“หากเจ้ายอมถอยไปเพียงสามก้าว ข้าจะรับรองว่าเลือดของพวกมันจะไม่กระเซ็นมาเปื้อนชุดสีขาวสะอาดตาของเจ้าแม้แต่หยดเดียว”
เสียงทุ้มต่ำดุจเสียงคำรามของพยัคฆ์ร้ายที่กำลังก้าวเข้าสู่สมรภูมิเอ่ยขึ้นท่ามกลางเสียงเหล็กกระทบกันสนั่นหวั่นไหว ฉีจิ้นอ๋องยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าหลินฟางเซียน มือหนากำกระบี่คู่ใจแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ร่างกายกำยำของเขากลายเป็นปราการด่านสุดท้ายที่ขวางกั้นคมดาบจากเหล่าทหารทรยศนับร้อยที่รายล้อมอยู่รอบจวนแม่ทัพ
หลินฟางเซียนไม่ได้ขยับถอยตามคำสั่ง มือเรียวบางที่เปื้อนคราบเลือดจากการเยียวยาบาดแผลให้พลทหารก่อนหน้านี้ยังคงจับมีดสั้นผ่าตัดไว้อย่างมั่นคง นางไม่เพียงแต่ไม่ถอย แต่ยังก้าวขึ้นไปยืนเคียงข้างเขา สายตาคู่คมกริบดุจน้ำแข็งใสจ้องมองไปยังกองทัพที่กำลังบีบวงล้อมเข้ามาอย่างไม่หวั่นเกรง
“ท่านอ๋องลืมไปแล้วหรือว่า หมออย่างข้าไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่รักษาชีวิตคน แต่มีหน้าที่ ‘กำจัด’ สิ่งที่เน่าเฟะให้สิ้นซากด้วย” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงด้วยความเฉียบขาดจนแม้แต่บุรุษข้างกายยังต้องปรายตามองด้วยความทึ่ง
บรรยากาศในโถงจวนแม่ทัพยามนี้มิใช่ที่สำหรับความอ่อนหวาน มันคือสมรภูมิเลือดที่กลิ่นคาวสนิมลอยคลุ้งในอากาศ จางฮองเฮาส่งมือดีมาถึงที่นี่ หมายจะปิดฉากชีวิตของทั้งคู่ก่อนที่แผนการยึดครองอำนาจเบ็ดเสร็จจะเริ่มขึ้นในวันพระราชพิธีใหญ่
“ดื้อรั้นนักนะ” ฉีจิ้นอ๋องแค่นยิ้มที่มุมปาก แววตาดุร้ายเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนเพียงชั่ววูบเมื่อมองใบหน้าของสตรีข้างกาย “ถ้าเช่นนั้น จงระวังหลังให้ข้าให้ดี อย่าให้หัวของข้าต้องหลุดจากบ่าก่อนที่ศึกนี้จะจบ”
“ท่านก็อย่ามัวแต่ห่วงหล่อจนลืมปัดป้องคมดาบจากมุมอับเสียล่ะ” นางสวนกลับทันควัน พร้อมกับอาศัยจังหวะที่ศัตรูพุ่งเข้ามา สะบัดข้อมือโปรยผงพิษสีขาวบางเบาเข้าสู่สายลม
ทหารชุดดำที่พุ่งเข้ามาหมายเด็ดหัวท่านอ๋องชะงักงันทันทีที่สูดดมไอระเหยนั้นเข้าไป ร่างกายของพวกมันสั่นเทา ก่อนจะทรุดลงกองกับพื้นด้วยอาการกล้ามเนื้อกระตุกอย่างรุนแรง นี่คือสูตรยาพิษที่หลินฟางเซียนปรุงขึ้นจากสมุนไพรในป่าดิบชื้น มันไม่มีสี ไม่มีกลิ่น แต่มีฤทธิ์สลายประสาทสั่งการของร่างกายในเสี้ยววินาที
ฉีจิ้นอ๋องอาศัยจังหวะชุลมุนนั้นพุ่งตัวออกไปราวกับสายฟ้า ร่างสูงสง่าร่ายรำเพลงดาบที่ดุดันและงดงาม กระบี่เหล็กกล้ากรีดผ่านอากาศเกิดเป็นเสียงหวีดหวิว ทุกจังหวะการฟาดฟันแม่นยำและไร้ปรานี หลินฟางเซียนเองก็ไม่ได้ยืนเฉย นางอาศัยทักษะความรู้วิทยาศาสตร์การแพทย์กอปรกับไหวพริบ จัดการกับศัตรูที่เล็ดลอดเข้ามาด้วยการจู่โจมจุดตายบนร่างกายมนุษย์อย่างแม่นยำดุจเครื่องจักร
“สิบสองคน... สิบสามคน... ยังเหลืออีกเพียงกลุ่มเดียวที่หน้าประตู” หลินฟางเซียนกระซิบผ่านเสียงหอบหายใจ สองแก้มของนางขึ้นสีระเรื่อจากการออกแรง ความงามของนางในยามที่เปื้อนคราบเลือดและหยาดเหงื่อกลับดูดุดันและทรงเสน่ห์ยิ่งกว่าตอนอยู่ในวังหลวงหลายเท่า
