เสียงสะท้อนของแผ่นกระดานหมากล้อมกระทบลงบนโต๊ะไม้ฮวาหลีดัง “แปะ” แผ่วเบา ทว่ากลับดังก้องกังวานอยู่ในห้องโถงกว้างที่เงียบสงัดราวกับป่าช้า
“เจ้าเดินหมากตานี้ เท่ากับเปิดช่องโหว่ให้ฝ่ายขวาตกลงสู่หุบเหวแห่งความตาย… ฟางเซียน เจ้าประมาทเกินไปแล้ว หรือแท้จริงแล้ว ในใจเจ้ากำลังกังวลเรื่องอื่นกันแน่”
ฉีจิ้นอ๋องเอ่ยขึ้น นัยน์ตาดอกท้อคมกริบดั่งใบมีดกวาดมองสตรีตรงหน้า ผู้สวมอาภรณ์สีนิลสนิทขับเน้นผิวขาวผ่องราวน้ำแข็งสลัก พระพักตร์ของเขายังคงความเย่อหยิ่งดุร้าย ทว่าปลายนิ้วที่คีบหมากสีดำกลับชะงักค้าง ราวกับกำลังรอคอยคำพิพากษาจากปากของนาง
หลินฟางเซียนมิได้แยแสต่อกระดานตรงหน้า นางเพียงตวัดสายตาขึ้นสบกับบุรุษผู้กุมอำนาจครึ่งค่อนแผ่นดิน รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เยือกเย็นและลึกล้ำเสียจนแม้แต่แม่ทัพผู้ผ่านศึกมานับร้อยยังต้องหรี่ตาลงด้วยความระแวดระวัง
“หม่อมฉันหาได้ประมาทไม่เพคะท่านอ๋อง… เพียงแต่ในยามที่พายุลูกใหญ่กำลังจะโหมกระหน่ำเข้าใส่ราชสำนัก การรักษาหมากแต่ละตัวบนกระดาน ย่อมสำคัญน้อยกว่าการเตรียมขุดหลุมฝังศพให้ผู้ที่กำลังจะเข้ามาบุกรุก” น้ำเสียงของนางราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น ทว่าหนักแน่นดั่งหินผาที่ถูกกัดเซาะด้วยคลื่นลมมานับแรมปี
นี่ไม่ใช่เวลามาเล่นเกมกระดานในห้องหนังสืออันเงียบสงบอีกต่อไปแล้ว
ข่าวกรองจากหน่วยเงาพยัคฆ์ที่เพิ่งส่งเข้ามาเมื่อยามสามระบุชัดเจนว่า จางฮองเฮาได้ทรงโน้มน้าวให้องค์ฮ่องเต้มีพระราชโองการลับในการโยกย้ายกำลังพลเจ็ดหมื่นนายจากค่ายทหารทางเหนือเข้ามาประชิดเมืองหลวง โดยอ้างเหตุผลเรื่องการปราบกบฏนอกรีต ทว่าเป้าหมายที่แท้จริงนั้น หาใช่ใครอื่น—หากแต่เป็นจวนฉีจิ้นอ๋องและตระกูลที่เคยสนับสนุนนางหลินฟางเซียนต่างหาก
แผนการอันเหี้ยมเกรียมนี้ถูกร้อยเรียงขึ้นอย่างแยบยล หมายจะบดขยี้เสาหลักแห่งราชสำนักให้แหลกคามือในค่ำคืนเดียว
“เจ็ดหมื่นนาย…” ฉีจิ้นอ๋องแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยไอสังหารและโทสะอันคุกรุ่น “จางฮองเฮานี่ช่างบังอาจนัก คิดจะใช้คมดาบของราชสำนักมาตัดหัวข้าผู้เป็นพระอนุชาแท้ๆ ขององค์ฮ่องเต้เชียวหรือ นางคงลืมไปแล้วกระมังว่า ใครกันแน่ที่เป็นผู้ถือครองตราประทับพยัคฆ์ตัวจริงในกองทัพ”
“นางไม่ได้ลืมเพคะท่านอ๋อง…” ฟางเซียนลุกขึ้นยืนช้าๆ ชายอาภรณ์สีนิลสะบัดพลิ้วไหวตามจังหวะการเคลื่อน3กาย นางก้าวเข้าไปใกล้บุรุษผู้ทรงอำนาจ กลิ่นอายหอมจางๆ ของสมุนไพรจีนผสมกับกลิ่นชาชั้นดีลอยวนอยู่ในอากาศ “สิ่งที่ฮองเฮากลัวที่สุดมิใช่ตราประทับพยัคฆ์ในมือท่าน แต่เป็นความจริงที่ว่า หากท่านอ๋องทรงก้าวขึ้นสู่บัลลังก์มังกร บัญชีเลือดของตระกูลหลินและตระกูลอื่นๆ ที่ถูกนางสังหารอย่างอยุติธรรม จะต้องถูกชำระจนหมดสิ้น… นางไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องลงมือฆ่าตัดตอนก่อนที่พวกเราจะลงดาบ”
ฉีจิ้นอ๋องเงยหน้าขึ้นมองสตรีตรงหน้า ดวงตาคู่นั้นมิได้มีความหวาดกลัวเจืออยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงประกายแห่งความแค้นที่สุกสกาวดั่งเพลิงกัลป์ ซึ่งถูกเก็บซ่อนไว้อย่างมิดชิดภายใต้ท่าทีอันสง่างามและสุขุม
