กลิ่นสนิมเหล็กคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ในอากาศยามราตรีที่ไร้ซึ่งแสงจันทร์ เม็ดฝนที่โปรยปรายลงมาก่อนหน้านี้แปรเปลี่ยนเป็นหมอกหนาทึบปกคลุมตำหนักร้างปลายอุทยานหลวง ราวกับผืนผ้าใบสีดำสนิทที่ถูกแต้มด้วยความตาย เงาดำนับสิบสายเคลื่อนไหววับๆ แวมๆ อยู่หลังผนังกระดาษสาที่ฉีกขาด เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยกำลังปิดล้อมวงรอบเข้ามาทุกที บีบรัดพื้นที่ความตายให้แคบลงเรื่อยๆ จนแทบไม่เหลือช่องว่างให้อากาศหายใจ
ฉีจิ้นอ๋องประทับยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหน้าเสาไม้สลักลายมังกรที่ผุกร่อน พระองค์ทรงอยู่ในชุดคลุมผ้าแพรสีเข้มที่บัดนี้ชุ่มโชกไปด้วยคราบโลหิตทั้งของศัตรูและของพระองค์เอง กระบี่ประจำพระองค์ 'อัสนีคำราม' ในมือยังคงมีหยดเลือดไหลรินหยดลงสู่พื้นศิลาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แววพระเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวราตรีมิได้ปรากฏร่องรอยของความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความเย็นยะเยือกที่พร้อมจะลากเอาชีวิตของผู้ที่บังaอาจก้าวล้ำเข้ามาลงสู่ขุมนรกไปด้วยกัน
"ท่านอ๋อง... วงล้อมกระชับเข้ามาถึงขั้นบันไดศิลาแล้วพ่ะย่ะค่ะ หน่วยองครักษ์เงาที่เหลืออยู่สิบแปดนาย สิ้นชีพลงหมดแล้ว"
เสียงรายงานจากนายกองทัพข้างกายดังขึ้นแผ่วเบา พร้อมกับร่างที่ทรุดฮวบลงแทบพระบาท ก่อนจะสิ้นใจไปโดยไร้เสียงโอดครวญ ฉีจิ้นอ๋องไม่แม้แต่จะชายตาแลพระบาทที่ไร้ลมหายใจนั้น พระองค์ยังคงทอดพระเนตรไปยังความมืดเบื้องหน้า ทรงรับรู้ได้ถึงจิตสังหารอันเข้มข้นที่แผ่ซ่านมาจากทุกทิศทุกทาง นี่ไม่ใช่การลอบสังหารธรรมดา หากแต่เป็นการตระเตรียมหมากกระดานที่จางฮองเฮาและกลุ่มอำนาจเก่าทรงวางแผนไว้อย่างรัดกุม เพื่อปิดฉากเสี้ยนหนามชิ้นใหญ่ที่สุดในแผ่นดินในคืนมืดมิดนี้
ทว่า ในห้วงเวลาแห่งความเป็นความตายที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย พระองค์มิได้ทรงกังวลถึงชะตากรรมของพระองค์เอง หากแต่ภาพใบหน้าเรียบเฉย เย็นชา แต่ซ่อนความเด็ดเดี่ยวไว้เบื้องหลังของหลินฟางเซียนกลับผุดขึ้นมาในห้วงความคิด
*‘นางเวลานี้... จะปลอดภัยอยู่ที่เรือนพักหรือไม่’* พระองค์ทรงรำพึงในพระTheทัยอย่างขมขื่น
