สนั่นหวั่นไหวราวกับแผ่นดินแยกเป็นเสี่ยง ๆ เสียงกลองศึกจากนอกกำแพงวังหลวงไม่ได้เป็นเพียงสัญญาณของการนองเลือด แต่มันคือเสียงคำรามแห่งประวัติศาสตร์หน้าที่กำลังถูกเขียนขึ้นใหม่ด้วยคมดาบและคราบโลหิต
"พวกมันเริ่มบุกประชิดประตูเฉียนชิงแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เสียงรายงานขององครักษ์หนุ่มที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในตำหนักอักษรดังแทรกเสียงคำรามของกลองรบ กลิ่นอายความตายลอยมาตามสายลมหนาวที่พัดผ่านช่องหน้าต่างแกะสลักอย่างวิจิตร ทว่าภายในห้องโถงกว้าง กลับปรากฏเพียงความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวดั่งผิวน้ำในบึงลึกก่อนพายุใหญ่จะมาเยือน
หลินฟางเซียนยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทรงอักษร สวมอาภรณ์สีครามเข้มปักลายเมฆาด้วยดิ้นเงินเรียบง่าย ทว่าสง่างาม นางกำลังใช้พู่กันขนกระต่ายแตะหมึกสีชาดอย่างเชื่องช้า บรรจงเขียนรายชื่อสมุนไพรและคลังโอสถสนามลงบนกระดาษสาเนื้อดี ท่าทีของนางราวกับสตรีผู้กำลังรจนาบทกวีในห้องหอ หาใช่ผู้ที่กำลังนั่งอยู่ใจกลางสมรภูมิที่ราชบัลลังก์กำลังจะล่มสลายไม่
ฉีจิ้นอ๋องในชุดเกราะเหล็กดำสนิทประดับลวดลายพยัคฆ์ทะยานนภา ก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหลังนาง กลิ่นอายโลหิตจาง ๆ และไอร้อนจากสนามรบภายนอกติดกายเขามาด้วย ร่างสูงใหญ่ทอดมองแผ่นหลังบอบบางที่ยังคงนิ่งสนิท ดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวทอประกายซับซ้อน คล้ายหงุดหงิดระคนชื่นชมในความเยือกเย็นเกินมนุษย์ของสตรีผู้นี้
"ข้างนอกกำลังจะกลายเป็นทะเลเพลิง เจ้ายังมัวมานั่งเขียนใบสั่งยาอยู่ได้หรือ, ฟางเซียน" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบลงอย่างดุดัน ทว่าแฝงความห่วงใยที่เจ้าตัวพยายามซ่อนไว้ภายใต้ความเย่อหยิ่ง
หลินฟางเซียนวางพู่กันลงอย่างนุ่มนวล นางหมุนตัวกลับมาช้า ๆ เงยหน้าสบตากับบุรุษผู้กุมชะตากั้นแผ่นดิน รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา แต่กลับทรงพลังพอที่จะทำให้แม่ทัพผู้ฆ่าคนไม่กะพริบตาต้องชะงักงัน
"หากหม่อมฉันไม่เตรียมโอสถห้ามเลือดไว้ให้กองกำลังของพระองค์ เกรงว่าต่อให้ท่านยึดบัลลังก์ได้สำเร็จ ก็คงเหลือเพียงซากศพไร้วิญญาณมาปกครองแผ่นดินอันว่างเปล่าเพคะ, ฉีจิ้นอ๋อง"
คำพูดราบเรียบแต่เชือดเฉือนทำเอาฉีจิ้นอ๋องแค่นหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ เขาเอื้อมมือหนาออกไปคว้าข้อมือเรียวของนางเข้าหาตัวอย่างถือวิสาสะ แรงดึงนั้นทำให้ร่างบางเซเข้าปะทะกับแผงอกแกร่งที่ห่อหุ้มด้วยเกราะเหล็กเย็นเยียบ หลินฟางเซียนไม่ดิ้นรน นางเพียงปล่อยให้เขากักขังไว้ในวงแขน ทว่าแววตาที่มองตอบกลับเต็มไปด้วยความท้าทายที่ไร้ความหวาดกลัว
"เจ้ากล้าดียังไงมาต่อปากต่อคำกับข้าในยามศึกเช่นนี้... รู้หรือไม่ว่าจางฮongเฮากำลังใช้ไพ่ตายใบสุดท้าย นางสั่งให้กองกำลังองครักษ์เสื้อแพรบุกเข้ามาทางอุโมงค์ลับใต้ตำหนักหลังนี้ เพื่อหมายปลิดชีพเจ้าโดยเฉพาะ"
น้ำเสียงของฉีจิ้นอ๋องกระซิบชิดริมหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับซอกคอขาวผ่อง ทว่าไม่มีความวาบหวามใด ๆ เจือปนในบรรยากาศนี้ มีเพียงกลิ่นอายของสงครามและการชิงไหวชิงพริบที่เข้มข้นจนแทบหายใจไม่ออก
หลินฟางเซียนหาได้ตกใจไม่ ดวงตากลมโตหรี่ลงเล็กน้อยราวกับล่วงรู้อยู่ก่อนแล้ว นางยกมือขึ้นแตะแผ่นอกเสื้อเกราะของเขาเบา ๆ สัมผัสถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรำอย่างดุเดือดอยู่เบื้องหลังแผ่นเหล็กนั้น
"หม่อมฉันทราบเพคะ... เพราะฉะนั้น หม่อมฉันจึงไม่ได้นั่งรอความตายอยู่ที่นี่เฉย ๆ"
ฉีจิ้นอ๋องขมวดคิ้วมุ่นทันที "เจ้าหมายความว่าอย่างไร?"
