รอยจารึกเงาสะท้อนใจทรราช•ตอนที่ 25

ขุนนางที่สั่นคลอน

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
เสียงกระเบื้องเคลือบสีชาดที่ถูกบดขยี้ด้วยส้นรองเท้าปักลายเมฆาของเสนาบดีกรมลังการ ดังบาดแก้วหูท่ามกลางความเงียบงันในห้องทรงพระอักษรลับ แสงจากคบเพลิงส่องกระทบใบหน้าชราที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นและหยาดเหงื่อกาฬที่ผุดพราย ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันจนแทบหยุดหายใจนี้ ไม่มีขุนนางคนใดกล้าส่งเสียงหายใจดังเกินกว่าจังหวะการเต้นของหัวใจตนเอง "พวกท่านคิดว่าการนิ่งเงียบจะช่วยให้รอดพ้นจากคมดาบของฉีจิ้นอ๋องได้กระนั้นหรือ?" เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจของหลงอี้เหอ มหาเสนาบดีผู้กุมอำนาจฝ่ายพลเรือนดังขึ้น ทำลายความเงียบงัน เขาปรายตามองเหล่าขุนนางนับสิบชีวิตที่ยืนก้มหน้าหลบสายตาอยู่เบื้องล่าง หมากกระดานนี้ไม่ได้เล่นกันด้วยเบี้ยธรรมดา แต่เดิมพันด้วยหัวของตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่มีอายุกว่าร้อยปี หลินฟางเซียนยืนสงบนิ่งอยู่หลังฉากกั้นผ้าโปร่งปักลายหงส์เคียงมังกร มือเรียวบางภายใต้แขนเสื้อกว้างกำลังบรรจงฝนหมึกอย่างเชื่องช้า กลิ่นหอมเย็นของหมึกจีนชั้นดีผสมผสานกับกลิ่นอายความตึงเครียดในห้อง ช่างเป็นภาพที่ตัดกันอย่างสิ้นเชิง นางปรายตามองผ่านเนื้อผ้าบางเบาไปยังเงาร่างของเหล่าขุนนางที่กำลังสั่นคลอน พวกเขาเป็นดั่งต้นไม้ใหญ่ที่เอนเอียงไปตามกระแสลมพายุ ยามใดที่ลมเปลี่ยนทิศ รากเหง้าที่เคยฝังลึกก็พร้อมจะถอนถอนรากถอนโคนด้วยความหวาดกลัว "ใต้صلบมหาเสนาบดี... มิใช่พวกเราไม่อยากตัดสินใจ" เจ้ากรมพิธีการเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มือที่ประสานกันอยู่เบื้องหน้าชุ่มไปด้วยเหงื่อ "แต่ทว่า... กองทัพพยัคฆ์ทักษิณของฉีจิ้นอ๋องเวลานี้ประชิดอยู่นอกประตูเมืองหลวงแล้ว หากพวกเราเลือกผิดข้าง..." "เลือกผิดข้างย่อมมีจุดจบเพียงสถานเดียวคือความตาย" หลินฟางเซียนเอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่วาจานั้นกลับเย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็งในเหมันตฤดู นางก้าวเท้าพ้นจากฉากกั้นออกมาอย่างสง่างาม อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลายเหมันต์สะท้อนกับแสงไฟวับแวม ดวงตาดอกท้อคู่นั้นกวาดมองเหล่าขุนนางผู้มากด้วยเล่ห์เหลี่ยมด้วยความสมเพชเวทนา "แต่หากพวกท่านยังคงลังเลไม่เลือกข้างในยามนี้ ศีรษะบนบ่าของพวกท่านก็จะหลุดออกจากร่างก่อนที่กองทัพของท่านอ๋องจะเหยียบย่างเข้ามาเสียอีก" ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมอีกครา บรรดาขุนนางต่างลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความยากลำบาก พวกเขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าสตรีผู้นี้ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงแพทย์หญิงไร้ชื่อเสียงในสายตาของพวกเขา จะกลายมาเป็นผู้กุมชะตากรรมของราชสำนักในยามวิกฤตเช่นนี้ได้ หลงอี้เหอหรี่ตามองหลินฟางเซียนด้วยแววตาซับซ้อน รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก "ฮูหยินหลินช่างกล้าหาญยิ่งนัก ลืมไปแล้วหรือว่าเบื้องหลังของพวกเรายังมีจางฮองเฮาและราชโองการลับจากองค์ฮ่องเต้..." "ราชโองการลับงั้นหรือ?" เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังแทรกขึ้นจากความมืดที่ประตูทางเข้า กลิ่นอายอันตรายที่แผ่ซ่านมาพร้อมกับสายลมยามค่ำคืนทำให้ทุกคนในห้องต้องสะดุ้งเฮือก ฉีจิ้นอ๋องก้าวพระบาทเข้ามาด้วยท่าทีเย่อหยิ่งและดุร้ายดั่งพญาเสือที่กำลังล่าเหยื่อ อาภรณ์สีดำสนิทปักดิ้นทองลายมังกรห้ากรงเล็บขับเน้นให้พระองค์ดูทรงอำนาจและน่าเกรงขามจนไม่มีผู้ใดกล้าสบพักตร์ เหล่าขุนนางทั้งหมดต่างทรุดตัวลงคุกเข่าโขกศีรษะคำนับด้วยความหวาดผวา