รอยหมึกสีชาดบนม้วนกระดาษสาจากแดนใต้ยังไม่ทันแห้งสนิทดี กลิ่นอายคาวเลือดของความลับราชสำนักก็ลอยคละคลุ้งอยู่เหนือตำหนักสัตตบงกชแล้วครับ
"เจ้ามั่นใจแค่ไหนว่าตราประทับหยกสลักลายพยัคฆ์ห้าเล็บนั่น ไม่ได้หลุดรอดไปถึงมือของคนฝั่งชายแดนเหนือ?"
น้ำเสียงของหลินฟางเซียนราบเรียบทว่าเย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็งในยามเหมันต์ นางไม่ได้แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นจากตำราสมุนไพรโบราณที่กำลังคัดลอกรายละเอียด ปลายนิ้วเรียวขาวราวหยกสลักยังคงจรดพู่กันเขียนตัวอักษรจีนด้วยความมั่นคง ทว่าความกดดันในห้องทรงอักษรส่วนตัวกลับหนักอึ้งเสียจนขันทีรับใช้ใกล้ตัวไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ถังซาน คุกเข่าลงเบื้องหน้า สีหน้าขององครักษ์มือหนึ่งซีดเผือดหยาดเหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผม "เรียนพระชายา... ข้อมูลลับเรื่องแผนการเคลื่อนทัพสามหมื่นนายจากค่ายกลพรหมพ่าย ถูกถอดรหัสและส่งออกนอกกำแพงเมืองหลวงไปได้สามวันแล้วครับ ต้นทางถูกส่งมาจากตำหนักบูรพาโดยตรง... เป็นลายมือของขันทีคนสนิทที่ฮองเฮาทรงชุบเลี้ยงไว้ครับ"
พู่กันในมือของหลินฟางเซียนหยุดชะงักลงทันที หมึกสีชาดหยดหนึ่งหยดลงบนกระดาษสีขาวบริสุทธิ์ แตกกระจายออกราวดอกเหมยสีเลือดที่บานสะพรั่งท่ามกลางหิมะโปรราญ
นางหลับตาลงช้าๆ ซ่อนประกายตาวาวโรจน์แห่งความแค้นที่สุมอกมานานปี จางฮองเฮา... สตรีผู้สูงศักดิ์ผู้นั้นช่างใจกล้าเสียจริง กล้าเอาความมั่นคงของแผ่นดินและชีวิตทหารนับหมื่นที่ชายแดนมาเป็นเครื่องต่อรองเพื่อโค่นล้มอำนาจของฉีจิ้นอ๋องสวามีของนาง
"ข่าวนี้ไปถึงหูท่านอ๋องแล้วหรือยัง?" นางเอ่ยถามเสียงเบา แต่ทุกลมหายใจกลับเต็มไปด้วยอำนาจที่กดดันให้ผู้ฟังต้องก้มหน้าต่ำ
"ท่านอ๋องทรงทราบตั้งแต่เมื่อคืนแล้วครับ..." ถังซานลังเลเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ "และในยามนี้... กองกำลังทหารม้าเกราะดำแปดร้อยนายได้เคลื่อนพลออกจากค่ายหลวงมุ่งหน้าสู่ประตูเมืองทิศประจิมอย่างเงียบเชียบแล้วครับ ไม่มีใครกล้าขัดขวาง เพราะท่านอ๋องทรงประกาศิตเด็ดขาดว่า ใครก็ตามที่ขวางทางสืบสวนกบฏ... มีโทษประหารสถานเดียว"
รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของหลินฟางเซียน เป็นรอยยิ้มที่งดงามแต่กลับเยือกเย็นจนน่าสะพรึงกลัว นางวางพู่กันลงอย่างแผ่วเบa ก่อนจะลุกขึ้นยืน ชายผ้าแพรปักลายหงส์โบกสะบัดตามจังหวะก้าวเดินที่มั่นคง
"พระชายา... จะเสด็จไปที่ใดหรือครับ?" ถังซานถามด้วยความร้อนใจ
"ไปส่งข่าวให้ฮองเฮาทรงทราบสิว่า... หมากกระดานนี้ พระองค์เดินพลาดตานაใหญ่เสียแล้ว"
