"หากหมากตานี้คือความพินาศของตระกูลจาง หม่อมฉันเกรงว่าพระองค์เองก็คงไม่เหลือแม้แต่เงาให้ผู้คนได้จดจำเช่นกันเพคะ, ฉีจิ้นอ๋อง"
น้ำเสียงของหลินฟางเซียนราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงใหญ่ยามไร้ลมไหว ทว่ากลับคมกริบราวกับคมมีดผ่าตัดที่กรีดลึกลงบนเนื้อเยื่อโดยไร้ความปรานี ปลายนิ้วเรียวขาวดั่งหยกสลักของนางคีบเบี้ยหินสีดำสนิทไว้มั่น ก่อนจะวางมันลงบนกระดานไม้จันทน์หอมอย่างแม่นยำ เสียง 'แปะ' เบาๆ นั้นก้องกังวานในความเงียบสงัดของตำหนักบูรพา ราวกับเสียงกรรเชียงเรือที่แหวกผ่านสายหมอกหนาทึบในคืนเดือนมืด
ฉีจิ้นอ๋องชะงักพระหัตถ์ที่กำลังจะหยิบเบี้ยขาวขึ้นมาตอบโต้ ดวงเนตรคมปลาบดุจพญาอินทรีหันกลับมาจดจ้องร่างระหงในชุดคลุมผ้าไหมปักลายเมฆสีครามเข้มเบื้องหน้า ภายในพระทัยยามนี้หาได้มีความโกรธเกรี้ยวไม่ ตรงกันข้าม มันกลับเกิดกระแสระลอกคลื่นแปลกประหลาดที่ค่อยๆ แผ่ขยายวงกว้างขึ้นอย่างเงียบเชียบ ความหลงใหลระคนทึ่งฉายชัดอยู่ในแววตาคู่นั้น—สตรีผู้นี้มิได้เพียงแค่มีสติปัญญาเฉียบแหลมจนน่ากลัว แต่นางยังกล้าหาญถึงขั้นใช้พระองค์เป็นหมากตัวหนึ่งในเกมล้างแค้นที่เดิมพันด้วยชีวิต
พระองค์ทรงแย้มพระสรุปออกมาเบาๆ เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง ดุร้าย และเปี่ยมด้วยเสน่ห์อันตราย "เจ้าช่างกล้าหาญนัก ฟางเซียน... กล้าดียังไงถึงเอาชีวิตของเปิ่นหวังมาวางเดิมพันบนกระดานนี้อย่างไร้ความเกรงกลัว?"
"หม่อมฉันไม่ได้เอาชีวิตของพระองค์มาวางเดิมพันเพคะ" หลินฟางเซียนเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรของชายหนุ่มอย่างไม่หลบเลี่ยง แววตาคู่คมดั่งน้ำแข็งใสสะท้อนภาพเงาของบุรุษผู้กุมอำนาจสูงสุดในกองทัพ "หม่อมฉันเพียงแต่กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า ระหว่างอำนาจที่ได้มาด้วยการนองเลือด กับสติปัญญาที่สามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้ สิ่งใดกันแน่ที่จะยืนหยัดอยู่ได้จนถึงตอนสุดท้ายของพงศาวดารฉบับนี้"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครา ทว่าบรรยากาศกลับอวลไปด้วยแรงปรารถนาอันหนักหน่วงและกลยุทธ์ที่เฉียบคมจนแทบหายใจไม่ออก ฉีจิ้นอ๋องไม่เคยรู้สึกพ่ายแพ้ให้กับสตรีางใดมาก่อนในชีวิต ทว่าในยามนี้ พระองค์กลับตระหนักได้อย่างชัดเจนว่า หัวใจที่เคยด้านชาและแข็งกระด้างดั่งหินผาของตน กำลังถูกสตรีผู้นี้สั่นคลอนทีละน้อยด้วยสติปัญญาที่ไม่เคยหลับใหลและรอยยิ้มที่ซ่อนเร้นความลับนับพัน
"ดี..." ฉีจิ้นอ๋องตรัสด้วยพระสุรเสียงทุ้มต่ำที่แฝงความเร่าร้อนบางอย่าง "ในเมื่อเจ้ากล้าท้าทายเปิ่นหวังถึงเพียงนี้ หมากตานี้ เปิ่นหวังจะยอมเดินตามที่เจ้าชี้แนะก็แล้วกัน"
ขณะที่พระหัตถ์หนากำลังจะเอื้อมไปเลื่อนหมากบนกระดานเพื่อเปิดฉากการโต้กลับทางการเมืองครั้งใหม่ ขันทีเฒ่าคนสนิทก็ก้าวเข้ามาทางประตูหน้าตำหนักด้วยฝีเท้าเร่งรีบ ใบหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้า ร่างทั้งร่างสั่นเทาจนแทบทรุดลงกับพื้น
"ท... ทูลฉีจิ้นอ๋อง..." ขันทีเฒ่าคุกเข่าลงโขกศีรษะจนหน้าผากกระแทกพื้นศิลาเสียงดังสนั่น "เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ! ทางตำหนักใน... พระสนมเอกได้รับพัสดุลึกลับ เป็นกล่องไม้จันทน์แกะสลักลายหงส์เพลิง และเมื่อเปิดออก..."
ฉีจิ้นอ๋องขมวดพระขนมเข้าหากันทันที ความระแวงฉายชัดขึ้นในดวงเนตร "มีอะไรพูดมาให้หมด!"
"ภายในกล่องนั้น... คือเส้นผมของไทเฮาที่ถูกตัดขาดสะบั้น พร้อมกับราชโองการลับฉบับใหม่ที่ประทับตราหยกประจำพระองค์ ซึ่งระบุชื่อของ... ของหลินฟางเซียน ว่าเป็นกบฏนอกรีตที่ต้องถูกประหารชีวิตทันทีในยามสามนี้พ่ะย่ะค่ะ!"
หลินฟางเซียนนิ่งงันไปชั่วอึดใจ รอยยิ้มเยือกเย็นผุดขึ้นที่มุมปากของนางอีกครั้ง ทว่าดวงตากลับวาวโรจน์ด้วยประกายเพลิงแห่งการแก้แค้นที่โหมกระหน่ำยิ่งกว่าเดิม
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเล่ห์กลอันซับซ้อนนี้มาด้วยกันนะครับ พงศาวดารมีชีวิต
รอยจารึกเงาสะท้อนใจทรราช•ตอนที่ 11
เสียงที่ซ่อนเร้น
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกเงาสะท้อนใจทรราช นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!