รอยจารึกเงาสะท้อนใจทรราช•ตอนที่ 10

กลลวงกลางงานเลี้ยง

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
ก้านธูปทองคำสลักลายหงส์เผาไหม้จนเหลือเพียงขี้เถ้าสีขาวโพลน ทว่าควันสีเทาบางเบายังคงลอยอ้อยอิ่งอยู่กลางตำหนักเฟิ่งอี้ เสียงบรรเลงพิณเจ็ดสายจากวงดนตรีหลวงขับกล่อมบทเพลงโบราณเคล้าคลอไปกับเสียงหัวingเราะสำราญของเหล่าสนมกำนัล ทว่าบรรยากาศภายใต้แสงค่ำคืนนี้กลับไร้ซึ่งความรื่นรมย์อย่างที่ตาเห็น ทุกสายตาต่างลอบมองมายังจุดศูนย์กลางของห้องโถง ที่ซึ่งชามกระเบื้องเคลือบสีขาวสะอาดตาบรรจุซุปโสมรังนกกำลังส่งไอความร้อนคุกรุ่น "ดูเหมือนว่า หมอหลวงหลินจะยังคงระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ... หรือว่ารสชาติของซุปถ้วยนี้ จะไม่ถูกปากสตรีผู้มาจากแดนไกลเล่า?" น้ำเสียงหวานหยดย้อยหากแต่แฝงไว้ด้วยคมมีดของสนมเอกกุ้ยเฟยดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันที่ถูกจงใจสร้างขึ้น หลินฟางเซียนยกยมุมปากขึ้นเล็กน้อยอย่างสงب นางไม่ได้รีบร้อนแตะต้องชามกระเบื้องตรงหน้า แม้ว่ากลิ่นอายของสมุนไพรล้ำค่าจะลอยเข้าจมูก แต่ทว่า... กลิ่นคาวปรอทจางๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความหอมหวานนั้นกลับไม่สามารถรอดพ้นประสาทสัมผัสของแพทย์หญิงผู้ผ่านความตายมานับครั้งไม่ถ้วนไปได้ "ทูลสนมเอก หมอหลวงเช่นหม่อมฉันย่อมคุ้นเคยกับกลิ่นยาขมมากกว่ารสชาติโอชาของห้องเครื่องหลวงเพค่ะ..." ฟางเซียนตอบรับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นัยน์ตาดำขลับดั่งห้วงน้ำลึกฉายแววเยือกเย็นไร้ระลอกคลื่น "เพียงแต่... ซุปโสมถ้วยนี้ หากดื่มยามค่ำคืน เกรงว่าจะกระตุ้นลมปราณจนเกินพอดี เกรงว่าจะไม่เป็นผลดีต่อพระวรกายของฝ่าบาทและผู้ดื่ม" "บังجาน!" เสียงตบโต๊ะดังสนั่น พร้อมกับร่างของนางกำนัลคนสนิทของกุ้ยเฟยที่ก้าวออกมาข้างหน้า ชี้หน้ากล่าวหาด้วยความโกรธเกรี้ยว "นี่คือซุปโสมรังนกที่ฮองเฮาพระราชทานให้เป็นพิเศษเพื่อบำรุงเจ้า เจ้ากล้ากล่าวหาว่าในซุปมีสิ่งเจือปนอย่างนั้นหรือ เจตนาของเจ้าคือการดูหมิ่นเบื้องสูงใช่หรือไม่!" การใส่ร้ายป้ายสีดำเนินไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ราวกับถูกเตรียมการมาเป็นอย่างดี ทุกสายตาในท้องพระโรงต่างรอคอยการตัดสินชะตากรรมของสตรีผู้กุมหัวใจของฉีจิ้นอ๋องในเงาเร้น หลินฟางเซียนรู้ดีว่า หากนางปฏิเสธโดยไร้หลักฐาน นางจะกลายเป็นกบฏที่ปฏิเสธพระเมตตา แต่หากนางดื่มลงไป... ฤทธิ์ของปรอทขาวจะทำลายระบบประสาทของนางภายในชั่วข้ามคืน ท่ามกลางความกดดันที่ถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นใต้น้ำ ฉีจิ้นอ๋องซึ่งประทับอยู่ ณ เบื้องพระพักตร์ด้านบน ทรงทอดพระเนตรเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยพระพักตร์นิ่งเฉยราวกับรูปสลักหิน พระเนตรคมกริบดั่งพญาอินทรีคู่นั้นกวาดมองนางด้วยความหมายลึกล้ำ พระองค์ไม่ทรงยื่นมือเข้าแทรกแซง ปล่อยให้นางเผชิญหน้ากับพายุลูกนี้ด้วยลำแข้งของตนเอง ทว่าพระหัตถ์ที่กำจอกสุราอยู่นั้นกลับบีบแน่นจนข้อพระกรขึ้นสีขาว *พวกมันต้องการให้ข้าเลือกทางตายสองแพร่งสินะ...