ณ ตำหนักบูรพาอันโอ่อ่าและหรูหรา จางฮองเฮากำลังจิบชาชุนฉีชั้นดีด้วยท่าทางผ่อนคลาย เบื้องหน้าของพระนางคือแผนที่ยุทธศาสตร์ชายแดนที่ถูกคัดลอกมาอย่างละเอียดยิบ รอยยิ้มแห่งชัยชนะระบายอยู่บนพระพักตร์งดงามที่เริ่มมีริ้วรอยแห่งกาลเวลา
"ฮึ... ฉีจิ้นอ๋อง ถึงเจ้าจะมีกองทัพอยู่ในมือมากเพียงใด แต่ถ้าความลับเรื่องค่ายกลถูกส่งไปถึงมือเผ่าเร่ร่อนแดนเหนือแล้ว ต่อให้เจ้ามีปีกก็บินไม่พ้นความผิดฐานปล่อยปละละเลยราชกิจจนบ้านเมืองสั่นคลอน!" ฮองเฮาทรงตรัสพึมพำกับตนเองด้วยความลำพองใจ โดยไม่ทรงล่วงรู้เลยแม้แต่น้อยว่า บรรยากาศรอบตัวกำลังเปลี่ยนแปรไปอย่างฉับพลัน
*แอ๊ด...*
เสียงประตูบานสลักไม้จันทน์หอมถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ มิใช่เสียงฝีเท้าของขันทีหรือนางกำนัล หากแต่เป็นเสียงรองเท้าบูทหนังปักด้ายทองคำที่ย่ำลงบนพื้นศิลาอย่างหนักแน่นและจงใจ
จางฮองเฮาชะงักค้าง หันพระพักตร์กลับไปมองด้วยความตกพระทัย ร่างสูงสง่าในชุดคลุมยาวปักลายมังกรทะยานฟ้าสีดำสนิทก้าวเข้ามาในตำหนัก รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาราวกับพายุฝนตั้งเค้า ฉีจิ้นอ๋อง... พระสวามีในองค์จักรพรรดิผู้กุมอำนาจสูงสุดในกองทัพ ทรงยืนตระหง่านอยู่เบื้องพระพักตร์โดยมีดาบยาวประจำพระองค์สะพายอยู่ข้างพระat
"จิ้นอ๋อง! เจ้า... เจ้ากล้าบุกเข้ามาในตำหนักบูรพาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากฝ่าบาทงั้นหรือ!" ฮองเฮาทรงลุกขึ้นยืนด้วยความตกพระทัย ตรัสเสียงสั่นเครือแต่ยังพยายามรักษาพระอิริยาบถเอาไว้
ฉีจิ้นอ๋องไม่ทรงตรัสตอบคำใด ดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวพญาจ้องมองพระนางราวกับมองซากศพ พระองค์ทรงก้าวพระบาทเข้ามาใกล้ทีละก้าว เสียงฝีเท้าดุจเสียงกลองศึกที่ประโคมเร่งเร้าความหวาดกลัวในพระHutของฮองเฮาให้พุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุด
"หม่อมฉันเพียงแต่มารับของสำคัญที่ 'หนูสกปรก' ตัวหนึ่งคาบออกไปจากตำหนักของหม่อมฉันก็เท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ... เสด็จแม่" สุรเสียงทุ้มต่ำแต่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งขั้วโลกเอ่ยขึ้น พร้อมกับที่หลินฟางเซียนก้าวตามเสด็จเข้ามาด้านหลังด้วยใบหน้าสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น
ฮองเฮาทรงถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ดวงพระเนตรเบิกกว้างเมื่อทอดพระเนตรเห็นม้วนกระดาษแผนที่ยุทธศาสตร์ที่วางอยู่บนโต๊ะถูกสายพระเนตรอันคมปลาบของฉีจิ้นอ๋องกวาดผ่าน
"เจ้า... พวกเจ้าบังอาจนัก!"