ครู่ต่อมา ประตูไม้บานใหญ่ที่ผุพังก็ถูกถีบกระเด็นด้วยพลังภายในอันกล้าแกร่ง เศษไม้ปลิวว่อนไปทั่วบริเวณ ร่างของบุรุษในชุดเกราะสีดำสนิทนับสิบคนพุ่งทะยานเข้ามา ราวกับฝูงหมาป่าหิวกระหายที่รอคอยเวลาขย้ำเหยื่อ นำหน้าด้วยแม่ทัพ 3 พยัคฆ์แห่งกองกำลังพิทักษ์วังหลวง ผู้กุมดาบยาวเล่มยักษ์สะท้อนแสงไฟสลัว
"ฉีจิ้นอ๋อง... ฮองเฮามีพระราชโองการให้ปลดปล่อยพระองค์จากความเหนื่อยยากแล้ว ยอมจำนนแต่โดยดีเถิด พ่ะย่ะค่ะ!" หัวหน้ามือสังหารเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนใบหน้าที่มีแผลเป็นลากยาวตั้งแต่โหนกแก้มถึงคาง
ฉีจิ้นอ๋องทรงแย้มพระสรวลออกมาเบาๆ พระสรวลนั้นช่างเย็นชาและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าความตาย "ฮองเฮาคิดว่าลำพังเบี้ยบนกระดานเน่าเฟะเหล่านี้ จะสามารถสั่นคลอนบัลลังก์ที่ข้าสร้างขึ้นด้วยหยาดเลือดของทหารนับหมื่นได้หรือ"
สิ้นสุรเสียง ร่างสูงใหญ่ก็พุ่งทะยานออกไปดุจสายฟ้าแลบ กระบี่ในมือวาดผ่านความมืดออกเป็นประกายแสงสีเงินยววง รวดเร็วและเด็ดขาดจนมองตามแทบไม่ทัน เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวประกายไฟแตกกระจายสว่างวาบขึ้นในความมืด เลือดสดๆ สาดกระเซ็นย้อมผนังตำหนักสีขาวให้กลายเป็นสีชาดในพริบตาเดียว
แม้จะทรงบาดเจ็บจากพิษเรื้อรังที่ถูกวางไว้ตั้งแต่ในงานเลี้ยงรับรองเมื่อสามวันก่อน และสูญเสียกำลังพลไปจนหมดสิ้น แต่ฉีจิ้นอ๋องในยามนี้กลับทรงพลังและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ายามปกติ ทว่า... จำนวนศัตรูที่หลั่งไหลเข้ามาดั่งสายน้ำท่วมท้น ทำให้พระองค์ต้องถอยร่นทีละก้าว ทีละก้าว จนแผ่นพระปรัศว์แนบชิดติดกับเสาหินด้านในสุด
บาดแผลที่พระอังสาเริ่มปริแตก เลือดสีเข้มไหลซึมทะลุอาภรณ์เนื้อดีออกมา ลมหายใจเริ่มติดขัด พิษร้ายที่ถูกกดไว้ด้วยลมปราณกำลังตีกลับเข้ามาทำร้ายอวัยวะภายใน ร่างกายที่เคยแข็งแกร่งดั่งหินผาเริ่มมีอาการชาลามไปทั่วปลายนิ้ว
*‘นี่คือจุดจบของข้าอย่างนั้นหรือ...’* ทรงคิดในใจขณะที่ตวัดกระบี่ปลิดชีพมือสังหารคนสุดท้ายที่พุ่งเข้ามาประชิดตัว ทว่ารอบกายยังคงมีเงาดำล้อมกรอบเข้ามาอีกไม่ต่ำกว่ายี่สิบคน ดาบคมกริบนับสิบเล่มจ่อตรงมายังจุดตาย พร้อมที่จะพรากพระวิญญาณในชั่วพริบตา
ในวินาทีวิกฤตที่ความเป็นความตายห่างกันเพียงเส้นผม ทันใดนั้นเอง...
เสียงดีดพิณอันกังวานใสแต่เยือกเย็นราวกับน้ำค้างแข็งบนยอดเขาหิมะ ก็ดังแทรกขึ้นท่ามกลางเสียงหอบหายใจและเสียงฝนโปรยปราย เป็นทำนองเพลงที่คุ้นเคยยิ่ง ทำนองเพลงที่หลินฟางเซียนมักจะบรรเลงยามเมื่อต้องการสงบจิตใจ!