ฉีจิ้นอ๋องตวัดกระบี่เช็ดคราบเลือดออก ก่อนจะหันมามองนางด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหมายลึกซึ้ง “ศึกครั้งนี้มิใช่เพียงเพื่อรักษาแผ่นดิน แต่มันคือการประกาศศักดาว่า ต่อให้ฟ้าดินจะพลิกผัน คนของข้า... ก็ไม่มีใครกล้าแตะต้อง”
ทว่า ทันใดนั้น ความเงียบงันที่ผิดปกติก็เข้าปกคลุมสมรภูมิ เสียงดาบที่เคยดังกึกก้องพลันหยุดลง เหล่าทหารชุดดำที่เหลืออยู่มิได้พุ่งเข้ามา แต่มันกลับถอยร่นไปเปิดทางให้บุคคลหนึ่งที่ก้าวเข้ามาอย่างช้าๆ
เงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งในชุดขุนนางสีน้ำเงินเข้มปรากฏขึ้นท่ามกลางควันไฟ ใบหน้าของเขาดูละม้ายคล้ายกับฮ่องเต้ หากแต่แววตานั้นกลับเต็มไปด้วยไอสังหารที่เย็นเยือกยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลก
เขายกมือขึ้นตบเบาๆ เป็นเชิงปรบมือให้กับการแสดงที่เพิ่งจบลง
“ฝีมือไม่เลวนี่... ทั้งท่านอ๋องผู้เก่งกาจ และว่าที่พระชายาผู้รอบรู้” บุรุษผู้นั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกคำพูดกลับหนักแน่นดุจภูเขาหิน “แต่พวกเจ้าลืมไปหรือไม่ ว่าหมากบนกระดานนี้ไม่ได้มีเพียงแค่พวกเจ้าที่ขยับได้”
มือของเขาหยิบม้วนกระดาษสีเหลืองทองออกมาจากอกเสื้อ แสงจากคบไฟสะท้อนให้เห็นตราประทับสีชาดที่ชัดเจนจนลมหายใจของฉีจิ้นอ๋องถึงกับกระตุกวาบ
“พระราชโองการฉบับล่าสุดจากฝ่าบาท... ให้จับกุมตัว ‘หลินฟางเซียน’ ในข้อหากบฏ และให้ฉีจิ้นอ๋องสละอำนาจการทหารทั้งหมดเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์... โดยไม่มีเงื่อนไข”
สิ้นคำประกาศนั้น หลินฟางเซียนรู้สึกได้ถึงความเย็นวาบที่แล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง นางหันไปสบตากับฉีจิ้นอ๋อง เห็นเพียงแววตาที่กำลังลุกโชนไปด้วยไฟโทสะที่ไม่อาจดับได้ และในวินาทีนั้นเอง กองทหารหลวงนับร้อยที่ซุ่มอยู่บนกำแพงจวนก็พร้อมใจกันยกหน้าไม้ขึ้นเล็งมาที่พวกเขา ทั้งหมดเป็นการจัดฉากที่สมบูรณ์แบบเกินกว่าจะเรียกว่าโชคชะตา
ทว่า ในขณะที่สถานการณ์บีบคั้นถึงขีดสุด หลินฟางเซียนกลับคลี่ยิ้มบางๆ ออกมา นางกระซิบเสียงแผ่วที่ได้ยินเพียงชายหนุ่มข้างกาย
“ท่านอ๋อง... ดูที่แขนเสื้อของมันให้ดี ท่านเห็นรอยเปื้อนสีดำนั่นไหม?”
ฉีจิ้นอ๋องเพ่งมองตาม และหัวใจเขาก็ต้องหยุดเต้นไปชั่วขณะ เมื่อเห็นว่ารอยเปื้อนนั้นไม่ใช่หมึกธรรมดา แต่มันคือคราบจากดอกโบตั๋นดำ... สัญลักษณ์ของผู้ที่กุมความลับเรื่องการสวรรคตของอดีตฮ่องเต้เอาไว้
ขอบพระทัยท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาอันเชี่ยวกรากนี้เคียงข้างกันนะครับ พงศาวดารมีชีวิต
รอยจารึกเงาสะท้อนใจทรราช•ตอนที่ 28
เคียงข้างกลางสมรภูมิ
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกเงาสะท้อนใจทรราช นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!