* ฟางเซียนคิดในใจ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนเรียวปากสีชาด นางมิได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย "หม่อมฉันมิกล้าดูหมิ่นพระเมตตาของฮองเฮาและสนมเอก..." ฟางเซียนกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่ากังวานชัดเจน ก้องกังวานไปทั่วตำหนัก นางค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม อาภรณ์ผ้าไหมปักลายดิ้นเงินไหวตามจังหวะการเคลื่อนไหว "เพียงแต่... ในเมื่อสนมเอกทรงมีพระกรุณาถึงเพียงนี้ หม่อมฉันในฐานะแพทย์หลวงย่อมต้องแสดงความกตัญญูด้วยการ 'พิสูจน์' สรรพคุณให้ประจักษ์แก่สายตาทุกท่าน ณ ที่นี้" สิ้นคำพูดของนาง บรรยากาศภายในตำหนักก็พลันเงียบกริบลงทันที ทุกคนต่างขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ ฟางเซียนหยิบเข็มเงินบริสุทธิ์ยาวสามนิ้วออกจากถุงแพรแพรวพราว นางไม่ได้ใช้มันจิ้มลงไปในชามซุปตามวิธีสามัญ หากแต่หมุนตัวกลับเผชิญหน้ากับขันทีผู้ถือถาด และด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ นางใช้ปลายเข็มกดจุดลงบนชีพจรที่ข้อมือของขันทีผู้ส่งซุปคนนั้นโดยไม่มีใครทันตั้งตัว! "อั๊ก..." ขันทีหนุ่มส่งเสียงครางต่ำ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดฉับพลัน ร่างกายสั่นเทา ลมหายใจติดขัดจนหน้าดำคร่ำเครียด "นี่... นี่เจ้าทำอะไร!" กุ้ยเฟยผุดลุกขึ้นจากพระแท่นด้วยความตกใจ "ทูลสนมเอก หม่อมฉันเพียงแต่ตรวจดูว่า เหตุใดขันทีผู้นี้จึงมีเหงื่อกาฬไหลพลั่กและชีพจรเต้นผิดปกติ ทั้งๆ ที่อากาศในตำหนักนี้เย็นสบายยิ่งนัก..." ฟางเซียนหันกลับมาสบตากับกุ้ยเฟยอย่างไม่เกรงกลัว นัยน์ตาคู่นั้นฉายประกายเฉียบคมดั่งคมดาบที่ซักล้างในน้ำแข็ง "และยิ่งไปกว่านั้น... ปลายเข็มเงินของหม่อมฉันเมื่อครู่ ได้แตะโดนเหงื่อพิษที่ซึมออกมาจากผิวหนังของเขา สีของเข็มเงินนี้... เปลี่ยนเป็นสีดำสนิทแล้วพ่ะย่ะค่ะ/เพค่ะ" นางชูเข็มเงินขึ้นสูงท่ามกลางแสงคูหา โลหะสีเงินยวงบัดนี้ถูกเคลือบด้วยคราบสีดำคล้ำอย่างเห็นได้ชัดเจน "พิษชนิดนี้มีชื่อว่า 'อัสดงไร้เงา' เป็นพิษหายากจากแดนใต้ ผู้ที่สัมผัสมันแม้เพียงปลายนิ้วเพื่อปรุงลงในอาหาร จะต้องใช้สารถอนพิษทาเคลือบผิวไว้ล่วงหน้าเพื่อป้องกันตัว และหากสังเกตให้ดี... รอยเปื้อนสีม่วงจางๆ ที่ซอกเล็บของขันทีผู้นี้ กับคราบที่ติดอยู่ใต้ขอบถ้วยซุป... ช่างบังเอิญราวกับพิมพ์เดียวกันเสียจริง" คำพูดของนางราวกับสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน ขันทีผู้นั้นล้มทรุดลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว ร่างกายสั่นเทาราวกับลูกนกตกน้ำ กุ้ยเฟยถึงกับพระพักตร์ถอดสี พระโอษฐ์สั่นระริกจนตรึงถ้อยคำใดไม่ออก บรรยากาศในตำหนักพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือในพริบตาเดียว ฉีจิ้นอ๋องยกมุมพระโอษฐ์ขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่มีเพียงผู้ใกล้ชิดเท่านั้นที่จะสังเกตเห็น แววตาที่ทอดมองสตรีตรงหน้าเต็มไปด้วยความพึงพอใจและประกายไฟแห่งความหลงใหลที่ยากจะดับลง ทว่า ในขณะที่สถานการณ์กำลังจะคลี่คลายและชัยชนะตกเป็นของหลินฟางเซียน เสียงปรบมือเบาๆ และน่าขนลุกก็ดังขึ้นจากมุมมืดหลังม่านมุก "เก่งกาจ... สมกับที่เป็นทายาทคนสุดท้ายของสกุลหลินจริงๆ" เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากความมืด พร้อมกับกลิ่นหอมประหลาดที่กำจายไปทั่วบริเวณ และสิ่งที่ทำให้หัวใจของฟางเซียนกระตุกวูบจนแทบหยุดเต้น ก็คือใบหน้าของบุคคลผู้มาใหม่... นางคือคนที่ควรจะตายไปในกองเพลิงเมื่อสิบปีก่อน! ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางข้ามผ่านเล่ห์กลอันซับซ้อนนี้มาด้วยกันนะครับ พงศาวดารมีชีวิต
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกเงาสะท้อนใจทรราช นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%