แสงไฟจากคบเพลิงด้านนอกวูบไหว ร่างระหงในชุดสีขาวบริสุทธิ์ราวกับเซียนสาวก้าวผ่านม่านหมอกราตรีเข้ามาอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคง นางมิได้ถืออาวุธใดๆ ในมือ นอกจากปิ่นหยกขาวเล่มหนึ่งที่ปักอยู่บนมวยผม ทว่าแววตาคู่นั้นกลับเฉียบคมและทรงพลังยิ่งกว่ากองทัพนับพัน
หลินฟางเซียนกวาดสายตามองสถานการณ์เบื้องหน้าด้วยความรวดเร็ว สติปัญญาอันล้ำเลิศประมวลผลทุกความเป็นไปได้ในเวลาเพียงเสี้ยววินาที นางมิได้เอ่ยวาจาใดๆ ออกมาสักคำ ทว่ามือเรียวบางกลับยกขึ้นสะบัดเบาๆ ขวดยาเคลือบกระเบื้องสีเขียวมรกตถูกโยนออกไปกลางวงล้อมของเหล่ามือสังหาร
*เพล้ง!*
ขวดแก้วแตกกระจาย ควันสีม่วงเข้มพวยพุ่งขึ้นปกคลุมพื้นที่รอบตัวฉีจิ้นอ๋องและกลุ่มมือสังหารในพริบตา กลิ่นหอมหวานประหลาดลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ และเพียงแค่สูดดมเข้าไปได้แค่ลมหายใจเดียว เหล่ามือสังหารที่กำลังจะพุ่งเข้าปลิดชีพท่านอ๋องก็ต่างพากันทรุดฮวบลงกับพื้น ส่งเสียงร้องโอดโอยด้วยความทรมาน เลือดสีดำทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ดทันที
ฉีจิ้นอ๋องทรงเบิกพระเนตรกว้างเล็กน้อย ทรงทอดพระเนตรสตรีที่ยืนอยู่เบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ทั้งตกใจ ห่วงใย และระคนด้วยความลึกล้ำในดวงฤทัย นางกล้าดียังไงถึงเอาชีวิตเข้ามาเสี่ยงในดินแดนแห่งความตายนี้
หลินฟางเซียนก้าวเดินผ่านร่างที่นอนดิ้นทุรนทุรายของเหล่ามือสังหารเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องพระพักตร์ของพระองค์ แววตาคู่นั้นมิได้มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย นางเงยหน้าขึ้นสบตาฉีจิ้นอ๋องนิ่งๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบราบแต่ก้องกังวานชัดเจนในความเงียบสงบ
"ท่านอ๋อง... หม่อมฉันเตือนพระองค์แล้วว่า หมากกระดานตานี้ หากเดินพลาดเพียงตาเดียว หมายถึงชีวิต" นางกล่าวเบาๆ พร้อมกับยื่นมือเรียวเข้าไปประคองแขนเสื้อที่ชุ่มเลือดของพระองค์ไว้ "แต่ทรงวางพระทัยเถิด... ในเมื่อหม่อมฉันก้าวเข้ามาในวงล้อมนี้แล้ว ต่อให้เป็นเงื้อมมือของฮองเฮา ก็ไม่มีสิทธิ์พรากพระองค์ไปจากหม่อมฉันได้เช่นกัน"
ฉีจิ้นอ๋องทรงนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนที่มุมพระโอษฐ์จะได้รูปจะแย้มสรสรวลออกมาเป็นรอยยิ้มที่แทบไม่เคยปรากฏให้ผู้ใดเห็น พระองค์ทรงใช้มือข้างที่ถือกระบี่โอบกระชับเอวบางของนางเข้าหาพระองค์แน่น ราวกับต้องการยืนยันการมีอยู่ของสตรีผู้นี้
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศรอบกายกำลังอบอวลไปด้วยความระทึกและแรงปรารถนาอันลึกซึ้ง เสียงตบมือเบาๆ จากเงามืดด้านหลังเสาหินต้นใหญ่ก็ดังขึ้น ขัดจังหวะความเงียบสงบนั้น
"ช่างเป็นภาพที่ซาบซึ้งใจยิ่งนัก... สนับมือของหมอหญิงหลิน กับกระบี่ของฉีจิ้นอ๋อง ช่างสมกันเสียจริง"
เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากความมืด พร้อมกับแสงไฟจากคบเพลิงที่สะท้อนให้เห็นใบหน้าอันงดงามแต่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมของ 'องค์ชายสาม' ผู้ซ่อนเร้นตัวตนมาโดยตลอด และในมือของพระองค์... กำลังถือราชโองการลับฉบับจริงที่ประทับตราหยกของฮองเฮา ซึ่งมีคำสั่งตายตัวให้ประหารชีวิตทั้งสองคน ณ สถานที่แห่งนี้ทันที!
ขอบพระทัยท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาอันเชี่ยวกรากนี้เคียงข้างกันนะครับ พงศาวดารมีชีวิต
รอยจารึกเงาสะท้อนใจทรราช•ตอนที่ 29
ความตายที่เฉียดใกล้
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกเงาสะท้อนใจทรราช นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!