หลงอี้เหอเองก็ต้องฝืนยืดกายทำความเคารพอย่างจำยอม แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความริษยาและแค้นเคือง "ถวายบังคมท่านอ๋อง..." เสียงประสานกันดังเซ็งแซ่ ฉีจิ้นอ๋องไม่ชายตามองผู้ใดเลย พระเนตรคมกริบดั่งใบมีดกวาดมองทั่วห้อง ก่อนจะหยุดลงที่ร่างบางของหลินฟางเซียน มุมพระoษฐ์หยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบขาดใจ พระองค์กลับยื่นพระหัตถ์ไปกุมมือเรียวของนางขึ้นมาอย่างถือวิสาสะ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเหล่าขุนนาง "เจ้าเหนื่อยแล้ว ฟางเซียน" น้ำเสียงที่เคยเยือกเย็นและดุร้ายกับคนอื่น กลับอ่อนโยนลงอย่างประหลาดเมื่อเอ่ยกับนาง หลินฟางเซียนชะงักไปเล็กน้อย นางพยายามดึงมือกลับอย่างนุ่มนวล แต่ปลายนิ้วแข็งแกร่งดั่งคีมเหล็กนั้นกลับกุมไว้แน่นยิ่งกว่าเดิม นางจึงทำได้เพียงส่งสายตาเตือนสติไปให้พระองค์คราหนึ่ง ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับมหาเสนาบดีหลงอีกครั้ง "ใต้เท้าหลง ท่านยังไม่ได้ตอบคำถามของหม่อมฉัน" หลินฟางเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ราชโองการลับที่ท่านอ้างถึง บัดนี้อยู่ที่ใดเล่า? หรือว่ามันเป็นเพียงกระดาษแผ่นเปล่าที่ท่านใช้หลอกลวงขุนนางเหล่านี้ เพื่อให้ร่วมหัวจมท้ายไปกับความทะเยอทะยานอันโง่เขลาของตระกูลจาง?" "สามหาว!" หลงอี้เหอคำรามลั่นใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยว "เจ้าเป็นเพียงสตรีในเรือนหลัง มีสิทธิ์อันใดมากล่าวหาขุนนางผู้ใหญ่เช่นนี้!" "สตรีในเรือนหลังแล้วอย่างไร?" ฉีจิ้นอ๋องเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น พระเนตรคมกวาดมองหลงอี้เหอดั่งจะฉีกร่างให้เป็นชิ้นๆ "เปิ่นหวางเป็นผู้มอบอำนาจให้นางจัดการเรื่องเหล่านี้ในห้องทรงอักษร ใครก็ตามที่กล้าขึ้นเสียงกับนาง เท่ากับประกาศเป็นศัตรูกับกองทัพพยัคฆ์ทักษิณของเปิ่นหวาง!" คำพูดประโยคเดียวดายราวกับค้อนเหล็กหนักนับพันชั่งที่ทุกลงกลางอกของหลงอี้เหอและขุนนางฝ่ายฮองเฮาทุกคน สีหน้าของทุกคนซีดเผือดลงทันที ไร้ซึ่งสีเลือด พวกเขาตระหนักได้ในวินาทีนั้นเองว่า การเดิมพันครั้งนี้พวกเขาก้าวพลาดเสียแล้ว หมากตานี้ฉีจิ้นอ๋องไม่ได้มาเพื่อเจรจา แต่มาเพื่อกวาดล้าง บรรยากาศในห้องทรงอักษรเงียบงันลงอีกครั้ง ทว่าเต็มไปด้วยแรงกดดันที่บีบคั้นหัวใจ ขุนนางหลายคนเริ่มหันไปมองหน้ากันด้วยความหวาดระแวง การเลือกข้างที่เคยคิดว่าปลอดภัย บัดนี้กลับกลายเป็นสะพานไม้ผุพังที่รอวันพังทลายลงเบื้องล่าง ในจังหวะที่ทุกคนกำลังตกอยู่ในความหวาดกลัว ขันทีเฒ่าคนสนิทของจางฮองเฮาก็วิ่งกระเสือกกระสนเข้ามาในห้องด้วยสภาพเนื้อตัวมอมแมมและหวาดผวาอย่างถึงที่สุด ในมือของขันทีผู้นั้นถือราชโองการม้วนหนึ่งที่ประทับตราหยกทองคำแท้ ซึ่งสั่นเทาอยู่ในมือจนแทบจะร่วงหล่น "ทะ... ท่านอ๋อง... มหาเสนาบดี..." ขันทีเฒ่าละล่ำละลักด้วยเสียงอันแหบพร่า "เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ... ในท้องพระโรง... องค์ฮ่องเต้..." ฉีจิ้นอ๋องหรี่พระเนตรลงเล็กน้อย พระหัตถ์ที่กุมมือหลินฟางเซียนอยู่กระชับแน่นขึ้นทันที ขณะที่หลินฟางเซียนเองก็สบตากับพระองค์ด้วยความรู้สึกที่ไหววูบไปชั่วขณะ รางสังหรณ์บางอย่างบอกนางว่า ความลับที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้บัลลังก์มังกรกำลังจะถูกกระชากหน้ากากออกในค่ำคืนนี้ ขันทีเฒ่ากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้ลมหายใจของทุกคนในห้องต้องหยุดชะงัก "องค์ฮ่องเต้... เสด็จสวรรคตแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขอบพระทัยท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาอันเชี่ยวกรากนี้เคียงข้างกันนะครับ พงศาวดารมีชีวิต
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกเงาสะท้อนใจทรราช นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%