รอยจารึกเงาสะท้อนใจทรราช•ตอนที่ 16

แผนซ้อนแผน

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
"ฝ่าบาททรงมีพระราชกระแสรับสั่ง... ให้อัครเสนาบดีจ้าว เป็นผู้ตรวจสอบบัญชีคลังหลวงประจำปีนี้แต่เพียงผู้เดียว พ่ะย่ะค่ะ" เสียงกง공ขันหลวงนามเหวินเต๋อเอ่ยขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันราวกับป่าช้าของท้องพระโรงใหญ่ กลิ่นกำยานราคาแพงที่ลอยอวลอยู่ราวกับช่วยเพิ่มบรรยากาศความกดดันให้หนักอึ้งขึ้นไปอีกหลายเท่า ขุนนางนับร้อยชีวิตต่างก้มหน้าต่ำ ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง ราวกับเกรงว่าเสียงลมหายใจของตนจะไปสะกิดคมดาบที่ซ่อนอยู่หลังม่านแพรไหมสีเหลืองทอง ฉีจิ้นอ๋องประทับนิ่งอยู่บนรถเข็นพระที่นั่ง พระพักตร์คมคายดั่งรูปสลักไร้ซึ่งความรู้สึก ทว่าดวงเนตรหงส์คู่นั้นกลับลึกล้ำดั่งเหวลึก ไร้ก้นบึง ทรงแย้มพระ oսฐ์น้อยๆ รอยยิ้มที่ทำให้ขุนนางฝ่ายอัครเสนาบดีถึงกับสันหลังวาบ แม้ตระกูลจ้าวจะกุมอำนาจเบ็ดเสร็จในราชสำนักมาเนิ่นนาน แต่ไม่มีใครกล้าประมาทบุรุษผู้กุมกองทัพพยัคฆ์ประจิมผู้นี้ แม้มนตราแห่งความตายจะพรากความสามารถในการเดินของพระองค์ไปแล้ว แต่อำนาจที่แท้จริงหาได้อยู่ที่เรียวขา หากแต่อยู่ที่ปลายพระแสงกระบี่ที่ยังคงคมกริบในฝัก "ฮ่าๆๆๆ... นับเป็นพระกรุณาธิคุณล้นพ้นยิ่งนัก ที่ฝ่าบาททรงไว้วางพระราชหฤทัยข้าพเจ้า" เสียงหัวเราะกังวานของอัครเสนาบดีจ้าวฮุ่ยดังขึ้นทำลายความเงียบ บุรุษวัยกลางคนผู้มีเครางามได้รูปก้าวออกมาจากแถวขุนนาง สายตาคมปลาบกวาดมองไปทั่วท้องพระโรงด้วยความลำพองใจ แผ่นหลังตั้งตรงดั่งผู้กำชัยชนะในหมากกระดานนี้แล้ว "ทูลท่านอ๋อง คลังหลวงคือหัวใจของแผ่นดิน การที่กระหม่อมได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญยิ่งนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าเบื้องบนยังคงทรงเมตตา และเห็นถึงความจงรักภักดีที่ตระกูลจ้าวมีต่อราชบัลลังก์เสมอมา... หวังว่าท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์ คงจะไม่ทรงขัดข้องอันใดกระมังครับ" ประโยคหลัง อัครเสนาบดีจ้าวตั้งใจเอ่ยเน้นเสียงต่ำ เพื่อเยาะเย้ยความไร้อำนาจในทางนิตินัยของฉีจิ้นอ๋อง ทว่าบรรยากาศกลับมิได้เป็นไปดังที่เขาคาดคิด ฉีจิ้นอ๋องมิได้ทรงกริ้ว หรือแสดงพระพักตร์บิดเบี้ยวด้วยความโกรธเคืองแม้แต่น้อย พระองค์เพียงแต่ยกมือขึ้นโบกช้าๆ สัญญาณนั้นทำให้มหาดเล็กต้องเข็นรถพระที่นั่งเคลื่อนเข้าไปใกล้บันไดหยกขาวเบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้ทีละน้อย ทุกย่างก้าวที่ล้อไม้กระทบพื้นหินอ่อน ดังก้องกังวานราวกับเสียงกลองศึกที่เร่งเร้าจังหวะหัวใจของทุกคนในที่นั้น "อัครเสนาบดีจ้าว..." สุ้มเสียงทุ้มต่ำ กังวาน และทรงอำนาจเอ่ยขึ้น แฝงไว้ด้วยความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านไปถึงกระดูกดำ "ท่านกล่าวถูกต้องแล้ว คลังหลวงคือหัวใจของแผ่นดิน... และเพราะมันคือหัวใจ ข้าจึงปล่อยให้มันถูกกัดกินโดยปลวกปลิงที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ร่มเงาของขุนนางบางคนไม่ได้เป็นอันขาด" ดวงตาของจ้าวฮุ่ยกระตุกวูบ รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้างไปชั่วขณะ "ท่านอ๋องหมายความว่ากระไร?" "หมายความว่าอย่างไรน่ะหรือ?" ฉีจิ้นอ๋องทรงแย้มพระสรวลหยัน พระองค์ทรงหยิบฎีกาฉบับหนึ่งขึ้นมาจากตัก ฎีกาที่หนาเตอะจนน่าตกใจ "เป่ยเจียงเกิดอุทกภัย ราษฎรนับแสนไร้ที่อยู่อาศัย เสบียงหลวงที่ควรจะถูกส่งไปบรรเทาทุกข์ กลับหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยในเขตปกครองของตระกูลจ้าว... และนี่คือบัญชีรายชื่อการเบิกจ่ายงบประมาณซ่อมแซมกำแพงเมืองทิศเหนือ ที่ใช้ทองคำแท่งไปถึงสามแสนตำลึง แต่สภาพกำแพงจริงกลับผุพังจนแม้แต่เด็กเลี้ยงวัวก็ยังพังมันได้ด้วยก้อนหินเพียงก้อนเดียว" ความโกลาหลเริ่มก่อตัวขึ้นในหมู่ขุนนาง เสียงซุบซิบค่อยๆ ดังระงมขึ้นราวกับเสียงผึ้งแตกรัง อัครเสนาบดีจ้าวหน้าถอดสี สีหน้าแดงก่ำสลับเขียวคล้ำด้วยความโกรธและตกใจ เขาไม่คิดว่าข้อมูลลับระดับนี้จะหลุดมาอยู่ในมือของฉีจิ้นอ๋องได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ "นี่มัน... นี่มันเอกสารปลอม! ท่านอ๋องทรงใส่ร้ายป้ายสีข้าพเจ้า!" จ้าวฮุ่ยคำรามลั่น ลืมตัวเผลอแสดงกิริยาไม่สำรวมต่อหน้าพระพักตร์ "ใส่ร้ายหรือ?" เสียงหวานใสแต่เยือกเย็นดั่งน้ำแข็งละลายจากขั้วโลกดังแทรกขึ้นจากด้านหลังเสาต้นใหญ่ของท้องพระโรง ร่างระหงในชุดคลุมสตรีสูงศักดิ์สีขาวปักลายดอกเหมยสีแดงชาดก้าวออกมาอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวสง่างามราวกับเทพธิดาเดินดิน นางคือหลินฟางเซียน พระชายาในฉีจิ้นอ๋อง และในขณะเดียวกันก็คือแพทย์หญิงผู้กุมความลับและชีวิตของคนครึ่งค่อนราชสำนัก นางยกพัดหยกขึ้นบังรอยยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ดวงตาคู่คมกวาดมองอัครเสนาบดีจ้าวด้วยแววตาสมเพชเวทนา "ท่านอ๋องทรงมีพระเมตตาตรัสเตือนสติท่านแล้ว แต่อัครเสนาบดีจ้าวยังกล้าปฏิเสธหน้าด้านๆ เช่นนี้ เกรงว่าท่านคงจะลืมไปกระมังว่า... ยาพิษเจ๋อหลานที่ท่านแอบลักลอบซื้อขายผ่านพ่อค้าเร่ชาวหู เพื่อนำมาใช้ปลิดชีพแม่ทัพกองหน้าผู้ซื่อสัตย์เมื่อสามเดือนก่อน บันทึกการซื้อขายนั้น บัดนี้อยู่ที่ใดกันแน่นะ?" คำว่า "ยาพิษเจ๋อหลาน" ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางกระหม่อมของจ้าวฮุ่ย ร่างท้วมของอัครเสนาบดีเซถอยหลังไปสามก้าว ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ความลับที่เขาคิดว่าเก็บซ่อนไว้ใต้มหาสมุทร เหตุใดจึงถูกสตรีผู้นี้ขุดคุ้ยขึ้นมาวางไว้กลางแจ้งได้อย่างง่ายดายเช่นนี้! "เจ้า... เจ้าเป็นใคร กล้าดียังไงมากล่าวหาข้า!" จ้าวฮุ่ยชี้หน้าหลินฟางเซียนด้วยความลืมตัว นิ้วมือสั่นเทาด้วยความโกรธและหวาดกลัว "ข้าก็คือภริยาของฉีจิ้นอ๋อง ผู้ที่จะมาทวงคืนความยุติธรรมให้กับผืนแผ่นดินนี้อย่างไรล่ะท่านอ๋องจ้าว" ฟางเซียนตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่ทุกคำพูดกลับคมกริบดั่งใบมีดที่กรีดลงบนเนื้อสดๆ ของอีกฝ่าย นางเดินเข้าไปยืนเคียงข้างรถพระที่นั่งของสวามี มือเรียวบางเอื้อมไปวางทับบนหลังมือใหญ่ของฉีจิ้นอ๋อง เป็นการแสดงออกถึงความผูกพันและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่ชัดเจนยิ่งกว่าคำประกาศใดๆ ฉีจิ้นอ๋องทอดพระเนตรสตรีข้างกายด้วยแววตาที่ลุ่มลึกและอ่อนโยนขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปสบตากับอัครเสนาบดีจ้าวด้วยประกายตาดุร้ายดั่งพญาเสือที่เตรียมตะครุบเหยื่อ "ฝ่าบาท..." ฉีจิ้นอ๋องเงยพระพักตร์ขึ้นสบตากับฮ่องเต้หนุ่มที่ประทับอยู่บนบัลลังก์ด้วยความหวาดผวาไม่แพ้กัน "ในเมื่ออัครเสนาบดีจ้าวมีความสามารถล้นเหลือ และต้องการตรวจสอบคลังหลวงนัก... กระหม่อมเห็นสมควรว่า ควรให้ท่านอ๋องห้า ร่วมตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินส่วนตัวของตระกูลจ้าวไปพร้อมกันด้วย เพื่อความโปร่งใสสูงสุด... พระพ่ะย่ะค่ะ!" การประกาศศึกครั้งนี้มิใช่แค่การลอบกัดในความมืดอีกต่อไป แต่มันคือการชักกระบี่ออกจากฝักอย่างเปิดเผย กลางท้องพระโรง ต่อหน้าพระพักตร์ และท่ามกลางสายตาของขุนนางนับร้อย อัครเสนาบดีจ้าวกัดฟันกรอดจนกรามขึ้นสันนูน ความพ่ายแพ้ในยกนี้ประจักษ์ชัดเจนแล้ว ทว่าในแววตาของสุนัขจนตรอกย่อมมีความบ้าคลั่งซ่อนอยู่ เขาแค่นIเสียงลอดไรฟัน "ท่านอ๋อง... อย่าได้ใจให้มันมากนัก เกมกระดานนี้... ใครจะเป็นผู้ชนะในตอนท้าย ยังมิอาจรู้ได้!" ฉีจิ้นอ๋องไม่แม้แต่จะชายตากลับมามองผู้ที่กำลังดิ้นรน พระองค์ทรงแย้มพระสรวลอย่างเย้ยหยัน ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของจ้าวฮุ่ยเย็นเฉียบ "ถ้าเช่นนั้น... เรามารอดูว่า หัวบนบ่าของท่าน หรือเก้าอี้อัครเสนาบดีของท่าน สิ่งใดจะร่วงหล่นลงมาก่อนกัน..." บรรยากาศในท้องพระโรงกลับมาเงียบงันอีกครั้ง ทว่าความเงียบครั้งนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายของสงครามการเมืองที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ ทว่า ในขณะที่ความตึงกำลังพุ่งถึงขีดสุดนั้นเอง เสียงฝีเท้าฝ่าความเงียบของมหาดเล็กคนสนิทก็ดังขึ้นจากด้านนอก พร้อมกับเสียงตะโกนที่สั่นเครือด้วยความตกใจ "รายงาน... มีพระราชโองการด่วนจากตำหนักใน... พระสนมเอกจ้าว... สิ้นพระชนม์แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ร่างของอัครเสนาบดีจ้าวทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นในทันที ดวงตาเบิกค้างด้วยความสิ้นหวัง ขณะที่หลินฟางเซียนหันไปสบตากกับฉีจิ้นอ๋อง ชั่วขณะนั้นเอง... รอยยิ้มลึกลับก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของแพทย์หญิงผู้กุมความลับ ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเล่ห์กลอันซับซ้อนนี้มาด้วยกันนะครับ พงศาวดารมีชีวิต
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกเงาสะท้อนใจทรราช นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%