"บังอาจหรือไม่... ให้ประวัติศาสตร์เป็นผู้ตัดสินเถอะพ่ะย่ะค่ะ"
ฉีจิ้นอ๋องทรงยื่นพระหัตถ์ไปหยิบม้วนกระดาษนั้นขึ้นมา ทว่าก่อนที่ปลายนิ้วของพระองค์จะสัมผัสโดน ขันทีชราคนสนิทของฮองเฮาก็พุ่งพรวดออกมาจากม่านบังตาพร้อมกับซัดเข็มพิษสีม่วงเข้มเข้าใส่พระองค์อย่างไม่ทันตั้งตัว!
"ระวังเพระาค่ะ—!" หลินฟางเซียนอุทานขึ้นด้วยความตกใจเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ร่างบางพุ่งเข้าไปคว้าแขนเสื้อของฉีจิ้นอ๋องเพื่อดึงให้หลบวิถีเข็มพิษอย่างรวดเร็ว
ทว่า... ฉีจิ้นอ๋องกลับไม่ทรงขยับเขยื้อน พระองค์ทรงตวัดดาบออกจากฝักในเสี้ยววินาทีเดียวด้วยความเร็วระดับสายฟ้าแลบ!
*ฉับ!*
โลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นย้อมผ้าม่านไหมปักลายทองคำ ขันทีชราล้มฟุบลงกับพื้นโดยไร้ลมหายใจ ก่อนที่ม้วนกระดาษลับฉบับนั้นจะร่วงหล่นลงมาอยู่ในพระหัตถ์ของฉีจิ้นอ๋องอย่างสมบูรณ์แบบ
บรรยากาศในตำหนักเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงหอบหายใจเบาๆ ของจางฮองเฮาที่พระวรกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุด
ฉีจิ้นอ๋องทรงทอดพระเนตรม้วนกระดาษในมือครู่หนึ่ง มุมพระโอษฐ์หยักลึกยกยิ้มขึ้นอย่างเหี้ยมเกรียม ก่อนจะทรงหันมาทอดพระเนตรชายาของพระองค์ที่ยังคงยืนหายใจกระชั้นชิดอยู่ข้างพระกาย แววตาดุร้ายเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความลึกล้ำยากหยั่งถึง
"ดูเหมือนว่า... สายัณห์นี้ เราคงต้องชำระบัญชีกับหนูสกปรกทั้งฝั่งในวังหลวงและนอกด่านให้สิ้นซาก" ตรัสจบ พระองค์ก็ทรงยื่นม้วนกระดาษอีกฉบับที่เพิ่งมีทหารม้าเร็วนำมาถวายถึงมือให้หลินฟางเซียนเปิดอ่านทันที
เมื่อสายตาคู่สวยกวาดมองข้อความสั้นๆ บนกระดาษแผ่นนั้น ดวงตากลมโตของแพทย์หญิงทะลุมิติก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงเป็นครั้งแรกในชีวิต—
*ข้อความลับจากชายแดนเหนือระบุว่า: ทัพหน้าสามหมื่นนายแปรพักตร์แล้ว และเป้าหมายต่อไปของพวกมัน ไม่ใช่เมืองหลวง... แต่คือการปิดล้อมตำหนักส่วนตัวของพระชายาในคืนนี้!*
ขอบพระทัยท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาอันเชี่ยวกรากนี้เคียงข้างกันนะครับ พงศาวดารมีชีวิต
รอยจารึกเงาสะท้อนใจทรราช•ตอนที่ 24
แผนการร้ายเบื้องหลังกบฏ
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกเงาสะท้อนใจทรราช นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!