้จริงต่างหาก!
ขอขอบพระทัยท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาอันเชี่ยวกรากนี้เคียงข้างกันนะครับ พงศาวดารมีชีวิต
รอยจารึกเงาสะท้อนใจทรราช•ตอนที่ 23
จุดแตกหักของสนมเอก
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกเงาสะท้อนใจทรราช นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!