รอยจารึกเงาสะท้อนใจทรราช•ตอนที่ 9

ก้าวเข้าสู่วังต้องห้าม

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
รอยยิ้มบนริมฝีปากของหลินฟางเซียนในยามนี้ มิได้บ่งบอกถึงความยินดีแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันคือรอยยิ้มที่เคลือบไว้ด้วยยาพิษอันเยือกเย็น เสียงประตูไม้แกะสลักลายวิจิตรของประตูชัยทิศประจิมปิดลงด้วยแรงกระแทกเบาๆ แต่กลับดังก้องกังวานในโสตประสาทของนางราวกับเสียงระฆังแห่งความตาย ภายในห้องโถงเตรียมตัวของกองนางกำนัลพิเศษ กลิ่นอายของกำยานราคาแพงลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นอายอันอับชื้นของอำนาจที่เน่าเฟะภายในวังต้องห้ามแห่งนี้ นางก้มมองอาภรณ์สีม่วงอ่อนปักลายดอกโบตั๋น ซึ่งเป็นเครื่องแบบของนางกำนัลชั้นสูงที่ได้รับมอบหมายให้รับใช้ใกล้ชิดพระสนมเอกและตำหนักใน เนื้อผ้าแพรต่วนเนื้อดีเสียดสีกับผิวเนื้อ นุ่มนวลแต่กลับให้ความรู้สึกราวกับโซ่ตรวนทองคำที่กำลังรัดรึงข้อมือและข้อเท้าของนางทีละน้อย "นางกำนัลใหม่... เงยหน้าขึ้น" สุ้มเสียงแหบแห้งแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจของขันทีเฒ่า นามว่า 'ไห่กงกง' ผู้ดูแลกองระเบียบในวังหลังดังขึ้น ทำลายความเงียบงัน หลินฟางเซียนมิได้แสดงอาการหวาดกลัว นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นอย่างสง่างาม ดวงตากลมโตคู่คมกริบดั่งนิลกาฬฉายแววราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ นางสบตากับขันทีเฒ่าผู้นั้นนิ่งนาน จนอีกฝ่ายต้องเป็นฝ่ายเบือนสายตาหนีด้วยความรู้สึกประหลาดใจแกมหวาดหวั่น "เจ้าชื่ออะไรนะ... อ๋อ หลินฟางเซียน บุตรีอดีตราชองครักษ์ผู้ล่วงลับ ไต่เต้าขึ้นมาจากหมอหลวงฝึกหัด จนกระทั่งได้รับป้ายหยกพิเศษให้เข้ามาทำงานในเขตพระฐานชั้นใน... ช่างเป็นเกียรติประวัติที่น่าสนใจยิ่งนัก" ไห่กงกงกล่าวด้วยน้ำเสียงเยาะหยันเล็กน้อย พลางใช้ปลายนิ้วเล็บยาวเฟื้อยเคาะลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอม "เป็นพระกรุณาธิคุณอย่างยิ่งเพคะ... เอ๊ย ข้าน้อยสมควรตาย" ฟางเซียนจงใจแกล้งทำเป็นประหม่าเล็กน้อยเพื่อตบตา แต่แววตาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ขนตางอนงามกลับไหววับด้วยประกายแห่งความแค้น นางรู้ดีว่าการก้าวเข้ามาในวังหลวงแห่งนี้ เท่ากับการเดินเข้าสู่ปากถ้ำของพยัคฆ์ เบื้องบนมีจางฮองเฮาผู้เหี้ยมโหดคงอำนาจดั่งฟ้าครอบ และเบื้องหลัง... มีเงาของบุรุษผู้หนึ่งที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในความมืด บุรุษผู้ซึ่งทำให้นางต้องยอมก้าวเข้าสู่สนามประลองอันตรายนี้ "จำไว้ให้ดี ที่นี่ไม่ใช่โรงหมอข้างนอก ที่เจ้าอยากจะรักษาใครก็ได้ตามใจชอบ กฎของวังหลวงมีเพียงข้อเดียว... ผู้ใดขัดขวางเบื้องสูงผู้นั้นต้องมลายหายสิ้น" ไห่กงกงสะบัดชายแขนเสื้อ กราดสายตามองนางกำนัลหน้าใหม่นับสิบคนที่ยืนเรียงรายอยู่เบื้องหลัง ก่อนจะเอ่ยคำสั่งเด็ดขาด "แยกย้าย! หลินฟางเซียน เจ้าได้รับมอบหมายให้ไปประจำที่ 'ตำหนักเย็นชื่น' คอยปรนนิบัติถ้วยยาและดูแลพระวรกายของพระสนมซูผู้ป่วยออดๆ แอดๆ อยู่ที่นั่น ไปได้!" ตำหนักเย็นชื่น... ชื่อนี้ทำให้นางกำนัลคนอื่นๆ ถึงกับหน้าถอดสี เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่า ตำหนักแห่งนั้นเปรียบเสมือนสุสานคนเป็น เป็นสถานที่ที่ถูกลืมเลือน และเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความตาย ทว่า สำหรับหลินฟางเซียนแล้ว รอยยิ้มบางเบากลับปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้งอย่างไม่มีใครสังเกตเห็น ตำหนักเย็นชื่นคือสถานที่ที่นางต้องการไปตั้งแต่แรก