ความฉลาดเป็นกรดและความเยือกเย็นราวน้ำแข็งของนางนี่เอง ที่ทำให้เขาหลงใหลและยอมมอบหัวใจทั้งดวงให้อย่างไม่มีเงื่อนไข ท่ามกลางกระแสเชี่ยวของการแย่งชิงอำนาจ ทั้งสองเปรียบเสมือนคมดาบสองเล่มที่ถูกลับจนคมกริบ พร้อมที่จะพุ่งเข้าฟาดฟันศัตรูให้ย่อยยับไปข้างหนึ่ง
“เช่นนั้น เจ้ามีแผนการอันใดในใจแล้วหรือ” ฉีจิ้นอ๋องเอ่ยถาม น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อพูดกับนาง ทว่ายังคงความเข้มข้นดุจพญาอินทรีย์ที่มองเหยื่อจากเบื้องบน
“ในเมื่อพวกมันต้องการส่งกองทัพมาปิดล้อมจวนเรา หม่อมฉันเห็นว่า… เราควรต้อนรับพวกมันด้วยงานเลี้ยงอันยิ่งใหญ่ที่ไม่มีวันลืมเพคะ” หลินฟางเซียนยกย่องรอยยิ้มอันน่าสะพรึงกลัวขึ้นมาวูบหนึ่ง “แผนการ ‘ยืมมือฆ่าคน’ ที่ฮองเฮาใช้มาตลอดหลายปี ถึงเวลาแล้วที่เราจะส่งคืนของขวัญชิ้นนี้ให้แก่พระนาง”
บรรยากาศภายในห้องโถงพลพุ่งพล่านไปด้วยความตึงเครียด ทั้งสองยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กัน ทอดสายออกไปนอกหน้าต่างบานแกะสลักที่มองเห็นความมืดมิดของยามวิกาล เบื้องล่างคือความสงบอันหลอกลวงของเมืองหลวง แต่เบื้องหลังกำแพงวังหลวงและค่ายทหาร กำลังมีกลยุทธ์อันดำมืดเคลื่อนไหวอย่างดุเดือด
ศึกชิงบัลลังก์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว และไม่มีที่ว่างสำหรับผู้ที่อ่อนแอ
ทว่า ในขณะที่ทั้งคู่กำลังวางหมากตาสุดท้ายเพื่อรับมือกับพายุใหญ่ที่กำลังจะมาถึง เสียงฝีเท้าเร่งรีบราวกับเหยียบย่างอยู่บนความตายก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องโถง
ขันทีเฒ่าคนสนิทของผู้ติดตามฉีจิ้นอ๋องพุ่งพรวดเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด เนื้อตัวสั่นเทาจนแทบยืนไม่ไหว เขากระโจนลงคุกเข่าโขกศีรษะกับพื้นจนเกิดเสียงดังสนั่น พร้อมกับชูสาส์นฉบับหนึ่งขึ้นเหนือศีรษะด้วยสองมือที่สั่นเทิ้ม
“ทะ… ท่านอ๋อง! พระชายา! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!” ขันทีละล่ำละลักละลอกละแลกละรายงานด้วยเสียงอันแหบพร่า “สาส์นด่วนจากในวัง… องค์ฮ่องเต้ทรง… ทรงพระประชวรหนักกะทันหัน และ… และมีพระราชโองการลับฉบับสุดท้าย ประกาศแต่งตั้งให้องค์ชายรองผู้เป็นหุ่นเชิดของจางฮองเฮา ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนแผ่นดินแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
ฉีจิ้นอ๋องชะงักกึก นัยน์ตาลุกโชนด้วยเพลิงโทสะในทันที ขณะที่หลินฟางเซียนหรี่ตาลงแคบ รอยยิ้มบนมุมปากของนางแข็งค้างในพริบตา เมื่อตระหนักได้ว่า… พวกมันมิได้รอให้กองทัพเคลื่อนพลมาถึง แต่กลับใช้ "พระราชโองการปลอม" ฉบับนี้ ประกาศให้พวกเขาเป็นกบฏแผ่นดินเสียตั้งแต่คืนนี้!
ขอบพระทัยท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาอันเชี่ยวกรากนี้เคียงข้างกันนะครับ พงศาวดารมีชีวิต
รอยจารึกเงาสะท้อนใจทรราช•ตอนที่ 26
เตรียมรับมือพายุใหญ่
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกเงาสะท้อนใจทรราช นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!