"โคมไฟหยกขาวห้าดวงที่แขวนอยู่หน้าตำหนัก... น้ำมันที่เติมข้างในไม่ใช่šน้ำมันสน แต่เป็นน้ำมันตานฮวาที่ผสมพิษอัมพาตไร้ลักษณ์ หากคนของจางฮองเฮาบุกเข้ามาและทำลายประตูนั่นเข้ามา สิ่งแรกที่จะสูดดมเข้าไปคือไอพิษที่จะทำให้กระดูกทั่วร่างอ่อนยวบลงทันทีโดยไม่ต้องเปลืองแรงดาบของท่านแม้แต่น้อยเพคะ"
รอยยิ้มของสตรีตรงหน้าในยามนี้ งดงามราวกับบุปผาอาบยาพิษที่บานสะพรั่งท่ามกลางหุบเหวแห่งความตาย ฉีจิ้นอ๋องมองนางด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ความชาญฉลาด ลุ่มลึก และอำมหิตอย่างแนบเนียนนี้ ทำให้เขาตระหนักได้อีกครั้งว่า... สตรีในอ้อมกอดของเขาผู้นี้ อันตรายเสียยิ่งกว่ากองทัพนับหมื่นที่กำลังบุกทลายประตูเมืองเสียอีก
*ตึง! ตึง! ตึง!*
เสียงทุบประตูด้านนอกดังสนั่นหวั่นไหว ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องและเสียงเหล็กกระทบกันอย่างดุเดือด การปะทะกันอย่างเป็นทางการระหว่างกองกำลังกบฏและองครักษ์หลวงได้ระเบิดขึ้นแล้วที่หน้าตำหนักอักษร!
ฉีจิ้นอ๋องกระชับกระบี่ในมือแน่น แววตาดุดันเปลี่ยนเป็นประกายอำมหิต เขาผลักนางไปไว้ด้านหลังอย่างปกป้อง พร้อมกับหันไปเผชิญหน้ากับประตูบานสลักที่กำลังถูกพังทลายลงทีละน้อย
"อยู่ในนี้ อย่าออกไปไหนเด็ดขาด ข้าจะออกไปกวาดล้างพวกสุนัขรับใช้ของนังฮองเฮาให้หมดสิ้น"
ทว่า ก่อนที่ฉีจิ้นอ๋องจะทันได้ก้าวเท้าพุ่งออกไปประจันหน้ากับข้าศึก ประตูตำหนักด้านหลังซึ่งควรจะปิดตาย กลับถูกผลักเปิดออกอย่างช้า ๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่กรีดแทงโสตประสาทของทุกคนให้หยุดนิ่ง
ร่างระหงในชุดคลุมหงส์ปักดิ้นทองของจางฮองเฮาก้าวเข้ามาในห้องโถง พระพักตร์งดงามแต่บิดเบี้ยวด้วยความริษยาและอำนาจที่กำลังจะหลุดมือ ในพระหัตถ์เรียวยาวถือราชโองการลับสีเหลืองทองอร่ามฉบับหนึ่ง ซึ่งประทับด้วยลัญจกรหยกแท้ที่สั่นเทาตามแรงอารมณ์
"ฉีจิ้นอ๋อง... เจ้าคิดว่าเจ้ากำชัยชนะไว้แล้วอย่างนั้นหรือ? ผิดถนัด!" ฮองเฮาแย้มพระoษฐ์เหี้ยมเกรียม ชูราชโองการในมือขึ้นสูง "ดูให้เต็มตา... นี่คือพระราชโองการสละราชสมบัติฉบับสุดท้ายที่ฮ่องเต้ทรงลงพระปรมาภิไธยด้วยพระโลหิตของพระองค์เองก่อนสิ้นสติ!"
ดวงตาของฉีจิ้นอ๋องหรี่แคบลงทันที เมื่อกวาดสายตาไปยังลายพระ हस्त ที่ปรากฏอยู่บนกระดาษแผ่นนั้น ซึ่งบ่งบอกถึงการมอบอำนาจทั้งหมดให้แก่ผู้ที่ฮองเฮาแต่งตั้ง หาใช่เขาไม่
ในขณะที่สถานการณ์กำลังพลิกผันดั่งพายุหมุน หลินฟางเซียนที่ยืนอยู่เบื้องหลัง กลับค่อย ๆ ก้าวเดินออกมาจากเงามืด รอยยิ้มเยือกเย็นจับขั้วหัวใจผุดขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง นางเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบราวน้ำแข็งสลาย
"ฮองเฮาเพคะ... พระองค์ทรงแน่ใจหรือเพคะ ว่าอักษรบนกระดาษแผ่นนั้น... คือพระโลหิตของฝ่าบาทจริง ๆ หรือเป็นโลหิตของขันทีเฒ่าที่เพิ่งถูกปลิดชีพในห้องเครื่องเมื่อชั่วยามก่อนกันแน่?"
จางฮองเฮาพระพักตร์ถอดสีทันที ร่างในชุดหงส์สะท้านเฮือก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดเมื่อความลับที่ควรตายไปพร้อมกับซากศพ ถูกเปิดเผยออกมาจากปากของแพทย์หญิงผู้นี้อย่างไม่สะทกสะท้าน!
ขอขอบพระทัยท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาอันเชี่ยวกรากนี้เคียงข้างกันนะครับ พงศาวดารมีชีวิต
รอยจารึกเงาสะท้อนใจทรราช•ตอนที่ 27
เสียงกลองรบดังก้องเมือง
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกเงาสะท้อนใจทรราช นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!