เพื่อสืบหาเบาะแสเกี่ยวกับบันทึกมรณะของตระกูลหลินที่ถูกซ่อนไว้ สองเท้าก้าวเดินไปตามระเบียงทางเดินยาวที่คดเคี้ยว สถาปัตยกรรมของวังต้องห้ามช่างงดงามวิจิตรตระการตา หอคอยสูงเสียดฟ้า หลังคากระเบื้องเคลือบสีเหลืองอร่ามสะท้อนแสงอาทิตย์ยามอัสนีที่กำลังจะลับขอบฟ้า ทว่าความงามเหล่านี้กลับถูกอาบไล้ด้วยเลือดและการแย่งชิงอำนาจมาหลายชั่วอายุคน ทุกย่างก้าวที่ฟางเซียนเดินผ่าน มีสายตาหลายคู่จับจ้องมาจากมุมมืด ราวกับสุนัขป่าที่รอขย้ำเหยื่อ เมื่อนางเดินทางมาถึง "ตำหนักเย็นชื่น" บรรยากาศรอบกายก็พลันหนาวเหน็บลงทันทีกว่าปกติ ลมหนาวพัดโชยกลิ่นอายของความอับชื้นและกลิ่นสมุนไพรจีนจางๆ ลอยมาแตะจมูก ประตูไม้สีแดงชาดที่หลุดลอกเผยให้เห็นเนื้อไม้ผุพังตามกาลเวลา นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับความนิ่งสงบในจิตใจ ก่อนจะผลักประตูบานนั้นเข้าไป ภายในห้องโถงกว้างที่ไร้ซึ่งผู้คน มีเพียงแสงตะเกียงน้ำมันสลัวๆ ที่ส่องประกายวับแวม ร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลือง เส้นผมสีดำสนิทสยายยาวระบ่า นางหันกลับมามองผู้มาใหม่ด้วยแววตาเลื่อนลอย แต่กลับแฝงไว้ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ทำให้หัวใจของฟางเซียนกระตุกวูบ "เจ้า... เป็นใครกัน?" พระสนมซูเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ร่างกายผอมโซจนน่าตกใจ ทว่าในมือของนางกลับกำห่อผ้าแพรสีดำเอาไว้แน่น "ข้าน้อยหลินฟางเซียน เป็นนางกำนัลพิเศษที่ถูกส่งมาถวายการรักษาและปรนนิบัติพระสนมเพคะ" ฟางเซียนคุกเข่าลงทำความเคารพตามธรรมเนียมอย่างงดงามไร้ที่ติ พระสนมซูจ้องมองนางเนิ่นนาน ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ ราวกับคนเสียสติ รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความขื่นขมและหวาดผวา "รักษาหรือ? ฮ่าๆๆ... ในวังนี้ไม่มีใครต้องการให้ข้าหายหรอก เจ้าเองก็คงเป็นหมากอีกตัวที่ถูกส่งมาเพื่อปิดปากข้าสินะ!" ฟางเซียนขมวดคิ้วมุ่น นางลุกขึ้นยืนช้าๆ ก้าวเข้าไปใกล้พระสนมซูด้วยท่าทีเยือกเย็นแต่มั่นคง กลิ่นอายความเป็นแพทย์อัจฉริยะแผ่ออกมาจากตัวนางโดยไม่รู้ตัว "ข้าน้อยหาใช่หมากของใครไม่เพคะ... แต่หากพระสนมทรงปรารถนาจะมีชีวิตรอดเพื่อดูจุดจบของคนที่ทำร้ายพระองค์ ข้าน้อยผู้นี้... จะเป็นผู้ต่อชีวิตให้พระองค์เอง" บรรยากาศภายในห้องเงียบงันลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงสะท้อนของลมหนาวที่พัดผ่านหน้าต่างเข้ามาปะทะผิวกาย ทว่า ในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก ฝีเท้าที่เปี่ยมด้วยอำนาจและแรงกดดันมหาศาลจนทำให้บรรยากาศรอบกายแทบหยุดนิ่ง ประตูไม้ที่ผุพังถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ความปรานี ร่างสูงสง่าในชุดคลุมผ้าไหมปักลายมหาราชสีดำสนิทก้าวเข้ามาในความมืด บุรุษผู้มีดวงตาดุร้ายดั่งพยัคฆ์และรอยยิ้มเย้ยหยันที่มุมปาก ผู้ซึ่งไม่ควรจะมาปรากฏตัว ณ ตำหนักเย็นชื่นแห่งนี้ในยามวิกาล ฉีจิ้นอ๋อง... พระองค์ทรงกวาดสายตาคมกริบมาหยุดอยู่ที่ร่างของฟางเซียน ก่อนจะยกถ้วยชาเคลือบกระเบื้องขาวที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นขึ้นจิบช้าๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "ดูท่า... นางแมวป่าตัวน้อยของเปิ่นหวาง จะหาญกล้าเกินไปเสียแล้วกระมัง ถึงได้กล้าปีนขึ้นมาบนเตียงมังกรที่กำลังจะมอดไหม้เช่นนี้" ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและกลยุทธ์อันล้ำลึกนี้ไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกเงาสะท้อนใจทรราช นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%